เกสีสูตร: คนดื้อฝึกไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าทำยังไง
สามทุ่ม พ่อนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านคนเดียว มือถือวางอยู่ข้างตัว ข้อความล่าสุดที่ลูกชายส่งมาคือ "ขอเงินหน่อยครับ เดือนนี้ขาดมือ" ไม่มีคำอธิบายอื่น ไม่มีคำถามว่าพ่อสบายดีไหม
นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็นับไม่ถ้วน สิบปีที่ผ่านมาพ่อลองมาแล้วทุกทาง
ตอนลูกยังเด็ก พ่อใช้วิธีอ่อนโยน นั่งคุยด้วยเหตุผล อธิบายทุกอย่างอย่างใจเย็น ลูกพยักหน้ารับปาก แล้วก็ทำแบบเดิมอีกในอาทิตย์ถัดมา
พ่อเลยลองแข็งขึ้น ตัดเงิน ตั้งกฎ ขู่ว่าจะไม่ช่วยอีกถ้าไม่เปลี่ยน ลูกหนีหาย ไม่กลับบ้านอยู่พักหนึ่ง แล้วก็โผล่มาขอความช่วยเหลือใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พ่อลองทั้งสองแบบสลับกัน อ่อนบ้างแข็งบ้าง ตามแต่ว่าวันนั้นเหลือแรงเท่าไหร่
ทำทุกอย่างแล้วแต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน
ความรู้สึกที่หนักที่สุดของคืนแบบนี้ ไม่ใช่ความโกรธ
เป็นความสงสัยในตัวเองว่า เรายังขาดอะไรอีกไหม มีวิธีไหนที่เรายังไม่ได้ลอง
คนที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้มักจะคิดวนอยู่แบบนี้ ถ้าเราคุยดี ๆ กว่านี้อีกนิด ถ้าเราเข้มงวดกว่านี้อีกหน่อย ถ้าเราอดทนรออีกสักปี บางทีอาจจะเปลี่ยนก็ได้
ความคิดแบบนี้มาจากที่ที่ดี มาจากความรัก แต่มันก็มีด้านที่ทำร้ายคนคิดเองด้วย เพราะมันตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ถ้าเราพยายามมากพอ ทุกคนต้องเปลี่ยนได้
ไม่มีใครเคยบอกเราว่า บางคน ต่อให้เราทำถูกทุกขั้นตอน ก็อาจจะยังไม่เปลี่ยน
และเมื่อไม่มีใครบอก เราก็แบกความล้มเหลวนั้นไว้คนเดียว คิดว่ามันต้องเป็นเพราะเรายังทำไม่ดีพอ
พ่อในเรื่องนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เขาลองทั้งอ่อนและแข็งมาแล้วจริง ๆ สิ่งที่เขายังไม่รู้คือ มีคนถามคำถามนี้กับพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้ว เมื่อสองพันกว่าปีก่อน
นายเกสีกับม้าที่ฝึกไม่ได้
นายเกสีเป็นคนฝึกม้าฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งในเมือง เป็นอาชีพที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและเทคนิค เพราะม้าแต่ละตัวไม่เหมือนกัน บางตัวฝึกง่าย บางตัวดื้อจนแทบไม่มีใครเอาอยู่
วันหนึ่งนายเกสีเข้าไปกราบพระพุทธเจ้า แล้วทูลถามถึงวิธีฝึกม้าของตัวเอง
พระพุทธเจ้าถามว่า เขาฝึกม้าที่ดื้ออย่างไร
นายเกสีทูลตอบว่า มีสามวิธี บางตัวฝึกด้วยความนุ่มนวลได้ บางตัวต้องฝึกด้วยความเข้มงวด และบางตัวต้องใช้ทั้งสองแบบผสมกัน
พระพุทธเจ้าถามต่อว่า แล้วถ้าม้าตัวไหนฝึกไม่ได้เลยสักวิธี ทั้งนุ่มก็ไม่ฟัง ทั้งแข็งก็ไม่ฟัง ทั้งสองอย่างผสมกันก็ยังไม่ฟัง จะทำอย่างไร
นายเกสีทูลตอบตรง ๆ ว่า ม้าตัวนั้นก็ต้องถูกฆ่าทิ้ง เพราะปล่อยไว้จะเสียชื่อของสำนักฝึก
จากนั้นนายเกสีก็ทูลถามพระพุทธเจ้ากลับบ้างว่า แล้วพระองค์เองฝึกคนอย่างไร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ก็ฝึกด้วยสามวิธีเช่นกัน บางคนฝึกด้วยความนุ่มนวล บางคนต้องเข้มงวด บางคนต้องใช้ทั้งสองอย่างผสมกัน
นายเกสีจึงทูลถามคำถามเดียวกันกลับไปว่า แล้วถ้าคนคนนั้นฝึกไม่ได้เลยสักทาง จะทำอย่างไร
คำตอบของพระพุทธเจ้าทำให้นายเกสีถึงกับสะดุ้ง
เกสี ถ้าเราฝึกเขาไม่ได้ทั้งสามวิธี เราก็ฆ่าเขาเสีย
นายเกสีตกใจมาก เพราะรู้ดีว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องไม่ฆ่าสัตว์มาตลอด จึงทูลถามว่า พระองค์เองก็ทรงห้ามการฆ่าไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงตรัสเช่นนี้
พระพุทธเจ้าจึงอธิบายว่า
ตถาคตไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิตจริง แต่เมื่อสอนใครไม่ได้เลยไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ตถาคตก็จะไม่ตักเตือนเขาอีก ไม่แนะนำเขาอีก เพื่อนร่วมประพฤติธรรมที่ดีก็จะไม่ตักเตือนเขาอีกเช่นกัน การที่ไม่มีใครตักเตือนสั่งสอนอีกต่อไปเลย นี่แหละคือการตายในวินัยของพระอริยะ
คำว่า "อริยวินัย" ในที่นี้หมายถึงแนวทางความประพฤติของผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางธรรม ไม่ใช่กฎหมายบ้านเมือง
การ "ตาย" ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง ไม่ใช่การเอาชีวิตใครไป แต่คือการหยุดพยายามยัดเยียดคำสอนให้คนที่ไม่พร้อมจะรับมันแล้ว เป็นการยอมรับตามจริงว่าคนคนหนึ่งยังไม่พร้อม ไม่ใช่การประกาศสงครามหรือการเลิกรักกัน
หยุดรดน้ำต้นไม้ที่ตายไปแล้ว
ลองนึกภาพกระถางต้นไม้ต้นหนึ่ง ปลูกมาสามปี รดน้ำทุกวัน ใส่ปุ๋ยตามสูตร ย้ายที่ตากแดดตามฤดู
แต่ต้นไม้ต้นนี้ไม่เคยแตกใบใหม่เลยสักใบ ลำต้นแห้งกรอบมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
คนที่รักต้นไม้ต้นนี้จะทำอย่างไร บางคนรดน้ำต่อไปเรื่อย ๆ เพราะกลัวว่าถ้าเลิกรด แปลว่าตัวเองยอมแพ้ กลัวว่าจะกลายเป็นคนไม่มีความอดทน
แต่น้ำที่รดลงกระถางที่ตายแล้ว ไม่ได้ไปถึงต้นไม้อีกต่อไป มันแค่ไหลผ่านดินที่ไม่มีรากดูดซับ แล้วก็ไหลออกรูก้นกระถางไปเปล่า ๆ
การหยุดรดน้ำต้นที่ตายแล้ว ไม่ใช่ความใจร้าย ไม่ใช่การหยุดรัก
เป็นแค่การหยุดเทน้ำไปในที่ที่มันไม่มีทางถูกใช้ประโยชน์อีกแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องนายเกสีก็พูดถึงเรื่องเดียวกัน ความนุ่มนวลกับความเข้มงวดคือน้ำสองแบบที่เรามีให้ แต่ถ้าดินไม่มีรากรองรับ น้ำแบบไหนก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน
และที่สำคัญกว่านั้น เราเองก็ไม่ใช่คนที่ต้องยืนถือฝักบัวอยู่ตลอดชีวิต จนไม่เหลือแรงไปดูแลต้นไม้ต้นอื่นในบ้านที่ยังโตได้
แล้วเราจะอยู่กับคนที่ฝึกไม่ได้อย่างไร
ข้อแรกที่พอทำได้ คือการแยกให้ออกระหว่างความรักกับการควบคุมผล เรายังรักลูกได้เต็มที่โดยไม่ต้องรอให้เขาเปลี่ยนก่อน ความรักกับความคาดหวังว่าเขาจะเปลี่ยน เป็นคนละเรื่องกัน แม้จะรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันมาตลอดหลายปี การแยกสองอย่างนี้ออกจากกันในใจ ไม่ได้แปลว่าเราต้องพูดออกไปตรง ๆ ว่าหมดหวังแล้ว แค่ลองสังเกตเงียบ ๆ ว่า ตอนนี้เรากำลังรักเขา หรือกำลังรอให้เขาเป็นคนที่เราอยากให้เป็นกันแน่
ข้อที่สอง ลองสังเกตว่าตัวเองกำลังตักเตือนซ้ำเรื่องเดิมครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ถ้าเป็นครั้งที่ยี่สิบสามสิบ และคำพูดที่ใช้ก็เหมือนเดิมทุกครั้ง ผลที่ได้ก็มักจะเหมือนเดิมด้วย การพูดซ้ำแบบเดิมไม่ได้แปลว่าเรารักมากกว่าคนที่เลือกเงียบ บางครั้งการเว้นระยะในเรื่องนั้นสักพักหนึ่ง กลับเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายได้ยินเสียงตัวเองบ้าง แทนที่จะได้ยินแต่เสียงเรา
ข้อที่สาม ลองเอาพลังที่เคยใช้ไปกับการพยายามเปลี่ยนคนอื่น มาดูแลตัวเองบ้างสักส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นแค่การนอนให้พอในคืนที่ไม่มีข้อความขอความช่วยเหลือเข้ามา หรือการโทรหาเพื่อนที่คุยด้วยแล้วสบายใจ ไม่ต้องรอให้เรื่องของลูกจบก่อนถึงจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้ เพราะถ้ารอแบบนั้น บางเรื่องอาจไม่จบเลยตลอดชีวิตที่เหลือ
ข้อที่สี่ ถ้าจำเป็นต้องช่วยเหลือทางการเงินหรือเรื่องอื่นจริง ๆ ให้ลองแยกการช่วยเหลือกับการตักเตือนออกจากกัน ช่วยในสิ่งที่ช่วยได้โดยไม่ต้องผูกเงื่อนไขว่าเขาต้องเปลี่ยนนิสัยก่อน แล้วก็ไม่ต้องตักเตือนซ้ำในเวลาเดียวกันนั้น เพราะการทำสองอย่างพร้อมกันมักจะทำให้ทั้งสองอย่างเสียผลไปด้วยกัน ทั้งเงินก็ให้ไปแบบมีเงื่อนงำ ทั้งคำเตือนก็ฟังดูเหมือนการต่อว่าซ้ำเติม
ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะถึงจุดที่ควร "หยุดตักเตือน" ตามความหมายที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ บางคนถึงจุดนั้นเร็ว บางคนใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะยอมรับ และบางคนก็ยังไม่ถึงจุดนั้นตลอดชีวิต นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเช่นกัน
- สังเกตว่าตอนนี้กำลังรักเขา หรือกำลังรอให้เขาเปลี่ยน
- นับดูว่าพูดเรื่องเดิมมากี่ครั้งแล้ว แล้วลองเว้นระยะดูบ้าง
- แบ่งเวลาบางส่วนกลับมาดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้เรื่องของเขาจบก่อน
- ถ้าจะช่วยเหลือ ให้แยกจากการตักเตือน อย่าทำพร้อมกัน
คืนนี้พ่อยังไม่มีคำตอบ
พ่อที่นั่งอยู่ระเบียงบ้านคืนนี้ อาจจะยังไม่รู้ว่าจะโอนเงินให้ลูกดีหรือไม่
เรื่องของนายเกสีไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปสำหรับคืนนี้โดยเฉพาะ
แต่อย่างน้อยพ่ออาจจะรู้สึกเบาขึ้นนิดหนึ่ง เมื่อรู้ว่าการที่ลูกยังไม่เปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าพ่อทำอะไรผิดตลอดสิบปีที่ผ่านมา
บางคนก็ฝึกยากจริง ๆ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ตรง ๆ กับนายเกสีมาแล้ว
พ่ออาจจะยังโอนเงินให้ในคืนนี้ก็ได้ หรืออาจจะเลือกไม่ตอบข้อความไปสักคืนก็ได้ ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่ได้แปลว่าพ่อรักลูกน้อยลงเลยสักนิด
