เมตตานิสังสสูตร: สิบเอ็ดผลของใจที่มีเมตตา
เสียงเครื่องช่วยหายใจของพ่อดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ในห้องข้าง ๆ
เราตื่นมาดูพ่ออีกครั้งตอนตีสอง เหมือนทุกคืนที่ผ่านมาสามเดือน
พ่อหลับอยู่ หายใจปกติ ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่เรากลับหลับต่อไม่ได้
พอหัวถึงหมอนอีกครั้ง ภาพในหัวก็เริ่มวนซ้ำ ภาพพ่อนอนซมตอนกลางวัน ภาพญาติที่โผล่มาเยี่ยมนาน ๆ ครั้งแล้วชมว่าเราดูแลพ่อเก่ง ก่อนจะกลับบ้านไปโดยไม่เอ่ยว่าจะกลับมาช่วยอีกทีเมื่อไหร่
เราเหนื่อยจนไม่มีแรงโกรธ แต่มีแรงพอจะกลัว
กลัวว่าถ้าคืนนี้เผลอหลับไปแรง ๆ แล้วพ่อเป็นอะไรขึ้นมาจะไม่รู้ตัว กลัวฝันร้าย เพราะช่วงนี้ฝันร้ายมาเยี่ยมบ่อยกว่าคนมาเยี่ยมพ่อเสียอีก
และกลัวอีกอย่างที่พูดออกมาไม่ค่อยได้ คือกลัวว่าตัวเราเองจะไม่มีใครดูแลบ้างเลย ในวันที่เราล้มลงบ้าง
ความเหนื่อยที่ไม่มีใครมาเปลี่ยนเวร
ความเหนื่อยแบบนี้ไม่เหมือนความเหนื่อยจากงานหนัก งานหนักพักได้ แต่การดูแลคนป่วยแทบไม่มีเวลาพัก เพราะแม้ตัวเราจะได้นอน ใจเราก็ยังเฝ้าฟังเสียงจากห้องข้าง ๆ อยู่ดี
ที่หนักกว่านั้นคือความรู้สึกว่าเราให้ไปคนเดียว ไม่มีใครให้เรากลับมาบ้าง
เราดูแลพ่อทุกคืน แต่ไม่มีใครมาดูแลเรา เราห่วงว่าพ่อจะเป็นอะไร แต่ไม่มีใครห่วงว่าเราจะไหวไหม
ความรู้สึกนี้มันแปลกอยู่อย่างหนึ่ง มันทำให้เราอยากได้ความรักจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลาที่เราเหลือความรักให้ตัวเองน้อยลงเรื่อย ๆ
เรานอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะพ่อป่วย แต่เพราะใจเรากลัว และใจที่กลัวมันหาที่วางไม่ได้ มันเลยเที่ยวเกาะอยู่กับทุกความคิดที่ทำให้กลัวมากขึ้น
คืนแบบนี้เกิดกับคนหลายคน ไม่ใช่แค่คนดูแลคนป่วย คนที่นอนบ้านคนเดียวครั้งแรกก็กลัว คนที่ต้องเดินทางไกลคนเดียวก็กลัว คนที่รู้สึกว่าไม่มีใครในโลกนี้รักตัวเองเลยก็กลัวแบบเดียวกัน
กลัวโดยไม่รู้ว่าจะป้องกันตัวเองด้วยอะไร
เราลองหาทางแก้มาหลายแบบ บางคืนเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งห้อง บางคืนเอาโทรศัพท์มาไถจนตาปรือ หวังว่าถ้าง่วงพอ ความกลัวจะแทรกเข้ามาไม่ได้
มันได้ผลอยู่บ้าง แต่ได้ผลแบบชั่วคราว พอวางโทรศัพท์ลง ความกลัวก็กลับมารอที่เดิม เหมือนแค่เดินหลบไปมุมอื่นของห้องแล้วเดี๋ยวก็เดินย้อนกลับมา
ตรงนี้แหละที่ทำให้เราสงสัยว่า ความกลัวแบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องหาอะไรมากลบมันไว้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องมีอะไรสักอย่างมาอยู่ในใจแทนที่มัน
สิบเอ็ดข้อที่พระพุทธเจ้าไล่นับให้ฟัง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุกลุ่มหนึ่งถึงเรื่องที่ฟังดูเรียบง่ายมาก คือการแผ่เมตตา
แต่สิ่งที่ท่านตรัสต่อจากนั้นน่าสนใจ เพราะท่านไม่ได้บอกแค่ว่าเมตตาเป็นสิ่งดี ท่านไล่บอกผลของมันเป็นข้อ ๆ ทีละอย่าง ว่าคนที่แผ่เมตตาอยู่เป็นประจำ ใจที่แน่วในเมตตานั้น จะได้รับผลอะไรบ้าง
คำสอนนี้อยู่ในพระสูตรที่เรียกกันว่า เมตตานิสังสสูตร แปลตรง ๆ ว่าสูตรที่ว่าด้วยอานิสงส์ของเมตตา และท่านกล่าวไว้สิบเอ็ดข้อ
ข้อที่อยู่ต้น ๆ ตรงกับคืนที่เรานอนไม่หลับพอดี ท่านตรัสว่าผู้เจริญเมตตาย่อม "หลับเป็นสุข" และ "ตื่นเป็นสุข" และที่สำคัญคือ "ไม่ฝันร้าย"
เมตตาที่บุคคลทำให้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีอานิสงส์สิบเอ็ดอย่าง คือ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย
ลองสังเกตลำดับที่ท่านวาง ท่านไม่ได้เริ่มด้วยเรื่องใหญ่โต ไม่ได้เริ่มด้วยเรื่องหลุดพ้น ท่านเริ่มด้วยเรื่องง่ายที่สุดในชีวิตคนธรรมดา คือการนอนหลับ
จากนั้นท่านไล่ต่อไปถึงข้ออื่น เป็นที่รักของคนทั่วไป เป็นที่รักของสิ่งที่เรามองไม่เห็น มีสิ่งคุ้มครองดูแล ไฟและของมีคมแทบไม่มาแผ้วพาน จิตตั้งมั่นได้เร็วเวลานั่งสมาธิ ผิวพรรณผ่องใสไม่หมองคล้ำ และตอนตายก็ไปอย่างไม่หลงไม่ตื่นตระหนก
ข้อสุดท้ายท่านตรัสว่า ถ้าผู้นั้นยังไม่ถึงธรรมที่สูงขึ้นไปกว่านี้ในชีวิตนี้ ก็จะไปเกิดในภูมิที่สงบและประณีต
ฟังทั้งสิบเอ็ดข้อรวด ๆ อาจดูเหมือนเป็นการยกผลดีมาล่อใจให้คนอยากทำเมตตา แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าทุกข้อมันไม่ได้เป็นรางวัลที่มาจากนอกตัวเราเลย
มันเป็นผลที่เกิดจากสภาพใจของคนที่แผ่เมตตาเองทั้งนั้น คนที่ใจไม่ผูกโกรธใคร ไม่แปลกใจถ้าเขาจะหลับง่ายกว่าคนที่ใจยังคุกรุ่นอยู่กับความกลัวและความน้อยใจ
พูดอีกแบบ เมตตาไม่ได้ทำงานเหมือนเครื่องราง ที่ทำแล้วจะมีของนอกกายมาป้องกันเรา เมตตาทำงานเหมือนการเปลี่ยนสภาพใจของเราเองก่อน แล้วสภาพใจนั้นค่อยส่งผลไปทุกอย่างที่ตามมา รวมถึงวิธีที่คนรอบตัวปฏิบัติต่อเรา
เทียนเล่มแรกที่ไม่เคยมอดแม้ต่อไฟให้ร้อยคน
ลองนึกถึงเทียนเล่มหนึ่งที่จุดอยู่ในโบสถ์ตอนกลางคืน
มีคนเดินเข้ามาขอต่อไฟจากเทียนเล่มนั้นไปจุดเทียนของตัวเอง คนแรกต่อไปแล้ว เทียนเล่มเดิมก็ยังสว่างเท่าเดิม
คนที่สองต่อไปอีก เล่มเดิมก็ยังไม่มอด คนที่ร้อยเดินเข้ามาต่อไฟ เทียนเล่มแรกก็ยังสว่างอยู่เหมือนเดิมทุกอย่าง
ไม่มีใครที่ต่อไฟไปแล้วทำให้เทียนเล่มแรกมืดลง และไม่มีใครที่ต่อไฟไปแล้วเทียนเล่มแรกเสียหาย
เมตตาก็มีท่าทีคล้ายกันแบบนี้ ยิ่งเราแผ่ให้คนอื่นมากเท่าไหร่ ในใจเราไม่ได้พร่องลงเลย กลับดูจะสว่างขึ้นด้วยซ้ำ เพราะไฟที่จุดให้คนอื่นได้ ต้องมีไฟอยู่ในตัวเราก่อนแล้ว
ต่างจากทรัพย์สินหรือเวลา ที่ยิ่งให้คนอื่นมากยิ่งเหลือน้อยลง เมตตาไม่ทำงานแบบนั้น
และที่สำคัญกว่านั้น เทียนเล่มแรกไม่ได้เลือกว่าจะให้ไฟกับใคร ใครเอาเทียนมาต่อ เล่มแรกก็ให้เหมือนกันหมด ไม่ถามว่าคนที่มาต่อไฟเป็นคนดีหรือไม่ดี เคยพูดดีกับตัวเองหรือเปล่า
เมตตาแท้ ๆ ก็ไม่เลือกแบบนั้นเหมือนกัน
ตั้งคำนึกให้ตัวเองก่อนเสมอ
กลับมาที่คืนที่นอนไม่หลับข้างเตียงพ่อ
สิ่งที่ทำได้จริงไม่ใช่การท่องว่า "ขอให้เราไม่กลัว" เพราะยิ่งบอกตัวเองแบบนั้นใจมันยิ่งจับความกลัวแน่นขึ้น สิ่งที่พอทำได้คือการแผ่เมตตาสั้น ๆ ก่อนนอน โดยเริ่มจากตัวเราเองก่อนเสมอ
นั่งหรือนอนในท่าที่สบาย หลับตา แล้วนึกถึงตัวเองในตอนนี้ คนที่เหนื่อยและกลัว แล้วตั้งคำนึกในใจง่าย ๆ ว่า ขอให้เรามีความสุข ขอให้เราปลอดภัย ขอให้เราพ้นจากความทุกข์ทางใจในคืนนี้ พูดช้า ๆ สักสามสี่รอบ ไม่ต้องรีบ
จากนั้นค่อยขยายไปถึงพ่อที่นอนอยู่ในห้องข้าง ๆ นึกถึงหน้าเขา แล้วตั้งคำนึกแบบเดียวกันให้เขา ขอให้พ่อสุขสบาย ขอให้พ่อพ้นจากความเจ็บปวด
ถ้าคืนนั้นมีใครที่ทำให้เราน้อยใจอยู่ อย่างญาติที่มาเยี่ยมแล้วพูดทิ้งไว้เจ็บ ๆ ให้ลองตั้งคำนึกให้เขาด้วย ไม่ต้องรู้สึกรักเขาให้ได้ทันที แค่ตั้งคำนึกออกไปเฉย ๆ ก่อนว่า ขอให้เขามีความสุขในแบบของเขาเช่นกัน ทำแบบนี้ทุกคืนจะเบาลงเรื่อย ๆ ไม่ต้องเบาตั้งแต่คืนแรก
ตอนกลางวัน ระหว่างที่ต้องออกไปซื้อของหรือไปโรงพยาบาล ลองแผ่เมตตาสั้น ๆ ให้คนแปลกหน้าที่เดินสวนกันบนถนนหรือคนที่นั่งรอคิวข้าง ๆ เรา ไม่ต้องพูดออกมา แค่นึกในใจว่า ขอให้เขาปลอดภัยเหมือนกัน วิธีนี้ช่วยได้มากในวันที่ใจเราเหนื่อยจนไม่เหลือแรงจะสนใจใคร เพราะการแผ่เมตตาแม้เล็กน้อยแค่ไหน ก็ทำให้ใจเราขยับออกจากความกลัวของตัวเองไปได้ชั่วครู่หนึ่ง
ถ้าวันไหนเหนื่อยมากจนแผ่เมตตาให้ใครไม่ออกเลย ก็แผ่ให้ตัวเองอย่างเดียวก่อนได้ ไม่ผิดกฎอะไร เมตตาที่เริ่มจากตัวเราเองไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว เพราะถ้าใจเราไม่มีที่ตั้งของความสุขเลย เราจะไม่มีอะไรเหลือให้แผ่ไปถึงคนอื่นได้จริง เหมือนเทียนที่ต้องมีไฟของตัวเองก่อน จึงจะจุดต่อให้เล่มอื่นได้
อีกอย่างที่พอทำได้คือตอนตื่นเช้า ก่อนจะลุกไปทำอะไรต่อ ให้นั่งอยู่กับตัวเองสักครู่หนึ่ง แล้วตั้งคำนึกแบบเดียวกันซ้ำอีกรอบ เพราะข้อที่ท่านตรัสไว้ไม่ได้บอกแค่ว่าหลับเป็นสุข ท่านบอกว่าตื่นเป็นสุขด้วย การเริ่มเช้าด้วยเมตตาแบบนี้ ทำให้เรามีต้นทุนใจติดตัวไปเจอเรื่องที่ต้องเจอในวันนั้นได้มากขึ้นอีกนิดหนึ่ง
ก่อนนอน ลองจำสามอย่างนี้ไว้พอ
- ตั้งคำนึกเมตตาให้ตัวเองก่อนเสมอ แล้วค่อยขยายไปถึงคนที่นึกถึง
- ไม่ต้องรอให้รู้สึกรักใครให้ได้ทันที การตั้งคำนึกออกไปก่อนก็นับ
- ทำได้แค่ไหนในคืนนี้ ก็แค่นั้นพอ
คืนนี้อาจจะยังไม่หลับ
พ่อยังหลับอยู่ในห้องข้าง ๆ เหมือนเดิม เสียงเครื่องช่วยหายใจยังดังเป็นจังหวะเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในห้องนั้นเลย
สิ่งที่อาจจะเปลี่ยนไปนิดหนึ่งคือใจของคนที่นอนตาค้างอยู่ข้างเตียง
คืนนี้อาจจะยังนอนไม่หลับเหมือนเดิม แต่ถ้าลองตั้งคำนึกเมตตาให้ตัวเองสักสามสี่รอบ ก็อาจจะรู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ เราด้วย
ใครสักคนที่ปรากฏตัวออกมาจากใจของเราเอง
