ปวดขาตอนนั่งสมาธิ ฝืนต่อหรือขยับตัวดี
สามทุ่มกว่า ๆ ในห้องพระเล็ก ๆ ที่บ้าน
เราตั้งนาฬิกาไว้ยี่สิบนาที นั่งขัดสมาธิ หลับตา หายใจเข้าออกช้า ๆ
ผ่านไปได้สักแปดนาที ขาข้างขวาที่ทับอยู่ก็เริ่มส่งสัญญาณ
แรก ๆ แค่จี๊ด ๆ เบา ๆ พอทนได้ พอนาทีที่สิบสอง มันกลายเป็นปวดจริง เหมือนมีอะไรบีบเส้นเอ็นอยู่ข้างใน
ในหัวเริ่มมีเสียงสองเสียงเถียงกัน เสียงหนึ่งบอกว่าให้ฝืนไว้ คนเขาว่ากันว่านั่งสมาธิต้องอดทน ถ้าขยับตอนนี้แปลว่าแพ้ อีกเสียงบอกว่าปวดขนาดนี้ไม่ไหวแล้ว ขยับเถอะ
เรานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองเสียงนั้น นาฬิกายังไม่ครบยี่สิบนาทีสักที
ระหว่างนั้นเราแอบลืมตาดูนาฬิกาแล้วก็รีบหลับตากลับ เหมือนแอบดูว่ายังเหลืออีกกี่นาที ทั้งที่รู้ว่าการแอบดูแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้เวลาผ่านเร็วขึ้นเลยสักนิด
ปวดที่ขา กับปวดอีกชนิดที่ซ้อนอยู่ข้างใน
ถ้าลองสังเกตดี ๆ ตรงนาทีที่ปวดที่สุด จะพบว่ามีความปวดอยู่สองชั้นซ้อนกัน
ชั้นแรกคือความปวดจริงที่ขา เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ ข้อต่อ ส่งสัญญาณตามธรรมชาติของมันเมื่อถูกกดทับนาน ๆ
ชั้นที่สองคือเรื่องที่ใจเราแต่งเติมขึ้นมาต่อจากความปวดนั้น เช่น ถ้าขยับตอนนี้แปลว่าเราไม่มีวินัยพอ ถ้าทนไม่ไหวแปลว่าสมาธิเราแย่กว่าคนอื่น ถ้าเลิกนั่งตอนนี้พรุ่งนี้ก็คงเลิกอีก
บางคนถึงขั้นนึกเปรียบเทียบกับคนที่เคยเห็นในคลิปสอนสมาธิ ที่นั่งนิ่งเป็นชั่วโมงโดยหน้าตาไม่ขยับเลย แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า ทั้งที่ไม่มีใครรู้เลยว่าในคลิปนั้นเขาตัดต่อมากี่รอบ
ความปวดชั้นแรกจบเร็วมาก พอขยับ มันก็คลายไปในไม่กี่วินาที
ความปวดชั้นที่สองนี่แหละที่ลากยาว เพราะมันไม่ได้อยู่ที่ขา มันอยู่ที่ความคิดว่าเรา "ควรจะ" เป็นคนแบบไหน
หลายคนไม่ได้ปวดขาจนนั่งไม่ได้ แต่ปวดกับความคิดที่ตัวเองสร้างขึ้นเกี่ยวกับความปวดนั้นต่างหาก และความคิดนั้นเองที่ทำให้บางคนเลิกนั่งสมาธิไปเป็นเดือน เพราะจำได้แต่ว่าครั้งก่อนนั่งแล้วทรมาน ทั้งที่จริง ๆ สิ่งที่ทรมานคือความคิดตอนนั้น ไม่ใช่ขา
ลูกศรดอกที่สอง
เรื่องนี้พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในสัลลัตถสูตร ท่านเปรียบไว้ว่า คนทั่วไปที่ยังไม่ได้ฝึกใจ เมื่อถูกทุกขเวทนากระทบ ก็เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรดอกแรก คือความปวดทางกายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่แล้วก็ยังทุรนทุราย ครวญคราง กลัดกลุ้มซ้ำเข้าไปอีก เหมือนถูกยิงด้วยลูกศรดอกที่สองซ้อนเข้าไปในแผลเดิม ทั้งที่ลูกศรดอกที่สองนี้ไม่มีใครยิงมา เราเป็นคนหยิบมันมาปักเอง
ส่วนผู้ที่ฝึกใจมาแล้ว เมื่อทุกขเวทนากระทบ ก็รู้สึกปวดตามจริง แต่ไม่ปล่อยให้ใจทุรนทุรายซ้ำเข้าไปอีก ท่านว่าเหมือนถูกลูกศรแค่ดอกเดียว
ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ตอนนั่งสมาธิแล้วขาปวดนี่แหละคือสนามจริงของคำสอนนี้ ลูกศรดอกแรกคือขาที่ปวดจริง ๆ ตามธรรมชาติของร่างกาย ส่วนลูกศรดอกที่สองคือความหงุดหงิดใส่ตัวเอง ความกลัวว่าจะแพ้ ความรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน
ลองสังเกตดูว่า ระหว่างสองอย่างนี้ อย่างไหนที่เราพอจะจัดการได้ ขาจะปวดหรือไม่ปวด ร่างกายเป็นคนตัดสิน เราสั่งไม่ได้ แต่ใจจะทุรนทุรายซ้ำเข้าไปอีกหรือไม่ ตรงนี้พอมีทางเลือกอยู่บ้าง
ก่อนจะดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้ายังตรัสประโยคสุดท้ายไว้ว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ขอให้ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
ขาที่ปวดอยู่ตอนนี้ก็คือสังขาร กำลังแสดงความไม่เที่ยงให้เห็นอยู่ตรงหน้า มันไม่ได้ปวดเพื่อแกล้งเรา มันปวดเพราะมันเป็นแบบนั้นของมันเอง ความรู้สึกเสียวแปลบตรงเข่า ความชาที่ค่อย ๆ คืบขึ้นมาที่น่อง ล้วนเป็นสังขารที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีวินาทีไหนที่มันหยุดนิ่งจริง ๆ เลยสักวินาทีเดียว
ถุงกับข้าวสองมือ กับรถบัสตอนดึก
ลองนึกภาพคนหนึ่งเดินกลับจากตลาด มือทั้งสองข้างหิ้วถุงกับข้าวหนักอึ้ง
เดินไปได้สักพัก มือข้างที่หิ้วถุงหนักกว่าก็เริ่มชา นิ้วเริ่มขาว เจ็บจนแทบหิ้วไม่ไหว
คนที่ฉลาดจะทำอะไร เขาไม่ทิ้งถุงกับข้าวแล้วเดินมือเปล่ากลับบ้าน และเขาก็ไม่ฝืนหิ้วข้างเดิมจนมือบวมเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองแข็งแรง
เขาแค่สลับมือ ย้ายถุงจากมือขวาไปมือซ้าย เดินต่อ ถึงบ้านเหมือนเดิม กับข้าวก็ยังอยู่ครบ ไม่มีใครที่เห็นเขาสลับมือระหว่างทางแล้วคิดว่าเขาซื้อกับข้าวมาไม่สำเร็จ
อีกภาพหนึ่งคือคนนั่งรถบัสไปต่างจังหวัดตอนดึก นั่งท่าเดิมนานหลายชั่วโมง ขาเริ่มชา หลังเริ่มเมื่อย
คนที่นั่งอยู่ในรถบัสไม่ต้องลงจากรถเพื่อแก้ปัญหาขาชา แค่ขยับท่านั่งนิดหน่อย เปลี่ยนขาที่ไขว้ เอนพนักลงอีกนิด ก็นั่งต่อจนถึงที่หมายได้เหมือนเดิม รถยังวิ่งไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลาที่เขาขยับตัว ไม่ได้หยุดรอให้เขานั่งนิ่งที่สุดก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อ
การนั่งสมาธิก็อยู่ในลักษณะเดียวกันนี้ การขยับตัวเมื่อปวดมาก ไม่ใช่การลงจากรถ ไม่ใช่การทิ้งถุงกับข้าว มันแค่เป็นการสลับมือระหว่างทาง ปลายทางยังเป็นที่เดิม
สิ่งที่ทำให้คนเลิกนั่งสมาธิไปเลยจริง ๆ ไม่ใช่การขยับตัวตอนปวด แต่คือความคิดที่ว่าขยับแล้วแปลว่าล้มเหลว จนไม่อยากกลับมานั่งอีก
แล้วตอนปวดจริง ๆ จะรู้ได้ยังไงว่าควรทำอะไร
จุดที่ต้องแยกให้ออกก่อนคือ ปวดแบบนี้เป็นปวดจากกล้ามเนื้อและข้อต่อที่ถูกกดทับตามธรรมชาติ หรือเป็นปวดแบบเสียว ๆ ชา ๆ ร้าวลงขา ซึ่งเป็นสัญญาณเส้นประสาทที่ร่างกายกำลังเตือนจริง ๆ ถ้าเป็นแบบหลัง ให้ขยับทันทีโดยไม่ต้องลังเล เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องของใจแล้ว เป็นเรื่องของร่างกายที่ต้องดูแล
ถ้าเป็นปวดแบบแรก ซึ่งเป็นปวดปกติของการนั่งนาน ลองให้เวลาตัวเองสักสามลมหายใจก่อนตัดสินใจ หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง รู้สึกถึงความปวดตรงนั้นโดยไม่รีบตัดสินว่ามันแย่ หายใจออกช้า ๆ แล้วถามตัวเองเบา ๆ ว่านี่คือปวดที่ทนดูได้อีกนิด หรือปวดที่เกินจะอยู่กับมันแล้ว คำตอบมักจะชัดเจนขึ้นหลังจากลมหายใจที่สาม
ถ้าคำตอบคือขยับ ให้ขยับด้วยสติ ไม่ใช่ขยับแบบสะบัดหนีความปวด ค่อย ๆ คลายขาที่ทับออก เปลี่ยนท่า รู้สึกถึงความโล่งที่ค่อย ๆ กลับมา แล้วค่อยกลับไปหลับตาต่อ การขยับแบบมีสตินี้ไม่ได้ทำให้สมาธิขาด มันแค่เปลี่ยนอิริยาบถในขณะที่จิตยังอยู่กับตัวเองต่อเนื่อง บางคนถึงกับพบว่าการขยับตัวอย่างมีสติแบบนี้ กลับทำให้รู้สึกถึงร่างกายชัดขึ้นกว่าตอนนั่งนิ่งเสียอีก เพราะทุกจังหวะที่ขยับล้วนต้องรู้ตัวอยู่กับมัน
เรื่องเวลาก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าตั้งไว้ยี่สิบนาทีแล้วขาปวดจนต้องขยับทุกห้านาที นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเป้าหมายตอนนี้สูงเกินร่างกายที่ยังไม่คุ้นเคย ลดลงมาเหลือสิบนาทีก่อนก็ได้ นั่งให้จบแบบไม่ทรมานตัวเอง ดีกว่าตั้งเวลายาวแล้วทนอยู่กับความทุกข์ทั้งยี่สิบนาที พอร่างกายเริ่มคุ้นกับท่านั่ง ค่อยขยับเวลาให้ยาวขึ้นทีละน้อยในสัปดาห์ถัดไป เหมือนคนเริ่มออกกำลังกาย ที่ต้องค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนัก ไม่ใช่ยกของหนักที่สุดตั้งแต่วันแรก
อีกวิธีที่หลายคนไม่ทันคิดถึงคือเปลี่ยนท่านั่งตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิเพชรตลอดเวลา นั่งพับเพียบก็ได้ นั่งบนเก้าอี้วางเท้าราบกับพื้นก็ได้ หรือนั่งพิงกำแพงก็ได้ทั้งนั้น จะรองก้นด้วยหมอนหรือผ้าห่มพับให้สูงขึ้นอีกนิดก็ช่วยได้มาก เพราะสะโพกที่ยกสูงกว่าเข่าจะลดแรงกดที่ข้อเข่าไปได้เยอะ ท่านั่งไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าสมาธิของใครลึกกว่ากัน ใจที่นิ่งอยู่กับลมหายใจต่างหากที่เป็นตัวชี้วัด
และถ้าคืนไหนขยับไปแล้วสองสามครั้งจนรู้สึกว่าไม่เป็นสมาธิเอาเสียเลย ให้ลองสังเกตว่าใจยังอยู่กับลมหายใจไหมในช่วงที่นั่งนิ่งได้ ถ้ายังอยู่ ก็ถือว่าคืนนั้นยังได้ฝึกจริง แม้จะขยับตัวไปหลายรอบก็ตาม
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ปวดที่ขาเป็นเรื่องจริงของร่างกาย แต่ความหงุดหงิดใส่ตัวเองเป็นลูกศรดอกที่สองที่เราหยิบมาปักเอง
- ให้เวลาตัวเองสักสามลมหายใจก่อนตัดสินใจ อย่ารีบขยับหนีและอย่าฝืนแบบไม่ฟังร่างกาย
- ขยับได้ ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว ปลายทางของการนั่งสมาธิยังเป็นที่เดิม
คืนพรุ่งนี้ก็ยังนั่งได้อีก
ถ้าคืนนี้นั่งได้ไม่ครบเวลาที่ตั้งไว้ ก็ไม่เป็นไร
ขาที่ปวดจนต้องขยับ ไม่ได้แปลว่าสมาธิของเราแย่ มันแปลว่าเรามีร่างกายที่ยังไม่คุ้นกับท่านั่งแบบนี้ แค่นั้นเอง
พรุ่งนี้นั่งใหม่ได้อีก ขาอาจจะยังปวดเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้เราอาจรู้ทันเร็วขึ้นสักนิดว่าลูกศรดอกไหนคือของจริง ลูกศรดอกไหนคือที่เราหยิบมาปักเอง
แค่นั้นก็พอสำหรับคืนหนึ่งแล้ว
