หน้าแรก/บทความ/หลักธรรม
ตั้งทิศทางชีวิตใหม่ เมื่อรู้ว่าโรคนี้รักษาไม่หาย
หลักธรรม

ตั้งทิศทางชีวิตใหม่ เมื่อรู้ว่าโรคนี้รักษาไม่หาย

23 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

หมอนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ พูดช้า ๆ ทีละคำ

"...ผลตรวจยืนยันแล้วครับ ตัวโรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด สิ่งที่ทำได้คือประคับประคองอาการ"

เรานั่งฟัง พยักหน้า เหมือนเข้าใจทุกคำ

แต่พอเดินออกจากห้องตรวจ มือยังถือใบนัดครั้งต่อไปอยู่ ตัวหนังสือบนกระดาษนั้นเบลอไปหมด จำได้แค่ว่าตัวเลขวันที่อยู่ตรงมุมขวาบน

ทางเดินในโรงพยาบาลยาวกว่าที่เคยเดินมาทุกครั้ง แสงไฟก็สว่างเกินไป เสียงล้อรถเข็นที่ผ่านไปมาดังกว่าปกติ

เราไม่ได้ร้องไห้ตรงนั้น น้ำตายังไม่มา มีแต่ความรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าเอียงไปข้างหนึ่ง

ถึงบ้านแล้วนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวเหมือนเดิม ทีวีเปิดเสียงเบา ๆ เหมือนเดิม แมวเดินมาถูขาเหมือนเดิม

ทุกอย่างในบ้านเหมือนเดิมหมด มีแต่เราคนเดียวที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว

มีใครสักคนถามผ่านไลน์ว่า "เป็นไงบ้าง" เราพิมพ์ตอบไปว่า "เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง" ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำนั้นไม่จริงเลยสักนิด

ใจที่ยังวิ่งหาทางออกที่ไม่มีอยู่จริง

คืนนั้นเรานอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะเจ็บตัว แต่เพราะหัวคิดไม่ยอมหยุด

คิดย้อนไปว่าถ้าตรวจเจอเร็วกว่านี้จะเป็นยังไง คิดถึงคนที่บ้านที่ยังไม่รู้เรื่อง คิดถึงแผนที่เคยวางไว้ว่าอีกสองปีจะทำอะไร ตอนนี้แผนพวกนั้นลอยอยู่กลางอากาศ ไม่รู้จะวางที่ไหนต่อ

มีคำถามหนึ่งที่วนกลับมาทุกสิบนาที ทำไมต้องเป็นเรา

ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ และที่จริงคำถามนี้ก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ มันแค่อยากมีที่ทางให้ความโกรธที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน

บางคนโกรธหมอ บางคนโกรธตัวเอง บางคนโกรธฟ้าที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรมกับเรา ความโกรธพวกนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีธรรมะอยู่ในใจ มันแปลว่าเรากำลังพยายามหาที่ยืนในพื้นที่ที่จู่ ๆ ก็ไม่มีพื้นให้ยืนอีกต่อไป

อีกอย่างที่แปลกคือ ใจเรายังทำตัวเหมือนพรุ่งนี้จะเหมือนเมื่อวาน มือยังเผลอหยิบปฏิทินมาดูว่าเดือนหน้าต้องไปทำอะไร ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคำถามตอนนี้ไม่ใช่ "จะทำอะไรต่อ" แต่กลายเป็น "จะอยู่กับเรื่องนี้ยังไง"

ช่วงเวลานี้เองที่หลายคนรู้สึกเหมือนตัวเองลอยอยู่กลางที่ว่าง ไม่รู้จะยึดอะไร เพราะสิ่งที่เคยยึดไว้ทั้งหมด คือแผนการในอนาคต ถูกดึงออกไปในเวลาไม่กี่นาที

บางคืนใจไม่ได้อยู่กับความกลัวเรื่องความตายด้วยซ้ำ แต่อยู่กับเรื่องเล็ก ๆ เช่น ใครจะรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านต่อ ใครจะจำวันเกิดหลานได้เหมือนที่เราจำ ความกลัวเรื่องใหญ่บางทีก็มาในรูปของความห่วงเรื่องเล็กแบบนี้แหละ

ล้อที่สี่ที่ยังหมุนได้อยู่

พระพุทธเจ้าเคยแสดงหลักธรรมชุดหนึ่งไว้ เรียกว่า จักรธรรม แปลตรงตัวว่า ธรรมที่เป็นเหมือนล้อ

ท่านเปรียบชีวิตที่จะเดินไปถึงจุดหมายได้ ต้องมีล้อสี่ล้อหมุนไปด้วยกัน ล้อแรกคืออยู่ในที่ที่เหมาะสม ล้อที่สองคือคบคนดี ล้อที่สามคือมีทุนเดิมที่เคยสั่งสมมา ส่วนล้อที่สี่ท่านเรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ

แปลเป็นภาษาที่คนคุยกันจริง ๆ อัตตสัมมาปณิธิ หมายถึง การตั้งตนไว้ในทางที่ถูก คือการเลือกวางทิศทางของตัวเองให้ถูก ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะเป็นยังไงอยู่ก็ตาม

สังเกตดูว่าล้อสามล้อแรก เราควบคุมได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่อยู่บางทีก็เลือกยาก คนรอบตัวก็เลือกไม่ได้เสมอไป ทุนเดิมก็สั่งสมมาแล้วตั้งแต่อดีต แก้ตอนนี้ไม่ได้แล้ว

แต่ล้อที่สี่ต่างออกไป มันเป็นล้อเดียวที่เรายังถืออยู่ในมือตัวเองได้ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ไม่ว่าร่างกายจะเป็นยังไง

โรคเลือกไม่ได้ว่าจะมาเมื่อไหร่ รักษาให้หายก็ทำไม่ได้แล้วถ้าหมอบอกว่าหายขาดไม่ได้ แต่ทิศทางที่ใจจะหันไปหา ยังเป็นของเราอยู่เสมอ

ตรงนี้ต่างจากการ "คิดบวก" แบบที่คนสมัยนี้ชอบพูดกัน เพราะไม่ได้บอกให้เราแกล้งดีใจหรือหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ท่านแค่ชี้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่โรคแตะต้องไม่ถึง นั่นคือทิศทางที่ใจจะเลือกหัน

ธรรมบทมีข้อความหนึ่งที่พูดเรื่องนี้ไว้ตรง ๆ

มารดาบิดาก็ทำให้ไม่ได้ ญาติพี่น้องคนอื่นก็ทำให้ไม่ได้ ส่วนจิตที่บุคคลตั้งไว้ชอบ ย่อมทำให้เขาประเสริฐยิ่งไปกว่านั้น

ท่านไม่ได้บอกว่าจิตที่ตั้งไว้ชอบจะทำให้โรคหาย ท่านบอกว่ามันทำให้ "ประเสริฐ" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับหาย

ประเสริฐในที่นี้คือใจที่ยังตั้งตรง ยังเลือกได้ว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่แบบไหน ไม่ใช่ปล่อยให้ความกลัวเป็นคนเลือกแทนเรา

หลายคนพอได้ยินคำว่าจักรธรรมครั้งแรก มักคิดว่าเป็นหลักธรรมสำหรับคนที่กำลังจะทำมาค้าขึ้นหรือเริ่มต้นชีวิตใหม่เท่านั้น แต่ล้อที่สี่นี้ใช้ได้กับทุกจุดของชีวิต รวมถึงจุดที่รู้ว่าเวลาข้างหน้าเหลือน้อยลงด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งที่ท่านพูดถึงไม่ใช่ทิศทางไปสู่ความสำเร็จอย่างเดียว แต่คือทิศทางของใจในทุกสถานการณ์ที่เจอ

เรือที่เครื่องดับกลางทะเล

ลองนึกถึงเรือประมงลำหนึ่ง แล่นออกไปกลางทะเล แล้วเครื่องยนต์ดับกะทันหัน

คนขับเรือทำให้เครื่องกลับมาติดไม่ได้ ทำให้คลื่นสงบลงก็ไม่ได้ ทำให้เรือกลับถึงฝั่งเร็วเหมือนตอนเครื่องยังทำงานอยู่ก็ไม่ได้เหมือนกัน

แต่หางเสือยังอยู่ที่เดิม

ต่อให้เรือลอยไปตามคลื่นตามลม คนขับเรือยังบังคับหางเสือได้ว่าจะให้หัวเรือหันไปทางไหน จะหันเข้าหาฝั่งที่พอมองเห็นอยู่ลิบ ๆ หรือปล่อยให้หันไปทางไหนก็ได้จนหลงทางไปไกลกว่าเดิม

ความต่างของสองแบบนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรือจะถึงฝั่งเร็วแค่ไหน มันอยู่ที่ว่าคนบนเรือรู้สึกยังไงระหว่างที่ลอยอยู่กลางทะเลนั้นต่างหาก

คนที่ยังจับหางเสืออยู่ ต่อให้เหนื่อยต่อให้กลัว อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเองกำลังหันหน้าไปทางไหน ส่วนคนที่ปล่อยหางเสือไปเฉย ๆ ต่อให้เรือลำเดียวกัน คลื่นลูกเดียวกัน ใจจะยิ่งแกว่งหนักกว่าเดิมมาก

โรคที่รักษาไม่หายก็เหมือนเครื่องเรือที่ดับไปแล้ว เราเร่งมันกลับมาไม่ได้ แต่หางเสือ คือใจที่จะเลือกหันไปทางไหนในแต่ละวัน ยังอยู่ในมือเราเสมอ

บางวันมือที่จับหางเสือจะสั่น บางวันแขนจะล้าจนอยากปล่อยมันไปเลย นั่นก็เป็นเรื่องปกติของคนที่กำลังอยู่กลางทะเล ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว แค่ต้องพักมือแล้วจับใหม่เมื่อพอมีแรง

แล้วจะจับหางเสือยังไงในแต่ละวัน

ตอนเช้าเป็นช่วงที่ใจยังไม่ทันคิดอะไรมาก ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดูข่าวหรือผลตรวจ ลองนั่งนิ่ง ๆ สักสองสามนาที ถามตัวเองเบา ๆ ว่าวันนี้อยากให้ใจหันไปทางไหน ไม่ต้องตอบเป็นแผนใหญ่ แค่รู้ทิศคร่าว ๆ ก็พอแล้ว บางวันอาจแค่อยากใจเย็นกับคนในบ้าน บางวันอาจแค่อยากไม่โมโหตัวเอง

พอถึงช่วงที่ร่างกายยังพอมีแรง เป็นเวลาที่ใช้ทำสิ่งที่ค้างคาใจได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้พูดกับใครสักคน หรือความสัมพันธ์ที่ยังคาราคาซังอยู่นาน ไม่ต้องรีบทำให้จบทั้งหมดในวันเดียว แค่เริ่มขยับสักก้าวหนึ่งก็นับ เพราะเวลาที่มีแรงแบบนี้ไม่ได้มีทุกวัน บางคนเลือกเขียนจดหมายสั้น ๆ ถึงคนที่รัก บางคนเลือกแค่โทรไปคุยธรรมดา ๆ โดยไม่พูดถึงโรคเลยสักคำ ทั้งสองแบบล้วนเป็นการตั้งตนไว้ชอบด้วยกันทั้งคู่

ตอนที่ความกลัวหรือความโกรธพลุ่งขึ้นมา อย่าเพิ่งรีบไล่มันออกไป ให้อยู่กับมันสักครู่ก่อน วางมือบนหน้าอก รู้สึกถึงลมหายใจที่ยังเข้าออกอยู่จริง นั่นเป็นสัญญาณว่าตอนนี้ยังมีเวลาอยู่ตรงหน้าจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในหัวที่คิดล่วงหน้าไปไกลเกินวันนี้

และถ้ามีใครสักคนที่ไว้ใจได้ ลองเล่าให้เขาฟังตรง ๆ ว่ากลัวอะไรอยู่ ไม่ต้องหาทางออกให้จบในบทสนทนาเดียวกัน บางทีแค่มีคนฟังโดยไม่ต้องรีบปลอบ ก็ทำให้ใจที่กำลังเอียงอยู่กลับมาตั้งตรงได้บ้างแล้ว ถ้าไม่มีใครสะดวกฟังตอนนั้นจริง ๆ การเขียนลงกระดาษเงียบ ๆ คนเดียวก็ให้ผลคล้ายกัน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้โรคหาย และไม่มีใครทำได้ครบทุกวันหรอก บางวันอาจจับหางเสือไม่ทันเลยสักครั้ง แค่รู้ตัวว่าวันนี้หลุดไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยจับใหม่ ก็ยังนับเป็นการตั้งตนไว้ชอบอยู่ดี

บางบ้านอาจมีคนในครอบครัวที่ป่วยหนักกว่าจะพูดออกมาได้ตรง ๆ ก็ไม่เป็นไร ให้เริ่มจากตัวเราคนเดียวก่อนก็ได้ ใจที่ตั้งตรงของคนหนึ่งคน มักส่งแรงไปถึงคนรอบข้างโดยไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ

คืนนี้อาจยังตอบตัวเองไม่ได้ทั้งหมด

ถ้าคืนนี้ยังนอนไม่หลับ ยังกลัว ยังโกรธ ยังไม่รู้จะวางแผนชีวิตที่เหลือยังไง ก็ไม่เป็นไร

การตั้งตนไว้ชอบไม่ได้แปลว่าต้องทำได้สมบูรณ์ตั้งแต่คืนแรก มันเป็นเรื่องที่ทำใหม่ได้ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา

พรุ่งนี้หมอนัดตรวจอีกครั้ง ผลอาจจะเหมือนเดิม อาจจะไม่มีข่าวดีกว่านี้

แต่หางเสือยังอยู่ในมือเรา แค่นั้นก็พอสำหรับวันหนึ่งแล้ว