หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
ตกงานตอนห้าสิบ แล้วต้องเริ่มใหม่ยังไง
ชีวิตและธรรมะ

ตกงานตอนห้าสิบ แล้วต้องเริ่มใหม่ยังไง

21 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

บ่ายวันศุกร์ สุชินนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็กที่ไม่เคยเข้ามาก่อนตลอดยี่สิบห้าปีที่ทำงานที่นี่ หัวหน้าฝ่ายบุคคลอายุรุ่นราวลูกชายคนโตนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ถือแฟ้มสีน้ำตาลแผ่นเดียว

"พี่คะ บริษัทต้องปรับโครงสร้างองค์กร" เธอพูดช้า ๆ เหมือนซ้อมมาก่อน "ขอบคุณสำหรับยี่สิบห้าปีนะคะ"

มีซองเอกสารถูกยื่นมาข้ามโต๊ะ สุชินจำได้ว่าตัวเองพยักหน้า พูด "ครับ ขอบคุณครับ" กลับไปด้วยซ้ำ ทั้งที่ในหัวตอนนั้นว่างเปล่าไปหมด เหมือนเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงจากห้องข้าง ๆ ไม่ใช่ห้องที่ตัวเองนั่งอยู่

เขาเดินกลับโต๊ะทำงาน หยิบกรอบรูปครอบครัว แก้วกาแฟใบเก่า กับปฏิทินตั้งโต๊ะใส่กล่องกระดาษใบเดียว ยามที่ประตูรู้จักกันมาสิบกว่าปีพูดด้วยว่า "โชคดีนะพี่" สุชินยิ้มให้ ยกมือไหว้ แล้วเดินออกไปที่ลานจอดรถกลางแดดบ่ายสามโมง

กลับถึงบ้าน มาลีเดินออกมารับที่ประตู ถามตามปกติว่า "วันนี้เป็นไงบ้าง"

"เหมือนเดิม" เขาตอบ วางกล่องไว้ในห้องเก็บของ ปิดประตูห้อง แล้วค่อยไปนั่งคิดคนเดียวตอนดึก

สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่เงินเดือน

คืนนั้นสุชินนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะกังวลเรื่องเงินอย่างเดียว เขามีเงินสำรองพอประคองไปได้อีกระยะหนึ่ง เรื่องที่วนอยู่ในหัวเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่คิดว่าจะสำคัญขนาดนี้

พรุ่งนี้เช้า เขาจะตื่นมาแล้วไม่ต้องรีบแต่งตัวไปทำงาน จะทำยังไงกับเวลาแปดโมงถึงห้าโมงเย็น

คนที่เคยเรียกเขาว่า "พี่ผู้จัดการ" ตามทางเดิน ต่อไปจะเรียกเขาว่าอะไร

ลูกชายที่กำลังจะแต่งงานปีหน้า จะรู้เรื่องนี้ยังไงดี จะบอกเขาว่าพ่อตกงานตอนอายุห้าสิบได้ยังไงโดยไม่ให้ลูกกังวล

เขาลองเปิดโทรศัพท์ดูประกาศรับสมัครงาน ตำแหน่งที่พอเทียบเคียงได้กับที่เคยทำ ส่วนใหญ่เขียนไว้ว่า "อายุไม่เกิน 35 ปี" บางประกาศเขียนว่า "อายุไม่เกิน 40" เขาปิดหน้าจอ วางโทรศัพท์คว่ำไว้บนที่นอน

สิ่งที่แน่นในอกตอนนั้นไม่ใช่ความกลัวไม่มีเงินใช้ แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีที่ยืนแล้ว เหมือนเก้าอี้ที่เคยนั่งประจำถูกยกออกไปจากห้อง ทั้งที่ห้องยังอยู่ที่เดิม

เช้าวันจันทร์ มาลีแต่งตัวไปทำงานตามปกติ ก่อนออกจากบ้านเธอหันมาถามเบา ๆ ว่า "พี่จะทำอะไรวันนี้"

สุชินตอบไม่ทัน เธอก็รีบเสริมว่า "ไม่ได้ถามจี้นะ ถามเฉย ๆ" แล้วก็ออกไป

เขานั่งอยู่ในบ้านที่เงียบกว่าทุกวัน มองโต๊ะกินข้าวที่ว่างเปล่า รู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในบ้านของคนอื่น ทั้งที่นี่คือบ้านตัวเองมายี่สิบกว่าปี

แก้วใบนี้แตกไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ได้มัน

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงพ่อชาที่คนพูดถึงกันบ่อย ท่านเคยยกแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมาให้ลูกศิษย์ดู แล้วบอกว่าท่านรักแก้วใบนี้มาก ใช้มันรินน้ำดื่มทุกวันอย่างทะนุถนอม

แต่ในใจของท่าน แก้วใบนี้แตกไปแล้วตั้งแต่วันที่ได้มันมา

ท่านหมายความว่าอย่างไร ลูกศิษย์ถาม

สำหรับฉัน แก้วใบนี้แตกไปแล้ว เมื่อลมพัดมันล้มลง หรือเมื่อศอกไปโดนมันแล้วมันตกพื้น ฉันก็บอกว่า "ต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว" แต่ถ้าฉันเข้าใจว่าแก้วใบนี้แตกไปแล้ว ทุกนาทีกับมันคือกำไร

ท่านไม่ได้บอกให้ทิ้งแก้ว ไม่ได้บอกให้เลิกรักมัน ท่านยังใช้มันดื่มน้ำทุกวันเหมือนเดิม สิ่งที่ต่างออกไปคือใจของท่านรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแก้วนี้ไม่ใช่ของที่อยู่ค้ำฟ้า

ตำแหน่งงาน เงินเดือน ป้ายชื่อบนโต๊ะ ก็เป็นแก้วใบหนึ่งเหมือนกัน มันเกิดจากเหตุปัจจัยหลายอย่างมาประกอบกัน มีสัญญาจ้าง มีบริษัทที่ต้องอยู่รอด มีคนที่ตัดสินใจเรื่องโครงสร้าง วันหนึ่งเหตุปัจจัยเหล่านั้นเปลี่ยน สิ่งที่ประกอบกันขึ้นมาก็เปลี่ยนตามไปด้วย

ในบทสวดที่ใช้กันมานานเรื่องความไม่เที่ยง มีข้อความหนึ่งที่คนไทยได้ยินกันจนคุ้นหู

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุข

คำว่าสังขารในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ร่างกาย แต่หมายถึงทุกสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งกัน ตำแหน่งงานก็นับรวมอยู่ในนั้น มันเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุ และมันจะเสื่อมไปได้เพราะเหตุเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะสุชินทำอะไรผิด

สิ่งที่ท่านบอกว่าเป็นสุข ไม่ใช่การไม่รู้สึกอะไรเลยตอนของหายไป แต่เป็นการเห็นตามที่มันเป็น ไม่ต้องแบกรับว่ามันควรจะอยู่กับเราตลอดไป

บ้านที่ปลูกต้นมะม่วงไว้ยี่สิบห้าปี แต่ชื่อในโฉนดไม่ใช่ของเรา

ลองนึกภาพคนคนหนึ่งเช่าบ้านหลังหนึ่งอยู่มายี่สิบห้าปี

ปีแรกที่ย้ายเข้ามา เขาปลูกต้นมะม่วงไว้หลังบ้าน ทาสีรั้วใหม่ทุกสามปี ต่อชายคาให้กว้างขึ้นกันฝนสาด ลูกสองคนโตขึ้นในบ้านหลังนี้ วิ่งเล่นในสนามหญ้าที่เขาถางเองกับมือ

วันหนึ่งลูกชายของเจ้าของที่ดินมาเคาะประตู ยื่นกระดาษให้ บอกว่าที่ดินตรงนี้จะถูกขายต่อ ต้องขอพื้นที่คืนภายในสามเดือน

คนที่อยู่ในบ้านมองต้นมะม่วงที่ตอนนี้สูงจนออกลูกดกทุกปี มองรอยขีดวัดส่วนสูงลูกที่บานประตูห้องครัว แล้วรู้สึกเหมือนถูกบอกว่ายี่สิบห้าปีที่ผ่านมาไม่มีความหมายอะไรเลย

แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น

สิ่งที่ไม่เคยเป็นของเขาคือชื่อในโฉนด นั่นเป็นของเจ้าของที่ดินมาตั้งแต่ต้น เขาแค่เช่าอาศัยอยู่ตามสัญญา

ส่วนต้นมะม่วงที่โตจนออกลูก ฝีมือการปลูกที่ทำจนแตกกิ่งเป็นทรงสวย รอยขีดวัดส่วนสูงของลูก ความคุ้นเคยกับเพื่อนบ้านที่สั่งของกันมายี่สิบปี สิ่งเหล่านี้เป็นของเขาจริง ๆ ไม่มีใครเรียกคืนได้ ต่อให้ต้องย้ายออกจากบ้านหลังนี้พรุ่งนี้

ตำแหน่งงานก็เหมือนโฉนดที่ดิน มันเป็นของบริษัทมาตั้งแต่ต้น สุชินแค่ได้เช่าใช้มันในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนฝีมือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่สั่งสมมายี่สิบห้าปี ความไว้ใจที่ลูกน้องเคยมีให้ วิธีคุยกับลูกค้ายากที่ไม่มีในตำราไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในโฉนดของบริษัท มันติดตัวเขาไปทุกที่

เริ่มเช้าวันนี้ยังไงดี

รู้แบบนี้แล้ว ไม่ได้แปลว่าเช้าวันจันทร์จะลุกขึ้นมาสดใสทันที ความรู้สึกไม่มีที่ยืนยังจะกลับมาอีกหลายรอบ โดยเฉพาะตอนเห็นเพื่อนเก่าโพสต์รูปเข้าออฟฟิศ

สิ่งแรกที่พอทำได้ในตอนเช้า คือก่อนจะหยิบโทรศัพท์มาไล่ดูประกาศรับสมัครงาน ให้นั่งนิ่งสักครู่ วางมือบนหน้าอก หายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้ง ไม่ต้องรีบให้ใจสงบ แค่รู้ว่าตอนนี้กำลังหายใจอยู่ เพราะถ้าเปิดหน้าจอด้วยใจที่ยังตื่นตระหนกจากเมื่อคืน ตัวเลข "อายุไม่เกิน 35" ที่เห็นจะยิ่งตอกย้ำแรงกว่าที่ควรจะเป็น

อีกอย่างที่ช่วยได้จริงคือหยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนแยกสองคอลัมน์ คอลัมน์ซ้ายเขียนว่าตำแหน่งเดิมให้อะไรบ้าง เงินเดือน ป้ายชื่อ ที่จอดรถ คอลัมน์ขวาเขียนว่าตัวเองทำอะไรเป็นบ้างจริง ๆ เจรจากับซัพพลายเออร์ที่ดื้อที่สุดได้ยังไง สอนงานเด็กใหม่ให้ทำงานเป็นได้ยังไง แก้ปัญหาตอนของขาดตลาดกะทันหันได้ยังไง คอลัมน์ซ้ายคือสิ่งที่บริษัทเรียกคืนไปแล้ว คอลัมน์ขวาคือสิ่งที่ยังอยู่กับตัว

ตอนเย็นวันหนึ่ง ลูกชายโทรมาถามตรง ๆ ว่าได้ยินเรื่องจากแม่แล้ว เป็นยังไงบ้าง สุชินอึ้งไปพักหนึ่งก่อนตอบว่าไม่เป็นไร กำลังหาทางอยู่

"พ่อ" ลูกชายพูดต่อ "พ่อไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ผมรู้จักพ่อ พ่อทำงานหนักมาตลอด"

สุชินไม่ได้ตอบอะไรมาก แค่พูดว่า "ขอบใจนะลูก" แต่คืนนั้นเขานอนหลับง่ายขึ้นกว่าสองสามคืนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด การพูดเรื่องนี้ออกมาให้คนที่ไว้ใจฟังสักครั้ง ไม่ต้องพูดซ้ำทุกวัน ช่วยให้เรื่องที่วนอยู่ในหัวมีที่ทางออกไปบ้าง

ระหว่างที่ยังหางานใหม่อยู่ การหาอะไรทำเล็ก ๆ ในแต่ละวันก็สำคัญ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์อะไรกับใคร แค่เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนที่ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้อยู่ ซ่อมประตูรั้วที่บานพับหลวมมานาน สอนหลานทำการบ้านตอนบ่าย ช่วยเพื่อนบ้านดูสัญญาเช่าที่เขาไม่แน่ใจ สิ่งเล็ก ๆ พวกนี้ไม่เปลี่ยนสถานการณ์เรื่องงาน แต่ช่วยให้มือยังรู้สึกว่ามีอะไรให้ทำอยู่

เย็นวันหนึ่งหลังจากนั้น

สามสัปดาห์ต่อมา สุชินขับรถผ่านตึกที่เคยทำงาน ไม่ได้ตั้งใจ แค่เส้นทางบังเอิญพาไปทาง

เขาชะลอรถ มองป้ายชื่อบริษัทที่หน้าตึกอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ขับต่อไป

กลับถึงบ้าน มาลีถามว่าไปไหนมา เขาเล่าให้ฟังว่าขับผ่านตึกเก่าโดยบังเอิญ

เธอถามว่า "รู้สึกยังไงบ้าง"

สุชินนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่หลังบ้าน หยิบบัวรดน้ำมารดต้นมะลิที่เพิ่งปลูกใหม่เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ไม่ได้ตอบคำถามตรง ๆ

น้ำจากบัวรดน้ำไหลผ่านดินร่วนลงไปถึงราก ต้นมะลิที่ยังเตี้ยอยู่ก็ค่อย ๆ ตั้งตรงขึ้นในแสงเย็น