กรณียเมตตสูตร: บทสวดแห่งความรัก
สี่ทุ่มกว่า บ้านเงียบสนิท มีแต่เสียงเครื่องช่วยหายใจที่ดังเป็นจังหวะอยู่ในห้องนอนของแม่
เราอยู่ตรงนั้นมาสามชั่วโมงแล้ว คอยพลิกตัวให้ท่าน คอยเช็ดหน้า คอยป้อนน้ำทีละอึก
แม่หลับไปแล้ว แต่เราไม่กล้าออกจากห้อง เผื่อท่านสำลักตอนไม่มีใครอยู่
พรุ่งนี้ต้องตื่นหกโมงไปทำงาน แล้วก็ต้องกลับมาทำแบบนี้อีก วนแบบนี้มาสี่เดือนแล้ว
และคืนนี้ ในหัวมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เรารู้สึกเบื่อ
เบื่อกับแม่ที่กำลังป่วยหนักอยู่ตรงหน้า
พอความคิดนั้นผ่านหัวไปแค่เสี้ยววินาที เราก็รีบตวาดตัวเองในใจทันที คนอะไรใจร้าย แม่เลี้ยงเรามาทั้งชีวิต แค่นี้ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นได้ลงคอ
ความรักไม่ได้พร่องเพราะเราใจร้าย
สิ่งที่เรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเมตตา คือคิดว่ามันต้องเต็มอยู่ตลอดเวลา เหมือนน้ำในโอ่งที่ไม่มีวันพร่อง
แต่ความจริงคือ ใจของคนเราก็มีแรงจำกัด เหมือนแขนที่ยกของหนักมาทั้งวัน ตกเย็นมันก็ล้า
ความเบื่อที่ผุดขึ้นมาตอนสี่ทุ่ม ไม่ได้แปลว่าเราไม่รักแม่ มันแปลว่าใจเราเหนื่อย และร่างกายเราก็เหนื่อยด้วย
คนที่ดูแลคนป่วยนาน ๆ มักเจอความรู้สึกแบบนี้ แล้วก็มักเก็บมันไว้คนเดียว เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกไป คนอื่นจะมองว่าเราเป็นลูกเนรคุณ
ทั้งที่จริง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นในใจคนดูแลแทบทุกคน คือรักก็รัก เหนื่อยก็เหนื่อย สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้ ไม่ได้หักล้างกัน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความเหนื่อย ปัญหาอยู่ที่เราไม่รู้จะเติมใจตัวเองยังไง เราถูกสอนให้ดูแลคนอื่น แต่ไม่มีใครสอนให้เราดูแลใจตัวเองไปพร้อมกัน
คืนที่พระเดินป่าแล้วต้องหนีกลับ
มีเรื่องหนึ่งเล่าถึงพระภิกษุกลุ่มหนึ่งในสมัยพุทธกาล ที่ขอพระพุทธเจ้าไปจำพรรษาในป่าลึก เพื่อเจริญสมาธิให้เข้มข้นขึ้น
พอไปถึงป่า พวกท่านก็เลือกต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นเป็นที่นั่งภาวนา โดยไม่รู้ว่าต้นไม้เหล่านั้นมีเทวดาสิงสถิตอยู่ก่อนแล้ว
เทวดาที่อยู่มาก่อนไม่พอใจ รู้สึกเหมือนมีคนแปลกหน้าบุกเข้ามาอยู่ในบ้านตัวเองโดยไม่ขออนุญาต
พวกเขาจึงแสดงภาพน่ากลัวต่าง ๆ ให้พระเห็นในเวลากลางคืน บางคืนเป็นเสียงร้องโหยหวน บางคืนเป็นกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง เพื่อให้พระกลัวจนต้องออกจากป่าไปเอง
พระภิกษุกลุ่มนั้นทนไม่ไหว จึงเดินทางกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง
พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้ท่านเปลี่ยนที่ปฏิบัติ ท่านให้พระกลับไปที่เดิม แต่ให้นำสิ่งหนึ่งกลับไปด้วย
สิ่งนั้นคือบทสวดที่ภายหลังเรียกกันว่า กรณียเมตตสูตร
สิ่งที่ควรทำ ก่อนจะแผ่เมตตาให้ใครได้จริง
พระสูตรนี้ไม่ได้เริ่มด้วยการบอกให้รักคนอื่น มันเริ่มด้วยการถามว่า คนที่อยากมีใจสงบจริง ๆ ต้องวางฐานตัวเองแบบไหนก่อน
ต้องเป็นคนตรง ไม่คดโกง พูดจาอ่อนโยน ไม่ยโส เลี้ยงชีวิตง่าย ไม่วุ่นวายเรื่องมาก ไม่ทำสิ่งเสียหายแม้เพียงเล็กน้อยที่ผู้รู้จะติเตียนได้
ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้เร่งให้ไปเมตตาคนอื่นทันที ท่านให้กลับมาจัดใจตัวเองให้มั่นคงก่อน เหมือนจะบอกว่า ใจที่ยังเอนไปเอนมา แผ่ความรักออกไปได้ไม่นาน มันจะรั่วกลางทาง
พอวางฐานได้แล้ว ท่านถึงสอนให้แผ่ใจออกไปกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้
ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ ยังเป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง ผู้มีกายยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น ผอมหรือพี ที่เราเห็นแล้วหรือไม่ได้เห็น อยู่ในที่ไกลหรือที่ใกล้ ที่เกิดแล้วหรือแสวงหาที่เกิด ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด
ฟังผ่าน ๆ อาจรู้สึกว่าเป็นบทสวดยาวเกินจำเป็น แต่ถ้าอ่านช้า ๆ จะเห็นว่าท่านไล่ครอบคลุมทุกแบบของสิ่งมีชีวิตจริง ๆ ไม่เว้นแม้แต่สัตว์ที่เรายังไม่เคยเห็นหน้า
และในทุกแบบนั้น ก็รวมคนที่ทำให้เราเหนื่อยอยู่ด้วย รวมแม่ที่ป่วยอยู่บนเตียงด้วย และรวมตัวเราเองด้วย
แม่ที่ยอมสละชีวิตเพื่อลูกคนเดียว
ท่ามกลางพระสูตรนี้ มีอุปมาหนึ่งที่ฝังอยู่ในใจคนมานานกว่าสองพันปี
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน แม้ด้วยการยอมสละชีวิตของตนได้ ฉันใด กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น
ลองนึกภาพแม่คนหนึ่งที่อุ้มลูกแรกเกิดไว้ในอ้อมแขน ลูกร้องกลางดึก แม่ไม่หงุดหงิด ไม่คิดจะทิ้งไปนอน เพราะใจแม่ตอนนั้นไม่มีที่ว่างให้ความเบื่อ มีแต่ความห่วงใยเต็มเปี่ยม
ท่านไม่ได้บอกให้เราไปรักทุกคนแบบแม่รักลูกในทันที นั่นเป็นไปไม่ได้ และไม่มีใครทำได้ตลอดเวลา
ท่านกำลังชี้ให้เห็นว่า ความรักแบบนั้นมีอยู่จริงในใจคนเรา มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต
เมตตาที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่การสร้างความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยมี แต่เป็นการเอาความรู้สึกแบบที่แม่มีต่อลูกคนเดียวนั้น มาแผ่ให้กว้างขึ้นทีละนิด
จากลูกคนเดียว ไปสู่คนในบ้าน จากคนในบ้าน ไปสู่คนรอบตัว และค่อย ๆ กว้างออกไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบไปให้ถึงทุกสัตว์ในโลกตั้งแต่วันแรก
กลับไปเจอเทวดาอีกครั้ง
พระภิกษุกลุ่มนั้นกลับเข้าป่าอีกครั้ง พร้อมกับสวดและตั้งใจแผ่เมตตาบทนี้ทุกคืนก่อนนั่งภาวนา
คืนแรกอาจจะยังรู้สึกฝืน เพราะใจยังกลัวเทวดาที่เคยทำให้ตกใจอยู่ แต่ท่านก็ยังคงแผ่ใจออกไปหาสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านั้นอยู่ดี
ไม่นาน เทวดาที่เคยหลอกหลอนก็เริ่มเปลี่ยนท่าที พวกเขารับรู้ได้ถึงใจที่แผ่มาหา ไม่ใช่ใจที่บุกรุก
จากที่เคยคอยไล่ กลายเป็นคอยดูแล พระภิกษุปฏิบัติธรรมในป่านั้นได้อย่างสงบตลอดพรรษา
เรื่องนี้เล่ากันมานาน จนบางคนอ่านแล้วสนใจแค่ตอนจบที่ดูเหมือนปาฏิหาริย์ แต่สิ่งที่น่าเก็บกลับมาใช้จริง ไม่ใช่เรื่องเทวดา
มันคือหลักที่ว่า ใจที่แผ่ออกไปโดยไม่หวังผลตอบแทน มักเปลี่ยนสิ่งที่อยู่รอบตัวเราไปด้วย แม้บางทีมันจะไม่เห็นผลในคืนแรก
เอาใจตัวเองให้อิ่มก่อน แล้วค่อยแผ่ออกไป
กลับมาที่ห้องนอนตอนสี่ทุ่ม ถ้าคืนไหนความเบื่อผุดขึ้นมาอีก สิ่งแรกที่พอทำได้ไม่ใช่การบังคับใจให้รักแม่มากขึ้น เพราะยิ่งบังคับ ใจยิ่งฝืดและยิ่งรู้สึกผิดหนักกว่าเดิม
สิ่งที่พอทำได้จริงคือหันมาแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อนสักครู่หนึ่ง ลองพูดในใจเบา ๆ ว่า ขอให้เราไม่ทุกข์จนเกินไป ขอให้เรามีแรงพอสำหรับคืนนี้ เพียงประโยคสั้น ๆ แบบนี้ก็พอ เพราะคนที่ใจแห้งจะแผ่ความชุ่มชื้นให้ใครไม่ได้เลย
พอใจตัวเองเริ่มมีที่ว่างขึ้นมาบ้าง ค่อยแผ่ต่อไปให้แม่ที่นอนอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องท่องเป็นบทยาว แค่มองหน้าท่านแล้วนึกในใจว่า ขอให้แม่หลับสบาย ขอให้ความเจ็บปวดของแม่เบาลง ก็นับว่าได้แผ่เมตตาแล้ว
ถ้าวันไหนมีแรงมากขึ้นอีกหน่อย ลองแผ่ต่อไปถึงคนที่ทำให้เราเหนื่อยใจในที่ทำงาน หรือญาติที่ไม่เคยช่วยแบ่งเบาภาระเลยสักครั้ง ไม่ต้องรู้สึกดีกับเขาในทันที แค่ตั้งใจว่าขอให้เขาก็มีวันที่สบายใจบ้าง เท่านี้ก็ถือว่าใจเราขยับออกไปได้อีกก้าวหนึ่งแล้ว
ช่วงเวลาที่เหมาะจะฝึกแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นตอนนั่งสมาธิเป็นกิจจะลักษณะเท่านั้น จะเป็นตอนล้างมือหลังป้อนข้าวแม่เสร็จ ตอนรอน้ำต้ม หรือตอนนั่งรถเมล์กลับบ้านก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีเวลาสักหนึ่งถึงสองนาทีที่ใจว่างพอจะนึกถึงใครสักคน
สิ่งที่ควรระวังคือ อย่ารอให้ตัวเองรู้สึกรักท่วมท้นก่อนแล้วค่อยแผ่เมตตา เพราะความรู้สึกแบบนั้นอาจไม่มาเลยในคืนที่เหนื่อยที่สุด ให้แผ่คำไปก่อน ความรู้สึกจะค่อย ๆ ตามมาทีหลัง เหมือนจุดไฟเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยให้มันลุกโชนขึ้นเอง ไม่ใช่รอไฟใหญ่มาเองตั้งแต่ต้น
หลวงพ่อหลายท่านมักพูดถึงการแผ่เมตตาว่าไม่ใช่การแสดงออกครั้งใหญ่ แต่เป็นนิสัยเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย จนวันหนึ่งมันกลายเป็นพื้นใจของเราเองโดยไม่รู้ตัว
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามจุดนี้พอ
- แผ่เมตตาให้ตัวเองก่อนเสมอ ใจที่แห้งไม่มีอะไรจะให้ใคร
- ไม่ต้องรอความรู้สึกดีมาก่อน แผ่คำไปก่อนได้เลย ความรู้สึกตามมาทีหลัง
- แผ่ทีละก้าว จากคนใกล้ตัวที่สุดก่อน แล้วค่อยขยายออกไป ไม่ต้องรีบให้ถึงทุกคนในคราวเดียว
คืนนี้ถ้ายังเบื่ออยู่ ก็ไม่เป็นไร
ความเบื่อที่ผุดขึ้นมาตอนสี่ทุ่มนั้น ไม่ได้แปลว่าเราเป็นลูกที่แย่
มันแปลว่าเราเป็นคนที่กำลังแบกอะไรหนักอยู่ และใจก็เหมือนร่างกาย ที่ต้องการพักบ้างเป็นบางคืน
พรุ่งนี้เช้าแม่อาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนเรารู้สึกอะไร แต่เราจะรู้ว่าคืนนี้เราลองแผ่ใจออกไปสักครั้งหนึ่งแล้ว แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
แค่นั้นก็นับว่าเป็นค่ำคืนที่ไม่ได้สูญเปล่าแล้ว
