กรรมให้อภัยได้ไหม เข้าใจกรรมให้ถูกทาง
สามทุ่ม มือถือยังเปิดหน้าเฟซบุ๊กของเธอค้างอยู่
เราไม่ได้ตั้งใจจะเปิดดู มันเป็นนิ้วที่กดไปเอง เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา
รูปโปรไฟล์ใหม่ ยิ้มสวย ร้านที่เพิ่งเปิด คนมาคอมเมนต์ยินดีกันเต็มไปหมด
เธอคนที่เอาเงินร่วมหุ้นของเราไปหมุนจนหาย แล้วบอกว่าไม่มีปัญญาจะคืน สามปีผ่านไป เธอดูเหมือนไม่เคยเดือดร้อนอะไรเลย
เงินสองแสนกว่าบาทที่หายไปนั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี มันคือเงินเก็บที่ตั้งใจไว้ให้ลูกเรียนต่อ
ตอนแรกที่เรื่องแตก ญาติผู้ใหญ่บอกให้ปล่อยวาง เพื่อนบอกว่าอย่าไปคิดมาก เราก็รับปากเขาไปว่าจะปล่อย
แต่ทุกคืนแบบนี้ นิ้วเรายังพาไปเปิดหน้าของเธออยู่ดี
เราปิดหน้าจอ บอกตัวเองประโยคเดิมที่พูดมาสามปี
"ช่างเถอะ กรรมจะสนองเขาเอง"
พูดจบก็นอนไม่หลับเหมือนเดิม
เรากำลังรอดูอะไรอยู่กันแน่
ประโยคว่า กรรมจะสนองเขาเอง ฟังดูเป็นการปล่อยวาง
แต่ถ้าซื่อสัตย์กับตัวเองสักนิด มันไม่ใช่การปล่อยวาง
เพราะถ้าปล่อยวางจริง เราคงไม่เปิดหน้าเฟซบุ๊กของเธอทุกคืน คงไม่รู้สึกอะไรตอนเห็นเธอมีความสุข
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือรอ ไม่ใช่ปล่อย
รอวันที่เธอล้มละลาย รอวันที่ร้านเจ๊ง รอวันที่เธอเจอเรื่องแย่ ๆ บ้าง แล้วเราจะได้รู้สึกว่า เห็นไหม กรรมมีจริง
คำว่ากรรมในปากเรา จึงไม่ใช่หลักธรรมอีกต่อไป
มันกลายเป็นคำสาปที่เราแอบตั้งใจให้เขา แล้วซ่อนไว้หลังคำว่าปล่อยวาง เพื่อให้ตัวเองยังดูเป็นคนใจดีอยู่
บางคืนเราถึงกับจับได้ว่าใจแอบหวังลึก ๆ ให้ร้านของเธอไปไม่รอด พอจับได้แบบนั้นก็ตกใจตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนแบบนี้ได้
ยิ่งรอนาน ใจเรายิ่งผูกอยู่กับเธอแน่นขึ้นทุกวัน ทั้งที่คนที่เคลื่อนไปข้างหน้าได้แล้วคือเธอ ส่วนคนที่ยังนั่งอยู่ตรงเดิมคือเรา
มีอีกเรื่องที่ทับถมใจเราไปอีกชั้น คือความรู้สึกผิดที่ให้อภัยไม่ได้สักที
เราเคยได้ยินมาว่าคนที่เข้าวัดเข้าวาควรจะปล่อยวางเก่งกว่านี้ พอทำไม่ได้ก็รู้สึกว่าตัวเองสอบตกซ้ำสอง ทั้งเรื่องเงินที่หาย และเรื่องใจที่ยังโกรธ
แต่ความรู้สึกผิดซ้อนความโกรธแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มันแค่ทำให้เรามีเรื่องให้แบกเพิ่มอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้น
กรรมไม่ใช่ศาลที่เรานั่งรอฟังคำพิพากษา
คำว่ากรรม ในความหมายดั้งเดิม แปลตรงตัวว่า การกระทำ
ไม่ใช่โชคชะตา ไม่ใช่การลงโทษจากฟ้า และไม่ใช่ระบบยุติธรรมที่มีใครสักคนนั่งชั่งตวงว่าใครสมควรได้อะไร
พระพุทธเจ้าสอนว่ากรรมเกิดจากเจตนา คนคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไรด้วยใจแบบไหน สิ่งนั้นแหละที่จะก่อผลกับคนคนนั้นเอง ไม่ใช่กับใครอื่น
นั่นแปลว่ากรรมของเธอ เป็นเรื่องระหว่างเธอกับการกระทำของเธอ เราไม่มีสิทธิ์ไปนั่งตัดสินแทน และก็ไม่มีหน้าที่ต้องไปสนองแทนใครทั้งนั้น
ส่วนใจที่เรากำลังแบกอยู่ตอนนี้ ความโกรธ ความอยากเห็นเธอเจ็บ ความอยากให้ใครสักคนมาตัดสินแทนเรา นั่นคือกรรมของเราเองที่กำลังก่อขึ้นใหม่ทุกคืน
พูดอีกแบบคือ ขณะที่เรานั่งรอกรรมของเธอ เรากำลังสร้างกรรมของเราเองอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว
คนมักเข้าใจคำว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เหมือนเป็นตู้กดของ หยอดเหรียญแล้วต้องได้ของออกมาทันที เห็นคนทำไม่ดีแล้วยังสบายอยู่ เลยรู้สึกว่ากฎนี้ใช้ไม่ได้ผล
แต่กรรมไม่ใช่ตู้กดของที่มีกำหนดเวลาให้เราตรวจสอบ มันเป็นกระแสเหตุและผลที่ไหลไปเรื่อย ๆ ตามจังหวะของมันเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในสายตาของเรา
ในธรรมบทมีคำสอนบทหนึ่งที่ตรงกับเรื่องนี้มาก
ในโลกนี้ เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นธรรมเก่าแก่
ท่านไม่ได้บอกให้เราไปตามทวงความยุติธรรมจากที่ไหน ท่านบอกว่าสิ่งเดียวที่ทำให้เวรจบ คือใจที่เลิกจองเวร
และอีกบทหนึ่งที่พูดถึงกรรมตรง ๆ ว่า
ไม่ว่าจะเป็นในอากาศ กลางทะเล หรือในซอกเขา ไม่มีที่ใดในโลกที่คนเราจะหนีพ้นผลของกรรมที่ตนทำไปได้
ฟังดูเหมือนขู่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นคำที่ปลอบใจ
เพราะแปลว่าเราไม่ต้องเป็นคนตามไปสนองเธอเอง ไม่ต้องเฝ้าดู ไม่ต้องเป็นพยาน กรรมของเธอเดินไปตามทางของมันเองอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะดูหรือไม่ดู
หน้าที่ของเราไม่ใช่ผู้พิพากษา หน้าที่ของเราคือคนที่ต้องดูแลใจตัวเองต่อไป
ถ่านไฟในมือที่ยังไม่ได้โยนออกไป
ลองนึกภาพคนที่โกรธมากจนคว้าก้อนถ่านไฟจากเตาขึ้นมา ตั้งใจจะโยนใส่อีกฝ่าย
ก้อนถ่านยังร้อนอยู่ในมือ
ระหว่างที่เล็งจะโยน ฝ่ามือของคนถือก็ไหม้ไปก่อนแล้ว
อีกฝ่ายอาจจะโดนถ่านนั้นบ้าง หรืออาจจะหลบทัน แต่ไม่ว่าจะโดนหรือไม่โดน มือของคนถือไหม้แน่นอน เพราะเขาเป็นคนถือมันอยู่นานที่สุด
ที่แย่กว่านั้นคือ บางคนถือถ่านก้อนนั้นไว้เป็นปี ๆ รอจังหวะที่ใช่ รอวันที่คิดว่าจะโยนได้แรงที่สุด
ระหว่างที่รอ แผลที่ฝ่ามือก็ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน
ความโกรธที่เก็บไว้เพื่อรอเวลาสาดใส่คนอื่นก็เหมือนกัน
เรานึกว่าเรากำลังเก็บอาวุธไว้ทำร้ายเธอ แต่จริง ๆ สิ่งที่ไหม้อยู่ทุกคืนคือฝ่ามือของเราเอง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังถือถ่านก้อนนี้อยู่
เธออาจจะนอนหลับสบายอยู่ตอนนี้ก็ได้ ในขณะที่มือของเรายังร้อนผ่าวอยู่คนเดียว
จะวางถ่านก้อนนี้ลงยังไง
เขียนสองบรรทัดแยกกันบนกระดาษก็ได้ บรรทัดหนึ่งเขียนว่า สิ่งที่เธอทำ และกรรมของเธอ อีกบรรทัดเขียนว่า สิ่งที่ใจเรายังแบกอยู่
พอเขียนแยกกันจริง ๆ จะเห็นว่าบรรทัดแรกไม่ใช่เรื่องที่เราต้องจัดการอีกต่อไป มันเดินไปตามทางของมันเองแล้ว ส่วนบรรทัดที่สองต่างหากที่เป็นงานของเรา
พอเห็นแบบนี้ ทุกครั้งที่นิ้วจะกดเข้าไปดูหน้าเฟซบุ๊กของเธอ ให้ลองถามตัวเองสักคำถามเดียวก่อนกด ว่าตอนนี้เรากำลังอยากรู้ข่าวคราวทั่วไป หรือกำลังหวังจะเห็นเธอเจ็บ
ถ้าคำตอบคือแบบหลัง ให้วางมือถือลงก่อนสักครู่ ไม่ต้องบังคับใจให้หายอยาก แค่รู้ทันว่ากำลังอยากแบบไหนอยู่ก็พอ
การรู้ทันแบบนี้ทำได้ทีละครั้ง คืนแรกอาจจะยังกดดูอยู่ดี แต่รู้ตัวหลังกดไปแล้วก็ยังนับ คืนที่สิบอาจจะรู้ตัวก่อนกดสักสองวินาที นั่นก็ถือว่าเดินมาไกลแล้ว
ถ้ามีเรื่องนี้อยู่ในใจหนักจนพูดกับใครไม่ออก ลองหาคนที่ไว้ใจได้สักคนเล่าให้ฟังทั้งหมด เล่าแบบไม่ต้องหาข้อสรุป ไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด แค่พูดออกมาให้พ้นจากอกก่อน เรื่องที่อัดอยู่ในใจคนเดียวมักจะหนักกว่าที่ควรจะเป็น
วันไหนที่นึกถึงเรื่องนี้แล้วใจพลุ่งขึ้นมา ลองหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้ง ให้ลมหายใจเป็นที่อยู่ของใจแทนเรื่องราวสามปีที่แล้ว ทำแบบนี้บ่อยเท่าที่นึกได้ ไม่ต้องรอให้ใจสงบเป็นข้อแม้ก่อนถึงจะเริ่มทำ
อีกเรื่องที่ต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปพร้อมกัน คือไม่ต้องรีบไปถึงจุดที่บอกว่าเธอทำถูก หรือรอให้เธอมาขอโทษก่อนแล้วค่อยปล่อยวาง เพราะเธออาจจะไม่มีวันขอโทษ ไม่มีวันคืนเงิน ไม่มีวันสำนึกเลยก็ได้ การให้อภัยไม่ได้แปลว่าต้องคิดว่าสิ่งที่เธอทำนั้นถูกต้อง สิ่งที่เธอทำยังผิดอยู่เหมือนเดิม มันแค่แปลว่าเราเลือกจะไม่ถือถ่านก้อนนั้นไว้ในมือของเราต่อไป โดยไม่ต้องรอเธอมายื่นอะไรให้ก่อน
ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากคืนนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- กรรมของเขาเป็นเรื่องของเขา ใจที่เรายังแบกอยู่เป็นเรื่องของเรา
- สังเกตตัวเองก่อนกดดูข่าวเขา ว่ากำลังอยากรู้ หรือกำลังหวังให้เขาเจ็บ
- ให้อภัยไม่ได้แปลว่าเขาทำถูก มันแปลว่าเราวางถ่านก้อนนั้นลงจากมือตัวเอง
คืนนี้อาจจะยังไม่วาง
ถ้าคืนนี้ยังปิดเฟซบุ๊กของเธอไม่ลง ก็ไม่เป็นไร
สามปีที่ผ่านมาไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว มันแปลว่าถ่านก้อนนี้ร้อนจริง ร้อนพอที่จะทำให้ใครก็ตามถืออยู่นานขนาดนี้
พรุ่งนี้เธอจะยังใช้ชีวิตของเธอต่อไป ไม่ว่าเราจะเฝ้าดูหรือไม่ดู
ส่วนเรา แค่วางมือถือลงคืนนี้ก่อนสักครู่ ก็ถือว่าได้เริ่มวางถ่านลงแล้วนิดหนึ่ง
แค่นั้นก็พอสำหรับคืนหนึ่งแล้ว
