กิสาโคตมี: บทเรียนเรื่องความตายจากเมล็ดผักกาด
เจ็ดโมงเช้า กาแฟสองแก้วตั้งอยู่บนโต๊ะเหมือนทุกวัน
แก้วหนึ่งเป็นของเรา อีกแก้วเป็นของแม่
มือเราชงมันไปเองโดยไม่ทันคิด เหมือนที่ทำมาทุกเช้าตลอดหลายปีที่แม่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้
แม่จากไปได้สี่วันแล้ว
รองเท้าแตะของแม่ยังวางอยู่หน้าห้องน้ำ เราไม่กล้าเก็บ ไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะถ้าเก็บ มันเหมือนกำลังบอกตัวเองว่าแม่จะไม่กลับมาใช้มันอีกแล้วจริง ๆ
เพื่อนบ้านเดินมาปลอบว่าเวลาจะช่วยเยียวยา ญาติโทรมาบอกว่าต้องเข้มแข็งไว้ ทุกคนพูดถูกทั้งนั้น แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เรากำลังรู้สึกอยู่จริง ๆ ตอนนี้
คือความรู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่าจะมีใครเจอเรื่องหนักขนาดนี้มาก่อน
มือถือเรายังเผลอกดเข้าไลน์แม่อยู่สองสามครั้งต่อวัน กดแล้วถึงจะนึกขึ้นได้ ใจส่วนหนึ่งยังทำงานเหมือนแม่แค่ไปตลาด อีกไม่นานก็คงเดินเข้าประตูมา
บางคืนใจยังต่อรองอยู่เงียบ ๆ ว่าถ้าตอนนั้นพาแม่ไปหาหมอเร็วกว่านี้อีกนิด ถ้าตอนนั้นไม่ปล่อยให้แม่นอนคนเดียว เรื่องอาจจะไม่เป็นแบบนี้ ทั้งที่รู้อยู่ลึก ๆ ว่าต่อรองเท่าไหร่ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว
ความรู้สึกแบบนี้ไม่มีใครสอนให้เตรียมตัวมาก่อน มันมาโดยไม่ขออนุญาต แล้วก็ไม่ยอมไปง่าย ๆ ทั้งที่ปากพูดกับใครต่อใครว่าเข้าใจแล้ว ว่าคนเราเกิดมาต้องตายกันทุกคน แต่พอเจอกับตัวเอง คำพูดที่เคยเข้าใจกลับใช้ปลอบใจตัวเองไม่ได้เลย
หญิงที่อุ้มลูกไปทั่วเมืองสาวัตถี
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่
ในเมืองสาวัตถีสมัยพุทธกาล มีหญิงคนหนึ่งชื่อกิสาโคตมี ผ่านคืนแบบนี้มาเหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่เธอไม่ยอมปล่อย ไม่ใช่แก้วกาแฟ
แต่เป็นร่างของลูกชายตัวเอง
ลูกชายของเธอเพิ่งหัดเดินได้ไม่นาน วันหนึ่งล้มป่วยกะทันหันแล้วไม่ลืมตาอีกเลย กิสาโคตมีไม่ยอมเชื่อ เธออุ้มร่างลูกไว้แน่น เดินเคาะประตูขอยาจากทุกบ้านที่ผ่าน
คนแถวนั้นบางคนสงสาร บางคนคิดว่าเธอเสียสติไปแล้ว บางคนกระซิบกันข้างหลังว่าเด็กตายไปตั้งแต่เมื่อคืน แต่ไม่มีใครกล้าบอกเธอตรง ๆ เพราะเห็นแล้วว่าพูดไปเธอก็ไม่ฟัง
จนมีชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ บอกว่าที่วัดเชตวัน มีพระผู้หนึ่งที่รักษาได้ทุกโรค ลองไปหาท่านดูสิ
เธอวิ่งไปทันที อุ้มลูกไปหาพระพุทธเจ้า ก้มกราบแล้วขอร้องให้ท่านช่วยรักษาลูกของเธอ
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบว่าทำไม่ได้ ท่านไม่ได้พูดว่าลูกเธอตายแล้ว ท่านบอกเพียงว่าจะรักษาให้ แต่ต้องใช้เมล็ดผักกาดสักหยิบมือหนึ่ง เก็บมาจากบ้านที่ไม่เคยมีใครตายเลยสักคน
เมล็ดผักกาดที่หาไม่เจอสักบ้าน
กิสาโคตมีดีใจมาก เธอคิดว่าเรื่องแค่นี้หาไม่ยาก เมล็ดผักกาดมีอยู่แทบทุกครัวในเมือง
เธอเดินเข้าไปเคาะบ้านแรก คนในบ้านยินดีจะให้เมล็ดผักกาด แต่พอเธอถามว่าบ้านนี้เคยมีใครตายไหม เจ้าของบ้านตอบว่า พ่อของเขาเพิ่งเสียไปเมื่อปีก่อน
เธอเดินไปบ้านถัดไป คำตอบคือ ลูกสาวคนโต
บ้านถัดมาอีก เป็นพี่ชาย
บ้านที่ห้า คนที่จากไปคือภรรยา
เธอเดินอย่างนี้จนหมดเมือง จากเช้าถึงเย็น เมล็ดผักกาดมีให้ทุกบ้าน แต่ไม่มีบ้านไหนเลยที่ไม่เคยเจอความตาย บางบ้านเล่าให้ฟังด้วยซ้ำว่าเพิ่งเผาศพญาติไปเมื่อสัปดาห์ก่อน บางบ้านบอกว่าเสียคนไปมากกว่าหนึ่งคนในปีเดียว
เย็นวันนั้น เธอยืนอยู่กลางถนน มือยังอุ้มลูกไว้เหมือนเดิม แต่บางอย่างในใจเริ่มขยับ
ความตายที่เธอคิดว่าเกิดกับเธอคนเดียวในโลก ที่จริงมันเกิดกับทุกบ้านมาก่อนแล้วทั้งนั้น เพียงแต่เธอไม่เคยสังเกต จนกว่าจะมาเจอกับตัวเอง
เธอเดินไปวางร่างลูกไว้ในป่าช้า ไม่ใช่เพราะหมดรัก แต่เพราะบางอย่างในใจเธอเข้าใจแล้วว่าเขาไปแล้วจริง ๆ
แล้วเธอเดินกลับไปหาพระพุทธเจ้าอีกครั้ง มือเปล่า ไม่มีเมล็ดผักกาดติดมาเลยสักเมล็ด
พระพุทธเจ้าถามว่าได้เมล็ดผักกาดมาหรือยัง เธอตอบว่าไม่ได้มา เพราะไม่มีบ้านไหนเลยที่ไม่เคยมีคนตาย
ท่านจึงกล่าวกับเธอว่า
คนที่ใจยังผูกพันอยู่กับลูกและทรัพย์สมบัติ ความตายพรากเขาไปได้ เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาหมู่บ้านที่กำลังหลับใหลไปทั้งหมู่บ้าน
ท่านไม่ได้บอกให้เธอเลิกรัก ไม่ได้บอกให้เธอทำใจแข็ง ท่านแค่ชี้ให้เห็นสิ่งที่เธอเพิ่งเดินไปพบมาด้วยขาตัวเอง ว่าความสูญเสียไม่ใช่เรื่องที่มีใครถูกเลือกให้เจอเป็นพิเศษ
มันเป็นเรื่องที่ทุกบ้านต้องเจอ ไม่ช้าก็เร็ว
ตรงนั้นเองที่บางอย่างในใจกิสาโคตมีคลายออก ไม่ใช่ว่าเธอหายเศร้าทันที แต่เธอเริ่มเห็นทุกข์ของตัวเองในมุมที่กว้างขึ้น ไม่ได้จมอยู่คนเดียวอีกต่อไป ต่อมาเธอขอบวชเป็นภิกษุณี ใช้ชีวิตที่เหลือกับการปฏิบัติธรรมจนวางใจได้จริง
บ้านทุกหลังมีเก้าอี้ว่างเหมือนกัน
ลองนึกภาพว่าเราเดินไปเคาะประตูทุกบ้านในซอยที่เราอยู่
ถามแต่ละบ้านว่ามีใครในครอบครัวจากไปแล้วบ้างไหม
เราจะพบว่าแทบทุกบ้านมีคำตอบ บ้านนี้เพิ่งเก็บรูปคุณตาใส่กรอบไว้บนหิ้ง บ้านนั้นมีชามใบหนึ่งในตู้ครัวที่ไม่มีใครใช้อีกแล้วเพราะเป็นชามของยายที่เพิ่งเสีย บ้านโน้นมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่โต๊ะกินข้าวว่างมาสามปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครย้ายมันออก
เก้าอี้ตัวนั้นไม่ได้ว่างเพราะบ้านนั้นโชคร้ายกว่าบ้านอื่น มันว่างเพราะทุกบ้านที่อยู่กันมานานพอ ต้องมีเก้าอี้แบบนี้อย่างน้อยหนึ่งตัวเสมอ
เราเห็นแต่เก้าอี้ว่างของบ้านตัวเอง เลยรู้สึกว่ามีแต่เราที่เจอ
แต่ถ้าเดินเข้าไปดูในบ้านข้าง ๆ จะเจอเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเหมือนกัน อาจจะเพิ่งว่างเมื่อวาน หรือว่างมานานจนโต๊ะตัวนั้นถูกเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ แต่มันเคยว่างมาก่อนแน่ ๆ
ไม่ได้แปลว่าเก้าอี้ว่างของเราจะเบาลงเพราะรู้แบบนี้ มันแค่ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้ไม่ได้เดินอยู่คนเดียวในซอยนี้ และคนที่เดินสวนเรามาทักทายเราด้วยหน้าตาปกติ ก็อาจจะเพิ่งผ่านคืนแบบนี้มาเหมือนกัน
สิ่งที่พอทำได้ตอนใจยังไม่ยอมรับ
ช่วงแรกหลังสูญเสีย ไม่จำเป็นต้องรีบเก็บของของคนที่จากไป ถ้ายังไม่พร้อมก็ปล่อยรองเท้าคู่นั้นไว้ตรงนั้นก่อนได้ ใจจะบอกเราเองว่าเมื่อไหร่ถึงเวลาที่พร้อมจะเก็บจริง ๆ ไม่มีกำหนดตายตัวว่าต้องกี่วันหรือกี่สัปดาห์
ถ้ามือยังเผลอไปหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อจะทักหาคนที่จากไป ให้รู้ทันตรงนั้นเฉย ๆ ไม่ต้องดุตัวเองว่ายังทำใจไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องปกติของใจที่คุ้นเคยกับใครสักคนมานาน มันต้องใช้เวลาสอนตัวเองใหม่ทีละนิด
ตอนกลางคืนที่นอนไม่หลับเพราะภาพเก่า ๆ ผุดขึ้นมา ลองหาเวลาสักครั้งในแต่ละสัปดาห์เล่าเรื่องราวของคนที่จากไปให้คนที่ไว้ใจฟังแบบเต็ม ๆ ไม่ต้องรีบตัดจบ เพราะความทรงจำที่ไม่เคยถูกเล่าออกมาเลย มักจะวนกลับมาเองตอนดึก
บางคนพบว่าการหยิบสมุดมาเขียนถึงคนที่จากไปสักหน้าหนึ่ง เขียนเรื่องที่ยังไม่ได้พูด เรื่องที่ยังค้างคาใจ ก็ช่วยให้สิ่งที่วนอยู่ในหัวมีที่ลงเหมือนกัน ไม่ต้องเก็บไว้คนเดียวทั้งหมด
ในวันที่ครบเจ็ดวัน ห้าสิบวัน หรือร้อยวัน ถ้าครอบครัวสะดวกทำบุญอุทิศส่วนกุศลตามที่คุ้นเคยกันมา ก็ทำไปตามจังหวะนั้น ไม่ใช่เพื่อให้คนจากไปสบายขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่การได้นั่งเตรียมของ ได้กราบพระ ได้พูดชื่อเขาออกมาต่อหน้าคนอื่นอย่างเปิดเผย ก็ช่วยให้ใจเราเองค่อย ๆ ขยับไปทีละนิดเหมือนกัน
และถ้าวันไหนใจหนักจนหายใจไม่ทั่วท้อง ลองนั่งนิ่ง ๆ วางมือบนตัก แล้วอยู่กับลมหายใจเข้าออกสักสิบครั้ง ไม่ต้องไปบังคับให้หายเศร้า แค่ให้ร่างกายรู้ว่าตอนนี้ยังปลอดภัยอยู่
ถ้าความเศร้าหนักจนกินเวลาเป็นเดือน ๆ จนกระทบการกินการนอนและการใช้ชีวิตประจำวันไปหมด การไปพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลใจก็เป็นเรื่องปกติมาก ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือแปลว่าศรัทธาไม่พอ
พอวันเวลาผ่านไป ลองสังเกตดูสามอย่างนี้
- ทุกบ้านที่อยู่กันมานานพอ มีเก้าอี้ว่างของตัวเองเสมอ ไม่ใช่แค่บ้านเรา
- ช่วงที่ใจยังไม่ยอมรับ ไม่ต้องเร่งตัวเอง ปล่อยให้มันค่อยเป็นไปตามจังหวะของมันเอง
- การเล่าเรื่องคนที่จากไปให้คนอื่นฟัง ทำให้ความทรงจำมีที่ทาง ไม่ต้องวนอยู่ในหัวคนเดียวตอนดึก
บ้านที่ยังเงียบเหมือนเดิม
เช้านี้กาแฟอาจจะยังตั้งอยู่สองแก้วเหมือนเดิม
ไม่เป็นไรถ้ายังเป็นแบบนั้น
กิสาโคตมีก็ไม่ได้วางลูกลงในเช้าวันที่สอง เธอใช้เวลาทั้งวันเดินไปทั่วเมืองกว่าจะถึงจุดนั้น และยังต้องใช้เวลาอีกนานหลังจากนั้นกว่าใจจะสงบลงจริง
บ้านที่เคยมีเสียงคนคนหนึ่งอาจจะยังเงียบไปอีกพักใหญ่ ๆ
แต่ในซอยเดียวกัน ยังมีบ้านอื่นที่เก้าอี้ว่างตัวเดียวกันแบบนี้อยู่เหมือนกัน แม้เราจะมองไม่เห็นจากหน้าต่างบ้านเรา
