หน้าแรก/บทความ/หลักธรรม
ขันธ์ 5 : สิ่งที่เรามัดรวมกันแล้วเรียกว่าตัวเรา
หลักธรรม

ขันธ์ 5 : สิ่งที่เรามัดรวมกันแล้วเรียกว่าตัวเรา

29 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

เสียงหม้อข้าวต้มอยู่แผ่ว ๆ ในครัว แสงเช้าลอดม่านเข้ามาเป็นเส้น ๆ ตกบนพื้นห้องนอน

เช้าวันอาทิตย์แบบนี้เอง ระหว่างทำความสะอาดตู้เสื้อผ้า มีคนไปเจอกล่องรองเท้าใบเก่าอัดแน่นอยู่บนหลังตู้ ข้างในเป็นรูปถ่ายสมัยเรียนมัธยม กระดาษเริ่มเหลือง มุมโค้งงอ

หยิบขึ้นมาดูใกล้ ๆ แล้วต้องหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง

หน้าตาในรูปกับหน้าที่ส่องกระจกทุกเช้าตอนนี้ แทบจะเป็นคนละคน ผมที่เคยดำสนิทตอนนี้มีสีขาวแซมมาหลายเส้น ท้องที่เคยแบนราบก็ไม่แบนอีกต่อไป แม้แต่เรื่องที่เคยร้องไห้หนักหนาตอนวัยสิบหก ตอนนี้นึกถึงแล้วกลับยิ้มได้เฉย ๆ

ความคิด ความเชื่อ สิ่งที่กลัว สิ่งที่อยากได้ ก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องกับตอนนั้นแล้วเหมือนกัน

แต่พอถามตัวเองเบา ๆ ว่า "คนในรูปกับคนตอนนี้ ใช่คนเดียวกันไหม" คำตอบที่ผุดขึ้นมาทันทีคือ ใช่สิ ก็เราคนเดิมไง

คำถามที่ตามมาแบบเงียบ ๆ ในหัวคือ ถ้าอย่างนั้น "เรา" ที่ว่านี้ คืออะไรกันแน่ ในเมื่อทุกอย่างที่จับต้องได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว

รูปเก่าใบนั้นบอกอะไรเรา

ลองมาดูกันอีกแบบหนึ่ง

ถ้าเราลองไล่ดูว่าตอนที่พูดคำว่า "เรา" ในหัวมีอะไรบ้าง จะพบว่ามันไม่ใช่ก้อนเดียว

มีร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ มีความรู้สึกแปลก ๆ ที่ผุดขึ้นตอนเห็นรูป มีภาพความทรงจำเก่าที่ลอยกลับมาเอง มีความคิดที่กำลังปรุงแต่งไปเรื่อยว่านี่คือใคร เปลี่ยนไปแค่ไหน แล้วก็มีตัวที่รู้ว่ากำลังคิดอยู่แบบนี้

ทั้งหมดนี้เกิดพร้อมกันในเสี้ยววินาทีเดียว เร็วจนเรารวบยอดเรียกมันว่า "เรา" ไปเลย โดยไม่ทันสังเกตว่าจริง ๆ แล้วมันคือหลายอย่างมารวมกัน

เรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งมีใครสังเกตเห็น

ของห้าอย่างที่เอามาปะติดปะต่อเป็นเรา

พระพุทธเจ้าเคยชี้ให้ลูกศิษย์ดูสิ่งเดียวกันนี้ เมื่อสองพันกว่าปีก่อน

ท่านสอนว่า สิ่งที่คนเรียกกันว่า "ตัวเรา" นั้น จริง ๆ แล้วประกอบขึ้นจากของห้ากองที่มาอาศัยอยู่ด้วยกันชั่วคราว ท่านเรียกรวม ๆ ว่า "ขันธ์" แปลง่าย ๆ ว่า กอง หรือ พวง

กองแรกคือกองร่างกาย ทุกส่วนที่จับต้องได้ ตั้งแต่ผมจนถึงปลายเท้า

กองที่สองคือกองความรู้สึก ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเฉย ๆ ที่ผุดขึ้นทุกครั้งที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง

กองที่สามคือกองความจำ สิ่งที่ทำให้เราจำได้ว่านี่คือรูปสมัยมัธยม จำได้ว่าคนในรูปคือใคร

กองที่สี่คือกองความคิดปรุงแต่ง ทั้งความคิดที่ตัดสินว่าดีหรือไม่ดี อยากหรือไม่อยาก รวมถึงความคิดที่กำลังบอกว่า "นี่คือเราคนเดิม" อยู่ตอนนี้ด้วย

กองที่ห้าคือกองตัวรู้ ตัวที่รับรู้ว่ากำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังคิดอยู่

ทั้งห้ากองนี้ไม่มีกองไหนอยู่นิ่ง ๆ เลยสักกองเดียว ร่างกายเปลี่ยนทุกวัน ความรู้สึกเกิดแล้วดับทุกวินาที ความจำก็เลือนไปตามเวลา ความคิดก็ผุดแล้วก็หายไป แม้แต่ตัวรู้เองก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันตลอดเวลา

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ

ท่านไม่ได้บอกว่ามี "ตัวเรา" ตัวหนึ่งซ่อนอยู่ข้างในแล้วบังคับให้ทุกกองทำงาน ท่านชี้ให้เห็นว่าใจ หรือกองตัวรู้นี้เอง เป็นตัวนำ เป็นตัวปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมา รวมทั้งปรุงแต่งความรู้สึกว่ามี "เรา" อยู่ตรงกลางด้วย

ลองไล่หากองไหนสักกองหนึ่งดูจริง ๆ ว่านี่แหละคือ "ตัวเรา" แน่ ๆ

ร่างกายนี้เป็นเราไหม ถ้าเป็นเราจริง ทำไมสั่งให้ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ได้ ความรู้สึกเป็นเราไหม ถ้าเป็นเราจริง ทำไมสั่งให้สุขตลอดไม่ได้ ความคิดเป็นเราไหม ถ้าเป็นเราจริง ทำไมบางทีคิดอะไรที่ไม่อยากคิดก็ยังคิด

ไล่ไปทีละกอง ก็ไม่มีกองไหนยอมให้เราบังคับได้เต็มที่สักกองเดียว

สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

ท่านพุทธทาสภิกขุเคยสรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธศาสนาไว้สั้น ๆ ด้วยประโยคนี้ ห้ากองที่ว่ามาไม่ใช่ของเสีย ไม่ใช่ของที่ต้องทิ้ง เพียงแต่ถ้าไปยึดกองไหนไว้แน่นเกินไปว่าต้องเป็นแบบนี้ตลอด ก็เหมือนไปยึดคลื่นทะเลไว้ว่าต้องอยู่นิ่ง คลื่นไม่เคยผิดที่มันเคลื่อนไหว คนที่ทุกข์คือคนที่ไปยึดมันไว้ต่างหาก

แกงหม้อเดียวกัน แต่ไม่มีชิ้นไหนคือรสชาติ

ลองนึกถึงแกงเผ็ดหม้อหนึ่งที่แม่ทำ

ในหม้อมีน้ำพริกแกง มีกะทิ มีเนื้อสัตว์ มีผัก มีใบมะกรูด ต้มรวมกันจนได้ที่ ตักขึ้นมาชิมคำหนึ่ง แล้วบอกได้ทันทีว่านี่คือรสแกงเผ็ดของแม่ อร่อยแบบที่คุ้นเคย

แต่ลองถามว่า รสชาติที่ว่านี้อยู่ตรงไหนของหม้อ

ตักเอาแต่กะทิมาชิมเดี่ยว ๆ ก็ไม่ใช่รสนั้น ตักเอาแต่เนื้อมาชิมเดี่ยว ๆ ก็ไม่ใช่รสนั้น ต่อให้แยกน้ำพริกแกงออกมาชิมเดี่ยว ๆ ก็ยังไม่ใช่รสแกงที่คุ้นเคยอยู่ดี

รสชาตินั้นเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกอย่างมาอยู่รวมกันพอดี ในสัดส่วนพอดี ในหม้อเดียวกัน ในจังหวะเดียวกัน

พอไฟดับ แกงเย็นลง ทิ้งไว้ข้ามคืน รสก็เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งที่วัตถุดิบยังอยู่ครบ

ตัวเราก็ไม่ต่างจากแกงหม้อนั้นเท่าไหร่ ร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิดปรุงแต่ง และตัวรู้ มาอยู่รวมกันพอดีในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วเราก็เรียกรสชาติที่ได้จากการรวมกันนั้นว่า "เรา"

พรุ่งนี้หม้อเดิม ไฟเดิม แต่ส่วนผสมเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง รสก็ไม่เหมือนเป๊ะกับเมื่อวานแล้ว

นั่นแปลว่าเราหายไปหรือเปล่า ก็ไม่เชิง เพียงแต่ "เรา" ไม่เคยเป็นก้อนแข็งก้อนเดียวที่อยู่นิ่ง ๆ ตั้งแต่ต้น มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จากการรวมตัวของห้ากองนั้นอยู่ตลอดเวลาต่างหาก

เมื่อกองไหนกองหนึ่งเจ็บปวดหรือดิ้นรน

รู้แบบนี้แล้วจะเอาไปใช้วันธรรมดา ๆ ได้ยังไง

ลองเริ่มจากตอนที่ร่างกายเจ็บ อย่างเวลาปวดหลังปวดเข่าตอนนั่งนาน ๆ แทนที่จะคิดว่า "เราปวด" ทั้งก้อน ลองสังเกตแยกออกมาว่าตรงนี้คือกองร่างกายที่กำลังส่งสัญญาณเจ็บ ส่วนใจที่กำลังหงุดหงิดหรือกลัวว่าจะปวดแบบนี้ไปตลอดคืออีกกองหนึ่งที่ปรุงแต่งตามมา แค่แยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้ ความทุกข์มักจะเบาลงกว่าที่คิด เพราะร่างกายเจ็บแค่ตรงจุดนั้นจริง ๆ แต่ใจมักจะเจ็บเผื่อไปถึงอนาคตด้วย

ลองสังเกตตอนที่อารมณ์ขึ้นแรง ๆ ด้วย อย่างเวลาโดนใครพูดจาแรงใส่ ให้ลองรู้สึกดูว่าความโกรธที่พลุ่งขึ้นมานั้น มันมาแล้วมันก็ผ่านไปเป็นระลอก ๆ เหมือนคลื่น ไม่ได้อยู่ค้างตลอดเวลาถ้าเราไม่ไปต่อเชื้อให้มันด้วยการคิดซ้ำ ลองจับเวลาดูจริง ๆ ก็ได้ว่าอารมณ์แรก ๆ อยู่ได้ไม่กี่นาทีหรอก ที่อยู่นานเพราะกองความคิดปรุงแต่งไปหยิบเรื่องเดิมมาคิดซ้ำเรื่อย ๆ ต่างหาก

เวลาโดนตำหนิเรื่องงานก็เหมือนกัน ลองสังเกตว่าคำตำหนินั้นกระทบกองไหนบ้าง ส่วนใหญ่จะไปกระทบกองความคิดปรุงแต่งที่รีบตัดสินทันทีว่า "แปลว่าเราไม่เก่ง" ทั้งที่คำพูดของอีกฝ่ายอาจจะพูดถึงงานชิ้นนั้นชิ้นเดียว ไม่ได้พูดถึงตัวเราทั้งคนเลยด้วยซ้ำ พอเห็นว่าตรงนี้คือการปรุงแต่งเพิ่มเติมของเราเอง ก็จะรับฟังคำตำหนิได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าทั้งตัวกำลังถูกทำลาย

อีกอย่างที่ลองทำได้ทุกวันคือ ก่อนนอนสักห้านาที นั่งเฉย ๆ แล้วไล่สังเกตทีละกองแบบเบา ๆ ไม่ต้องเคร่ง เริ่มจากรู้สึกที่ร่างกายว่าตอนนี้ตรงไหนตึงตรงไหนสบาย ต่อมาสังเกตความรู้สึกในใจว่าตอนนี้หนักหรือเบา แล้วสังเกตว่ามีความคิดอะไรผุดขึ้นมาบ้าง โดยไม่ต้องไปเถียงหรือไปตามมันต่อ แค่รู้ว่ามีความคิดผุดขึ้นแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเอง ทำแบบนี้บ่อย ๆ จะเริ่มเห็นเองว่าแต่ละกองมันแยกจากกันได้จริง ๆ ไม่ได้เป็นก้อนเดียวอย่างที่เคยรู้สึก

ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากเรื่องนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ

  • ร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิดปรุงแต่ง และตัวรู้ ไม่มีกองไหนอยู่นิ่งตลอดไปสักกองเดียว
  • ความทุกข์ส่วนใหญ่มาจากการไปยึดกองใดกองหนึ่งไว้แน่นว่าต้องเป็นแบบนี้ตลอด ไม่ใช่มาจากตัวกองนั้นเอง
  • แค่แยกออกว่ากำลังปวดที่กาย หรือกำลังปรุงแต่งด้วยใจ ความทุกข์ก็มักจะเบาลงได้เยอะแล้ว

ยังไม่ต้องตอบให้ได้คืนนี้

รูปเก่าใบนั้นอาจจะยังคาใจอยู่ ไม่ต้องรีบหาคำตอบให้ได้ทันทีว่า "เรา" คืออะไรกันแน่

เพราะต่อให้ตอบไม่ได้ ห้ากองนี้ก็ยังทำงานของมันไปตามปกติอยู่ดี หัวใจยังเต้น ลมหายใจยังเข้าออก ความคิดยังผุดขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่พอทำได้ตอนนี้ อาจจะแค่วางรูปนั้นกลับลงกล่องเบา ๆ แล้วยิ้มให้คนในรูปสักหน่อย เขาก็เป็นแค่กองห้ากองที่เคยรวมตัวกันแบบหนึ่ง เหมือนที่กองทั้งห้าของตอนนี้กำลังรวมตัวกันแบบใหม่อยู่ตรงนี้เอง