โกสัมพิยสูตร หกข้อที่ทำให้คนในบ้านอยู่ร่วมกันได้
ห้องครัวเงียบกว่าปกติ
แม่สามีนั่งดูทีวีอยู่หน้าบ้าน เสียงพัดลมหมุนดังอยู่เบา ๆ ตลอดคืน ลูกสะใภ้ลุกไปปิดพัดลมเป็นครั้งที่สามในสัปดาห์นี้ ก่อนจะเข้านอน
ไม่มีใครพูดอะไรเสียงดัง ไม่มีใครทะเลาะ
แต่พอนั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน สามคนในบ้านหลังนี้กลับคุยกันน้อยลงทุกวัน คำถามธรรมดาอย่าง "วันนี้เป็นไงบ้าง" ก็ยังถามอยู่ แต่คำตอบสั้นลงเรื่อย ๆ จนเหมือนแค่ตอบเพื่อให้จบบทสนทนา
เย็นวันหนึ่ง ลูกสะใภ้ล้างจานเสร็จ หันไปเห็นแม่สามีเก็บผ้าที่ตากไว้ โดยไม่พับให้เหมือนที่เคยพับ ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาในใจ อึดอัดกับเรื่องเล็กจนพูดไม่ออกด้วยซ้ำว่าอึดอัดเรื่องอะไร
บ้านหลังนี้ไม่มีใครเป็นคนไม่ดี ทุกคนตั้งใจอยู่ร่วมกันดี ๆ ทั้งนั้น
แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ด้วยกันนานวันเข้า กลับรู้สึกเหมือนต่างคนต่างเดินอยู่ในบ้านคนละหลัง ทั้งที่หลังคาเดียวกัน
ไม่ใช่เรื่องพัดลม ไม่ใช่เรื่องผ้า
ถ้าลองถามลูกสะใภ้ตรง ๆ ว่าโกรธเรื่องอะไร เธอเองก็ตอบยาก
เรื่องพัดลมมันเล็กเกินกว่าจะเป็นเรื่อง เรื่องผ้าไม่พับก็เล็กเกินกว่าจะพูด
แต่ปัญหาของบ้านที่อยู่กันหลายคนไม่ค่อยมาในรูปเรื่องใหญ่เรื่องเดียว มันมาทีละนิด ทีละนิด สะสมอยู่ข้างในโดยไม่มีใครพูดออกมาสักที
พัดลมเปิดทิ้งไว้ ครั้งหนึ่งก็แค่ครั้งหนึ่ง แต่ครั้งที่สาม ครั้งที่ห้า มันไม่ใช่แค่พัดลมแล้ว มันกลายเป็นความรู้สึกว่า "เขาไม่เคยสนใจว่าเราลำบากแค่ไหน"
ผ้าไม่พับ ครั้งเดียวก็แค่ลืม แต่พอสะสม มันกลายเป็น "ทำไมงานในบ้านตกมาอยู่ที่เราคนเดียว"
ความรู้สึกพวกนี้ไม่เคยถูกพูดออกมาตรง ๆ สักครั้ง เพราะแต่ละครั้งมันดูเล็กเกินกว่าจะพูด แต่พอไม่พูด มันก็ไม่หายไปไหน มันแค่ย้ายที่อยู่ จากเรื่องบนโต๊ะ ไปอยู่ในอก
คนสามคนในบ้านหลังเดียวกัน จึงกลายเป็นคนสามคนที่แบกความอึดอัดของตัวเองอยู่คนละมุม โดยไม่มีใครรู้ว่าอีกคนก็แบกอยู่เหมือนกัน
และที่แปลกคือ ยิ่งอยู่ด้วยกันมานาน ยิ่งรู้จักกันมานาน กลับยิ่งพูดเรื่องเล็ก ๆ พวกนี้ยากขึ้น เพราะรู้สึกว่าถ้าหยิบเรื่องแค่นี้มาพูด จะดูเป็นคนจุกจิก จะดูเป็นคนไม่ให้อภัย ทั้งที่จริง ๆ สิ่งที่อยากได้ไม่ใช่คำขอโทษเรื่องพัดลมสักคำ แต่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าเรื่องเล็กแบบนี้สะสมแล้วมันหนักได้จริง
เรื่องที่เมืองโกสัมพี
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคนี้
ในสมัยพุทธกาล ที่เมืองโกสัมพี มีภิกษุกลุ่มหนึ่งอยู่ร่วมกันในวัดเดียวกัน แล้ววันหนึ่งก็เกิดความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่ง เล็กจนแม้แต่เรื่องเล่าที่สืบมาก็ไม่ได้เน้นย้ำว่าเรื่องอะไรกันแน่
แต่จากเรื่องเล็กเรื่องนั้น มันบานปลายจนภิกษุทั้งวัดแตกออกเป็นสองฝ่าย เถียงกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร พระไตรปิฎกใช้คำบรรยายว่าภิกษุเหล่านั้น "ทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก"
พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาภิกษุกลุ่มนี้ด้วยพระองค์เอง ไม่ได้ไปถามว่าใครผิดใครถูก ไม่ได้ไปตัดสินว่าเรื่องเดิมใครมีเหตุผลกว่ากัน
ท่านถามแค่ว่า พวกเธอทะเลาะกัน วิวาทกัน จนไม่ฟังกันจริงหรือไม่ แล้วท่านถามต่อว่า ในระหว่างที่ทะเลาะกันอยู่นี้ พวกเธอยังมีความรู้สึกดีต่อกันอยู่บ้างไหม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คำตอบที่ได้คือไม่มี
ตรงนั้นเองที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ต่อมารู้จักกันในชื่อโกสัมพิยสูตร ว่าด้วยหลักที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้จริง ไม่ใช่แค่อยู่ในที่เดียวกันแต่ใจแยกจากกัน
ท่านตรัสถึงหลัก 6 ข้อ เรียกว่าสาราณียธรรม แปลตรงตัวว่าธรรมที่เป็นเหตุให้ระลึกถึงกันด้วยความรัก ความเคารพ นำไปสู่ความไม่วิวาท ความกลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
สามข้อแรกว่าด้วยการทำต่อกันด้วยเมตตา ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ และย้ำว่าต้องเป็นแบบนั้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่พูดดีต่อหน้า แล้วบ่นให้คนอื่นฟังลับหลัง
ข้อที่สี่ว่าด้วยการแบ่งปันสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม ไม่กั้นไว้เป็นของตัวเองคนเดียว แม้จะเป็นของเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
ข้อที่ห้าและหกว่าด้วยการถือกติกาเดียวกัน และเข้าใจตรงกันในสิ่งที่สำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่คนละมาตรฐาน
ธรรม 6 ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ท่านไม่ได้บอกว่าใครในเรื่องเดิมผิด ท่านแค่ชี้ว่า ถ้าอยากอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องแบกความอึดอัดไว้คนละมุม ต้องกลับมาที่หลักหกข้อนี้
ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ท่านไม่ได้สั่งให้ภิกษุทั้งสองฝ่ายหยุดพูดถึงเรื่องเดิม ไม่ได้บอกให้ลืมมันไปเฉย ๆ ท่านชี้กลับมาที่วิธีที่แต่ละคนปฏิบัติต่อกันในแต่ละวันต่างหาก เพราะความบาดหมางจะจางไปเองได้ ถ้าสิ่งที่ทำต่อกันทุกวันเปลี่ยนไปก่อน ไม่ใช่รอให้เรื่องเดิมได้ข้อสรุปก่อนแล้วค่อยกลับมารักกัน
แกงหม้อเดียวกัน
ลองนึกถึงบ้านที่มีหม้อแกงอยู่หม้อเดียว ทุกคนในบ้านกินจากหม้อเดียวกันนี้ทุกมื้อ
ถ้าใครสักคนหยิบเกลือใส่ลงไปเพิ่มโดยไม่บอกใคร ทั้งหม้อจะเค็มขึ้นทันที ไม่ใช่แค่ช้อนที่เขาตักไปกินคนเดียว
รสที่เปลี่ยนไปนั้น ทุกคนที่กินจากหม้อนี้ต้องรับไปด้วยกันหมด ไม่มีใครแยกรสของตัวเองออกจากหม้อได้อีกแล้ว
บ้านที่อยู่ร่วมกันก็เป็นแบบนี้ คำพูดแรง ๆ ที่พูดออกไปหนหนึ่ง ความเงียบที่ทิ้งไว้โดยไม่อธิบาย การเก็บงำความไม่พอใจไว้ในใจ ทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในตัวคนพูดคนเดียว มันไหลลงไปในหม้อรวมที่ทุกคนต้องกินร่วมกันทุกวัน
สาราณียธรรมทั้งหกข้อจึงไม่ใช่เรื่องของการทำดีเพื่อคนคนเดียวที่เรารัก แต่เป็นเรื่องของการดูแลรสของหม้อทั้งใบ เพราะทุกคำที่ใส่ลงไป ทุกคนในบ้านต้องกินร่วมกันหมด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
เอาหกข้อนี้กลับมาใช้ในบ้าน
ข้อแรกเรื่องเมตตาทางกาย ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ อาจจะแค่ช่วยยกของที่ดูหนักไปสักชิ้น เปิดประตูให้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเอื้อมมือ หรือรินน้ำให้อีกแก้วโดยไม่ต้องมีใครขอ ทำตอนที่นึกได้ ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ เพราะความรู้สึกดีที่สะสมจากเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ต่างหากที่ทำให้บ้านรู้สึกอบอุ่นในวันธรรมดา
ข้อสองเรื่องเมตตาทางวาจา ลองสังเกตดูว่าเวลาเราหงุดหงิด น้ำเสียงที่ใช้เปลี่ยนไปแค่ไหน คำพูดเดียวกันแต่ใส่น้ำเสียงต่างกัน ความหมายที่คนฟังรับไปก็ต่างกันไปด้วย และที่สำคัญกว่านั้น เวลาคุยกับคนอื่นเรื่องคนในบ้าน ลองฟังตัวเองว่าพูดถึงเขาแบบไหน ถ้าพูดลับหลังด้วยน้ำเสียงที่ไม่กล้าพูดต่อหน้า นั่นคือสัญญาณว่ามีอะไรค้างอยู่ที่ยังไม่ได้คุยกันตรง ๆ
ข้อสามเรื่องเมตตาทางใจ ทำได้ยากที่สุดเพราะเป็นเรื่องข้างในที่ไม่มีใครเห็น แต่ลองใช้เวลาสักครู่ก่อนนอน นึกถึงคนในบ้านแต่ละคน แล้วนึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เขาทำวันนี้สักอย่างหนึ่ง แม้เป็นเรื่องเล็กแค่ไหนก็ตาม ใจที่คุ้นกับการมองเห็นสิ่งดี จะไม่ค่อยไปจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ทำให้หงุดหงิด
ข้อสี่เรื่องแบ่งปัน ในบ้านอาจไม่ใช่เรื่องของกินของใช้เสมอไป แต่รวมถึงเวลา แรง และความสนใจด้วย ถ้ามีงานบ้านที่ต้องทำ ลองถามตัวเองว่าเราแบกไว้คนเดียวเพราะไม่มีใครช่วย หรือเพราะเราไม่เคยเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาช่วยกันแน่
ข้อห้ากับข้อหกเรื่องกติกาและความเข้าใจร่วมกัน อาจเริ่มจากการนั่งคุยกันตอนที่ทุกคนยังใจเย็นอยู่ ไม่ใช่ตอนที่เพิ่งมีเรื่องขุ่นเคือง ว่าอะไรคือสิ่งที่ทุกคนในบ้านนี้เห็นตรงกันว่าสำคัญ ไม่ต้องคุยให้จบทุกเรื่องในคราวเดียว แค่เริ่มเปิดเรื่องที่ไม่เคยเปิดมาก่อนก็พอ
หกข้อนี้ไม่มีข้อไหนต้องทำให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก และไม่มีข้อไหนที่ต้องทำให้ครบทุกข้อพร้อมกัน บางบ้านอาจถนัดเริ่มจากคำพูด บางบ้านอาจถนัดเริ่มจากการแบ่งงาน ข้อไหนที่ทำได้ก่อนก็เริ่มจากข้อนั้น เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือหลักที่ค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคยกันใหม่ ไม่ใช่บททดสอบที่ต้องผ่านให้ครบในคราวเดียว
คืนนี้พัดลมอาจจะยังเปิดอยู่
ถ้าคืนนี้กลับไปถึงบ้าน แล้วพัดลมยังเปิดทิ้งไว้เหมือนเดิม ก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างที่พูดมาไม่มีความหมาย
การอยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียวไม่ได้เปลี่ยนในคืนเดียว มันเปลี่ยนทีละนิด เหมือนที่มันสะสมมาทีละนิดเหมือนกัน
บางทีสิ่งที่พอทำได้ในคืนนี้ อาจแค่เดินไปปิดพัดลม แล้วเดินกลับมานั่งข้าง ๆ คนที่ลืมปิดมันโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ
