หน้าแรก/บทความ/หลักธรรม
เมื่อมีคนวิจารณ์งานเรา จะฟังอย่างไรไม่ให้ใจพัง
หลักธรรม

เมื่อมีคนวิจารณ์งานเรา จะฟังอย่างไรไม่ให้ใจพัง

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

บ่ายวันจันทร์ ห้องประชุมเล็ก ไฟนีออนสีขาวส่องนิ่ง

เราเพิ่งนำเสนอแผนงานที่ทำมาทั้งสัปดาห์ ตัวเลขก็คำนวณมาแล้วสามรอบ สไลด์ก็เรียงใหม่จนดึกอยู่หลายคืน

พอพูดจบ หัวหน้าเงยหน้าขึ้นจากกระดาษ แล้วพูดประโยคเดียวว่า "อันนี้คิดไม่รอบด้านเลย"

ไม่มีคำอธิบายต่อ ไม่มีว่าตรงไหน ห้องเงียบไปสามวินาที เพื่อนร่วมงานอีกสี่คนก้มมองสมุดจดของตัวเอง

เรายิ้มแบบเผลอ ๆ พยักหน้ารับ ปากบอกว่า "ครับ เดี๋ยวไปแก้ใหม่" แต่ในอกมีอะไรบางอย่างยุบลงไปทันที เหมือนลมที่พองอยู่ในลูกโป่งถูกปล่อยออกหมดในคราวเดียว

ประชุมเลิก เรากลับไปนั่งที่โต๊ะ เปิดไฟล์เดิมขึ้นมาดู มือวางอยู่บนคีย์บอร์ด แต่ไม่ได้พิมพ์อะไรเลยอยู่นานสิบนาที

ประโยคเดียว แต่ตามเรากลับบ้านด้วย

คนที่ทำงานมาสักพักจะรู้ดีว่า คำวิจารณ์ที่แรงที่สุดมักไม่ใช่คำที่ยาวที่สุด

บางทีมันสั้นแค่ประโยคเดียว แต่พอได้ยินแล้ว ใจเราแปลมันออกมาเป็นสิบความหมาย

เขาว่างานเราคิดไม่รอบด้าน เราได้ยินว่าเขาว่าเราไม่ฉลาดพอ เขาพูดสั้น ๆ ไม่อธิบาย เราได้ยินว่าเขาไม่อยากเสียเวลาคุยกับเราด้วยซ้ำ เขาพูดต่อหน้าคนอื่น เราได้ยินว่าทุกคนในห้องคงคิดเหมือนกันหมด

พองานถูกวิจารณ์ สิ่งที่เจ็บจริง ๆ มักไม่ใช่ตัวงาน แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเราถูกตัดสิน

เราเอาตัวเองไปพันไว้กับงานชิ้นนั้นโดยไม่รู้ตัว จนเวลาใครแตะงาน เหมือนมีคนมาแตะที่ตัวเราเอง

คืนนั้นเราอาจจะนอนคิดทบทวนประโยคเดียวนั้นซ้ำไปซ้ำมา คิดหาคำตอบโต้ที่คมกว่าที่พูดไปตอนบ่าย คิดไปถึงตอนสมัครงานว่าเลือกผิดที่หรือเปล่า

ทั้งที่จริง ๆ สิ่งที่เขาพูดอาจจะมีประโยชน์กับเราอยู่บ้าง ถ้าเราฟังมันได้โดยไม่ต้องเอาใจไปแบกด้วย

สัปปุริสธรรม 7 คำสอนสำหรับคนที่ต้องอยู่กับคนอื่น

พระพุทธเจ้าเคยแสดงธรรมชุดหนึ่งไว้ เรียกว่าสัปปุริสธรรม แปลตรงตัวว่าธรรมของคนดี แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป มันคือธรรมของคนที่รู้จักอยู่ร่วมกับคนอื่นโดยไม่ต้องทำร้ายใจตัวเองหรือใครเลย

ในนั้นมีข้อที่ตรงกับเรื่องคำวิจารณ์อยู่หลายข้อ ไม่ต้องท่องให้ครบก็ได้ แต่ลองฟังความหมายของมันดู

ข้อหนึ่งคือรู้จักเหตุ คือเมื่อได้ยินคำวิจารณ์ ให้ถามก่อนว่าอะไรทำให้เขาพูดแบบนี้ เขาเห็นอะไรในงานเราที่เราอาจมองข้ามไป แทนที่จะถามว่าทำไมเขาถึงพูดกับเราแบบนี้

ข้อสองคือรู้จักผล คือดูว่าถ้าเราแก้ตามที่เขาว่า งานจะดีขึ้นจริงไหม หรือเป็นแค่ความเห็นที่ต่างกันแต่ไม่ได้ทำให้งานดีขึ้นเลย

ข้อสามคือรู้จักตน คือรู้กำลังและขอบเขตของตัวเองตามจริง ไม่ใช่ทั้งดูถูกตัวเองเกินไปว่าแย่ทั้งหมด และไม่ใช่ปกป้องตัวเองจนไม่ยอมมองข้อบกพร่องเลย

ข้อสี่คือรู้จักประมาณ คือรู้ว่าจะรับฟังแค่ไหน จะตอบสนองมากน้อยแค่ไหนถึงจะพอดี ไม่ใช่รับทุกคำมาแบกจนล้ม และไม่ใช่ปัดทิ้งทุกคำจนไม่เหลืออะไรให้เรียนรู้

ข้อห้าคือรู้จักกาล คือรู้ว่าเวลาไหนควรพูดกลับ เวลาไหนควรฟังเฉย ๆ ก่อน เวลาไหนยังไม่ใช่เวลาที่จะคุยกันดี ๆ ได้

ข้อหกคือรู้จักชุมชน คือเข้าใจว่าคนที่พูดต่อหน้าคนอื่น บางทีเขาก็อยู่ในสถานการณ์ที่บีบให้เขาต้องพูดแบบนั้น เขาอาจไม่ได้ตั้งใจให้เราอาย

ข้อเจ็ดคือรู้จักบุคคล คือรู้ว่าคนที่พูดเป็นใคร เขาพูดเพราะอยากให้งานดีขึ้น หรือเขาพูดเพราะวันนี้อารมณ์ไม่ดีเป็นเรื่องส่วนตัว สองอย่างนี้ต้องรับฟังต่างกัน

ในพระธรรมบทมีข้อความหนึ่งที่พูดถึงคนที่กล้าชี้ข้อบกพร่องของเราไว้ว่า

พึงเห็นผู้มีปัญญาใดที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำติเตียนเรา ดุจผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ให้ พึงคบผู้มีปัญญาเช่นนั้น

ท่านไม่ได้บอกให้เรารักคำติ แต่บอกว่าถ้ามองให้ดี คำติที่มีเนื้อหาจริงอยู่ในนั้น มีค่าพอ ๆ กับมีคนมาบอกว่าขุมทรัพย์ฝังอยู่ตรงไหน

และท่านยังตรัสไว้อีกที่หนึ่งว่า

คนนั่งนิ่งเฉยก็ยังถูกนินทา คนพูดมากก็ถูกนินทา คนพูดแต่พอประมาณก็ยังถูกนินทา ไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยถูกนินทาเลย

ประโยคนี้ช่วยได้มากในคืนที่เรานอนคิดถึงคำพูดของหัวหน้าซ้ำไปซ้ำมา เพราะมันบอกเราตรง ๆ ว่า ต่อให้เราทำดีที่สุดแค่ไหน ก็ยังจะมีคนไม่พอใจอยู่ดี นั่นไม่ใช่เพราะเราแย่ แต่เพราะโลกเป็นแบบนั้น

กระด้งกับข้าวเปลือก

ลองนึกถึงคนสมัยก่อนตอนฝัดข้าว

เขาตักข้าวเปลือกใส่กระด้ง แล้วโยกโยนขึ้นไปในอากาศเบา ๆ ลมพัดผ่าน แกลบที่เบากว่าจะปลิวออกไป ส่วนเมล็ดข้าวที่หนักกว่าจะร่วงกลับลงมาในกระด้งเหมือนเดิม

เขาไม่ได้เก็บทุกอย่างที่อยู่ในกระด้งไว้ทั้งหมด และไม่ได้เทมันทิ้งทั้งหมดเช่นกัน

เขาแค่โยกให้ลมช่วยแยก

คำวิจารณ์ที่เราได้ยินก็เหมือนข้าวในกระด้งใบนั้น มีทั้งแกลบและเมล็ดข้าวปนกันอยู่

น้ำเสียงที่แรงเกินไป ถ้อยคำที่ไม่จำเป็น จังหวะที่เลือกพูดต่อหน้าคนอื่น สิ่งเหล่านี้คือแกลบ เบา ลอย ไม่มีน้ำหนักอะไรกับตัวงานจริง ๆ

ส่วนข้อสังเกตที่ตรงจุด จุดที่เราคิดไม่รอบด้านจริง ช่องโหว่ที่เราไม่ทันเห็นเพราะทำเองมาทั้งอาทิตย์ นั่นคือเมล็ดข้าว หนักและมีค่า

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่ไม่มีกระด้ง แต่คือรับเอาข้าวทั้งกระด้งเข้าปากไปพร้อมแกลบ แล้วก็เจ็บคอ

การรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักบุคคล ตามที่พูดถึงไปข้างต้น ก็คือลมที่ช่วยให้เราโยกกระด้งได้ถูกจังหวะ แยกออกว่าอะไรควรเก็บ อะไรปล่อยให้ลอยไป

พอถึงเวลาจริง จะทำยังไง

ตอนที่คำวิจารณ์เพิ่งตกใส่หน้าเรา ไม่มีใครแยกแกลบกับข้าวได้ทันทีหรอก ใจมันช็อกก่อนเสมอ ดังนั้นสิ่งแรกที่พอทำได้จริงคือให้เวลาตัวเองสักครู่ก่อนตอบอะไรกลับไป หายใจเข้าออกช้า ๆ สักสามครั้ง แล้วค่อยพยักหน้ารับรู้ว่าได้ยินแล้ว ไม่ต้องรีบแก้ตัวและไม่ต้องรีบยอมรับผิดทั้งหมดในตอนนั้น เพราะคำตอบที่พูดออกไปตอนใจยังสั่นอยู่ มักเป็นคำตอบที่เราต้องมาเสียใจทีหลัง

ต่อมาลองแยกดูว่าคนที่พูดกับเรา พูดเพราะอยากให้งานออกมาดี หรือพูดเพราะวันนี้เขาเองก็กำลังเครียดเรื่องอื่นอยู่ ถ้าเป็นคนที่ปกติเขาใส่ใจงานของทีมจริง คำพูดของเขามักมีเมล็ดข้าวอยู่มากกว่าแกลบ ควรฟังให้ละเอียด แต่ถ้าเป็นคนที่พูดแรงกับทุกคนอยู่แล้วไม่ว่างานจะดีแค่ไหน คำพูดนั้นอาจสะท้อนอารมณ์ของเขามากกว่าสะท้อนคุณภาพงานของเรา

หลังจากนั้นเมื่อใจเริ่มนิ่งลงหน่อยแล้ว อาจจะเป็นตอนเย็นวันเดียวกันหรือเช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้ ลองกลับไปอ่านงานของตัวเองใหม่อีกรอบ คราวนี้อ่านในฐานะคนอื่นที่ไม่ได้ทำงานชิ้นนี้มา ลองถามตัวเองตรง ๆ ว่าถ้าเราเป็นคนอ่านงานนี้ครั้งแรก จะเห็นช่องโหว่ตรงไหนบ้าง บ่อยครั้งที่พอใจเย็นลง เราจะเห็นสิ่งที่หัวหน้าเห็นได้เองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกซ้ำ

ถ้าคำวิจารณ์นั้นสั้นเกินไปจนไม่รู้ว่าตรงไหนที่ต้องแก้จริง การกลับไปถามอย่างสุภาพก็เป็นทางที่ทำได้ ไม่ใช่การเถียง แต่เป็นการขอความชัดเจน เช่นถามว่าช่วงไหนของแผนที่ดูไม่รอบด้าน จะได้แก้ให้ตรงจุด คนที่ตั้งใจให้งานดีขึ้นจริงมักจะยินดีอธิบายเพิ่มเมื่อเราถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้มาเอาชนะ

และเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อย่าลืมแยกตัวเราออกจากงานชิ้นนั้น งานที่คิดไม่รอบด้านหนึ่งชิ้น ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่รอบคอบไปทั้งชีวิต มันเป็นแค่งานหนึ่งชิ้นในวันหนึ่งวัน ที่พรุ่งนี้เราแก้ใหม่ให้ดีขึ้นได้

ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากคืนแบบนี้สักอย่าง

  • ให้เวลาใจสงบก่อนตอบ ฟังให้จบก่อนตัดสินว่าคำนั้นเจ็บแค่ไหน
  • แยกคนที่พูดออกจากคำที่พูด บางคำมาจากความหวังดี บางคำมาจากอารมณ์ชั่วครู่ของเขา
  • เก็บเมล็ดข้าวไว้ใช้ ปล่อยแกลบให้ลมพัดไป ไม่ต้องแบกกลับบ้านทั้งกระด้ง

คืนนี้อาจจะยังรู้สึกแย่อยู่

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วใจยังไม่หายยุบ ก็ไม่แปลกอะไร

คำพูดของคนอื่นทำให้เราเจ็บได้จริง ต่อให้เรารู้หลักธรรมทั้งเจ็ดข้อขึ้นใจก็ตาม

พรุ่งนี้เราอาจจะเดินเข้าไปในห้องทำงานเดิม เจอหัวหน้าคนเดิม เจองานชิ้นเดิมที่ต้องแก้ใหม่

แต่ถ้าคราวนี้เราพอแยกออกได้บ้างว่าตรงไหนคือแกลบ ตรงไหนคือเมล็ดข้าว

ใจของเราคืนนี้อาจจะยังหนักอยู่ แต่ก็คงไม่หนักเท่าคืนก่อน ๆ ที่เคยแบกกลับบ้านมาทั้งกระด้ง