หลวงปู่ชากับใบไม้ที่กวาดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราใช้เวลาทั้งบ่ายจัดตู้เสื้อผ้าใหม่หมด พับผ้าให้เป็นระเบียบ คัดของที่ไม่ใช้แล้วใส่ถุงไปบริจาค ล้างตู้เย็น เช็ดพื้นครัวจนมันวาว
ตอนหกโมงเย็น เรานั่งมองบ้านที่สะอาดเอี่ยม แล้วรู้สึกดีมาก เหมือนในที่สุดก็จัดการทุกอย่างได้สำเร็จสักที
พอถึงวันอังคาร ของเล่นลูกกระจายเต็มพื้นห้องนั่งเล่นอีกแล้ว จานในซิงค์กองสูงขึ้นมาอีกรอบ ตะกร้าผ้ารอซักก็เต็มอีกใบ
เหมือนไม่เคยจัดอะไรเลยสักครั้ง
เราถอนหายใจ แล้วถามตัวเองเบา ๆ ว่า ทำไมเราถึงทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบสักที
ทั้งที่ก็ทำทุกอย่างเท่าที่ทำไหว ไม่ได้ขี้เกียจ ไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่บ้านก็ยังกลับไปรกเหมือนเดิมทุกครั้ง
ทำไมเราถึงรู้สึกว่าแพ้อยู่ตลอด
เรื่องบ้านรกเป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ความรู้สึกแบบนี้จริง ๆ แล้วซ่อนอยู่ในแทบทุกมุมของชีวิต
อีเมลที่จัดการจนเกลี้ยงกล่องเมื่อเช้า พอบ่ายก็มีเข้ามาใหม่อีกสิบฉบับ
ปัญหากับคนในบ้านที่คุยกันจนเข้าใจแล้วเมื่อเดือนก่อน อีกไม่นานก็วนกลับมาทะเลาะเรื่องเดิมอีก
ความรู้สึกเศร้าที่คิดว่าปล่อยวางได้แล้ว จู่ ๆ ก็กลับมานั่งอยู่ในอกตอนเย็นวันหนึ่งโดยไม่มีสาเหตุ
เราเลยเริ่มคิดว่า ตัวเองคงยังทำได้ไม่ดีพอ ถ้าเก่งจริง เรื่องพวกนี้ต้องจบสักทีสิ ต้องมีจุดหนึ่งที่ทุกอย่างเข้าที่แล้วอยู่นิ่ง ๆ แบบนั้นตลอดไป
บางทีเราแอบเทียบกับคนอื่นด้วยซ้ำ เพื่อนที่ดูเหมือนบ้านเรียบร้อยตลอด เพื่อนร่วมงานที่ดูเหมือนไม่มีอะไรกวนใจ ญาติผู้ใหญ่ที่พูดถึงชีวิตตัวเองเหมือนทุกอย่างลงตัวไปหมดแล้ว เราไม่รู้หรอกว่าข้างในบ้านเขาเป็นแบบไหนจริง ๆ แต่ใจเราเผลอตัดสินตัวเองไปแล้วว่าเราคนเดียวที่ยังวุ่นวายอยู่แบบนี้
แล้วเราก็ผิดหวังกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจุดนั้นไม่เคยมาถึงสักที
ความเหนื่อยที่แท้จริงไม่ได้มาจากงานที่ต้องทำ แต่มาจากการเชื่อว่าสักวันงานพวกนี้ต้องหมด แล้วเราจะได้พัก
หลวงปู่ชากับใบไม้ที่วัดป่าพง
ที่วัดหนองป่าพง มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่ชา สุภัทโท ที่ลูกศิษย์เล่าต่อกันมานาน
ท่านมักพาลูกศิษย์กวาดลานวัดตอนเช้า ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายอยู่รอบกุฏิ ใบไม้ร่วงลงมาทุกวัน กวาดวันนี้เกลี้ยงลาน พรุ่งนี้เช้าก็มีใบใหม่ร่วงเต็มพื้นอีกเหมือนเดิม
มีพระบวชใหม่บางรูปที่เพิ่งมาอยู่ เกิดความคิดในใจว่า ทำไมต้องกวาดทุกวัน กวาดไปก็ไม่มีวันหมด เสียเวลาเปล่า สู้รอให้ใบไม้ร่วงหมดต้นก่อนแล้วค่อยกวาดทีเดียวไม่ดีกว่าหรือ
ท่านไม่ได้ตอบด้วยการอธิบายยาว ๆ ท่านให้ลูกศิษย์รูปนั้นลองสังเกตดูเอง
คำถามแบบนี้ฟังดูมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย ถ้ามองแค่เรื่องแรงงานที่เสียไป แต่ถ้าลองคิดต่ออีกนิด การรอให้ใบไม้ร่วงหมดต้นก่อน หมายความว่าต้องรอทั้งฤดู กว่าจะถึงวันนั้น ลานวัดก็คงเต็มไปด้วยใบไม้ทับถมกันจนเดินไม่ได้ งานที่ตั้งใจจะประหยัดแรง กลับกลายเป็นภูเขาที่หนักกว่าเดิมหลายเท่า
ต้นไม้ไม่เคยหยุดผลัดใบให้ใครสักคน ฤดูเปลี่ยน ใบก็ร่วง เป็นแบบนี้มาก่อนเราเกิด และจะเป็นแบบนี้ต่อไปหลังจากเราตายแล้ว ไม่มีใครเคยเห็นต้นไม้ต้นไหนหยุดผลัดใบเพราะสงสารคนกวาด
สิ่งที่เราทำได้จริง ๆ ไม่ใช่การทำให้ใบไม้หยุดร่วง แต่คือการกวาดลานในเช้านี้ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วพรุ่งนี้ค่อยกวาดใหม่อีกครั้ง ไม่ต้องเอาเช้าพรุ่งนี้มาแบกไว้ตั้งแต่วันนี้
พระธรรมที่ท่านสอนอยู่เสมอเรื่องความไม่เที่ยง ก็ไม่ได้ซับซ้อนไปกว่าลานวัดกับใบไม้ตรงนี้เลย ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แล้วก็มีของใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่อีก ไม่มีจุดไหนที่มันจะหยุดนิ่งค้างอยู่ถาวร
ความรกของบ้านเราตอนเย็นวันอังคาร ก็เป็นแบบเดียวกับใบไม้ตรงนั้น มันไม่ได้แปลว่าเราทำงานผิดพลาด มันแปลว่าบ้านของเรายังมีคนอยู่จริง ยังมีชีวิตดำเนินอยู่ในนั้น
แก้วที่แตกไปแล้วตั้งแต่วันแรก
หลวงปู่ชาเคยหยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมา แล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า
สำหรับฉัน แก้วใบนี้แตกไปแล้ว
ลูกศิษย์งงกัน เพราะแก้วยังอยู่ครบดี ไม่มีรอยร้าวให้เห็นเลยสักนิด
ท่านอธิบายว่า วันหนึ่งแก้วใบนี้จะแตก อาจเพราะมือใครสักคนไปกระทบ อาจเพราะมันหล่นจากโต๊ะ อาจเพราะแค่วางผิดที่แล้วมันกลิ้งตกเอง แต่มันจะแตกแน่ ๆ สักวัน เมื่อเข้าใจแบบนี้แล้ว ทุกนาทีที่ได้ใช้แก้วใบนี้อยู่ ท่านใช้มันด้วยใจที่พอใจ ไม่ยึดจนต้องทุกข์ตอนที่มันแตกจริง ๆ
ท่านไม่ได้บอกให้ทิ้งแก้วไปเลย หรือระวังจนไม่กล้าหยิบมันมาใช้ ท่านยังรินน้ำใส่แก้วใบนั้นทุกวันตามปกติ เพียงแต่รู้อยู่ในใจตลอดว่าวันหนึ่งมันจะไม่อยู่กับเราแบบนี้
ลองคิดตามดู บ้านที่จัดเรียบร้อยแล้วเมื่อวันอาทิตย์ ก็เหมือนแก้วใบนั้น มันจะรกอีกแน่นอน ไม่ใช่เพราะเราทำไม่ดีพอ แต่เพราะมันเป็นบ้านที่มีคนอยู่จริง มีลูกวิ่งเล่น มีจานที่ต้องใช้กินข้าวทุกมื้อ
ความสัมพันธ์ที่คุยเคลียร์กันจนเข้าใจแล้ว ก็เหมือนแก้วใบนั้น มันจะมีเรื่องให้กระทบกันอีกแน่ ๆ เพราะเป็นคนสองคนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจริง ไม่ใช่รูปปั้นที่หยุดนิ่ง
ใจที่สงบลงแล้วเมื่อคืนก่อน ก็เหมือนแก้วใบนั้นเช่นกัน มันจะกระเพื่อมขึ้นมาอีกได้ เพราะมันคือใจของคนที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่ใจของคนที่ตายแล้ว
หลวงปู่ชาไม่ได้สอนให้เราเลิกดูแลของ เลิกดูแลความสัมพันธ์ หรือปล่อยใจให้กระเพื่อมไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทำอะไร ท่านสอนแค่ว่า ให้ดูแลมันด้วยใจที่รู้ทันความจริงของมัน ไม่ใช่ด้วยใจที่หลอกตัวเองว่ามันจะนิ่งอยู่แบบนี้ตลอดไป
งานที่ทำอยู่ทุกวันก็เช่นกัน โครงการที่เพิ่งปิดจบไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีงานใหม่เข้ามาอีก ตำแหน่งที่มั่นคงในวันนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีอะไรต้องปรับตัวอีกเลยในปีหน้า มันเป็นแก้วใบเดียวกันทั้งหมด แค่คนละรูปทรง
เอาความเรียบง่ายนี้กลับไปใช้ที่บ้าน
พอเข้าใจเรื่องแก้วกับใบไม้แล้ว คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะเอามาใช้กับชีวิตจริง ๆ ตอนไหนได้บ้าง
ตอนเช้าที่เห็นบ้านรกอีกรอบ ลองเปลี่ยนคำถามในหัวจาก ทำไมมันไม่เคยเรียบร้อยสักที เป็นคำถามว่า วันนี้เรากวาดลานของเราได้แค่ไหน แค่นั้นพอ ไม่ต้องถามว่าเมื่อไหร่มันจะเรียบร้อยถาวร เพราะคำตอบคือมันไม่มีวันนั้น และไม่จำเป็นต้องมี
เวลาเจองานในอีเมลที่เข้ามาไม่หยุด ลองทำทีละอย่างในตรงหน้าให้เสร็จ แล้ววางมือตอนหมดเวลาทำงานของวันนั้น โดยไม่แบกความรู้สึกผิดกลับบ้านไปด้วยว่ายังมีงานเหลือ เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีงานใหม่เข้ามาอีกเหมือนเดิม นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของเรา แต่เป็นธรรมชาติของงาน
เวลาทะเลาะกับคนในบ้านเรื่องเดิมอีกครั้ง ลองสังเกตใจตัวเองก่อนว่า เรากำลังโกรธเพราะเรื่องที่เพิ่งเกิด หรือกำลังโกรธเพราะรู้สึกว่าทำไมเรื่องนี้ต้องกลับมาอีก ถ้าเป็นแบบหลัง ให้ลองปล่อยความคาดหวังว่าเรื่องนี้ต้องจบสักทีลงก่อน แล้วค่อยคุยกับอีกฝ่ายด้วยใจที่เบาลง คำพูดที่ออกมาจะต่างจากตอนที่พูดด้วยความหงุดหงิดสะสมมาก
ส่วนตอนที่ความเศร้าหรือความกังวลเก่ากลับมานั่งอยู่ในอกอีกครั้งตอนกลางคืน ลองหายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้งก่อน โดยไม่ต้องรีบไล่มันออกไป หลวงปู่ชาเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างง่าย ๆ ว่า
ถ้ามีเวลาหายใจ ก็มีเวลาภาวนา
เราหายใจอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ต้องรอให้มีเวลาว่างเป็นชั่วโมงถึงจะเริ่มดูแลใจได้ แค่รู้ตัวว่ากำลังหายใจเข้า กำลังหายใจออก ระหว่างล้างจาน ระหว่างรอไฟแดง ระหว่างนอนไม่หลับ ก็นับเป็นการดูแลใจได้เหมือนกัน ไม่ต้องรอฤกษ์งามยามดีที่ไหน
และถ้าวันไหนรู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่จบสักที ลองถอยมามองว่าวันนี้เราทำอะไรไปแล้วบ้าง ไม่ใช่มองว่าเหลืออะไรอีกเท่าไหร่ จานที่ล้างไปสามใบก็นับ อีเมลที่ตอบไปสองฉบับก็นับ ลมหายใจที่รู้ตัวสักสิบครั้งก็นับ ไม่ต้องรอให้ครบทั้งกองถึงจะยอมรับว่าวันนี้เราทำอะไรอยู่บ้าง
สิ่งเล็ก ๆ แบบนี้ทำได้ทุกวัน ไม่ต้องรอให้ชีวิตเรียบร้อยก่อนถึงจะเริ่มทำ เพราะถ้ารอแบบนั้น เราจะไม่ได้เริ่มสักที
ตอนนี้ยังไม่นิ่ง ก็ไม่เป็นไร
คืนนี้บ้านอาจจะยังไม่เรียบร้อย งานในมืออาจจะยังไม่เสร็จ ใจอาจจะยังไม่นิ่ง
พรุ่งนี้เช้า ใบไม้ก็คงร่วงอีกเหมือนเดิม
แต่เราไม่ต้องรอให้ลานวัดสะอาดถาวรก่อนถึงจะหยิบไม้กวาดขึ้นมา หยิบมันขึ้นมากวาดตอนนี้ก็พอ กวาดเท่าที่กวาดได้ในเช้าวันนี้ แล้วค่อยว่ากันใหม่พรุ่งนี้
