หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล: พระที่สอนให้พึ่งตัวเองก่อนพึ่งใคร
เย็นวันหนึ่ง เราไปกินข้าวคนเดียวที่ร้านประจำ พนักงานถามว่าจะสั่งอะไร เราเปิดเมนูดูอยู่นาน แล้วพูดออกไปโดยไม่ทันคิดว่า "เดี๋ยวรอถามแฟนก่อนนะคะ"
พนักงานยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง เพราะคืนนี้เรามาคนเดียว
ไม่มีแฟนให้ถาม ไม่มีใครให้รอ มีแต่เราคนเดียวกับเมนูในมือ และความรู้สึกแปลก ๆ ที่ผุดขึ้นมาว่า เราไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองอยากกินอะไร
เรื่องแค่นี้ยังต้องคิดนาน แล้วเรื่องใหญ่กว่านี้ล่ะ จะทำงานนี้ต่อดีไหม จะซื้อบ้านหลังนี้ไหม จะเลิกกับเขาดีไหม ทุกเรื่องเราเคยชินกับการถามคนอื่นก่อน จนลืมไปแล้วว่าตัวเองมีความเห็นเป็นของตัวเองบ้างไหม
จำได้ว่าเป็นแบบนี้มานานแล้ว ตอนเด็กถามแม่ว่าจะเรียนอะไรดี โตมาหน่อยถามเพื่อนสนิทว่าจะคบใคร ทำงานแล้วถามหัวหน้าว่าเออหรือไม่เออกับทุกไอเดีย จนมาถึงตอนนี้ที่ถามสามีแม้กระทั่งจะสั่งข้าวอะไร
ไม่ใช่ว่าเราขี้เกียจคิด แต่ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเอง มีอะไรบางอย่างในอกบีบแน่นขึ้นมาเสมอ เหมือนกลัวว่าจะเลือกผิด แล้วไม่มีใครรับผิดชอบแทนได้อีก
เพื่อนที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ เคยถามตรง ๆ ว่า แล้ววันหนึ่งถ้าไม่มีใครให้ถามเลยสักคนล่ะ เราจะทำยังไง เราตอบไม่ได้ ได้แต่ยิ้มแหย ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
กลัวอะไรกันแน่ในใจลึก ๆ
ลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าสิ่งที่เรากลัวไม่ใช่การตัดสินใจผิด
แต่กลัวการต้องรับผิดชอบกับความผิดนั้นอยู่คนเดียว
ถ้าแฟนเป็นคนเลือกร้านแล้วอาหารไม่อร่อย เราบ่นแฟนได้ ถ้าแม่เป็นคนบอกให้เรียนคณะนี้แล้วไม่ชอบงาน เราโทษแม่ได้บ้าง
แต่ถ้าเราเลือกเอง แล้วมันพลาด เราจะเหลือแค่ตัวเองคนเดียวที่ต้องนั่งกับความรู้สึกนั้น
การให้คนอื่นตัดสินใจแทน จึงไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นการหาที่วางความกลัวไว้ที่อื่น ไม่ใช่ในอกตัวเอง
ปัญหาคือ ยิ่งให้คนอื่นตัดสินใจแทนบ่อยเท่าไหร่ เราก็ยิ่งไม่ได้ลองใช้ความเห็นของตัวเอง
นานเข้า เราก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเสียงในใจที่อยากพูดว่า "ฉันอยากได้แบบนี้" ยังอยู่ตรงไหน
ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ คนที่พึ่งพาคนอื่นมาทั้งชีวิตก็ยังเป็นคนที่รักและกลัวเสียใครสักคนไป เป็นเรื่องธรรมดามาก
แต่ถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งที่คนคนนั้นไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เราจะยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว โดยไม่รู้ว่าจะเริ่มยืนยังไง
พระที่สอนด้วยการทำให้ดู มากกว่าพูดให้ฟัง
หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล เป็นพระที่คนรุ่นหลังในสายวัดป่ารู้จักกันในฐานะต้นสายของครูบาอาจารย์สายกรรมฐานภาคอีสานหลายต่อหลายรูป
ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ผู้บวชให้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ก่อนที่ทั้งสองรูปจะออกธุดงค์ไปด้วยกันในป่าลึกหลายจังหวัด ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่สุด ฉันมื้อเดียว นอนโคนไม้ เดินเท้าข้ามป่าข้ามเขา
ท่านเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด จำพรรษาอยู่ที่วัดเลียบในตัวเมืองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะออกเดินธุดงค์ปฏิบัติในป่าลึกแถบอีสานและฝั่งลาวเป็นเวลานาน สายกรรมฐานที่ท่านวางรากไว้ ต่อมาแตกกิ่งก้านไปสู่ครูบาอาจารย์อีกหลายรูปที่คนไทยรู้จักกันดีในปัจจุบัน
สิ่งที่เล่าต่อกันมาเกี่ยวกับท่าน ไม่ใช่คำเทศน์ยาว ๆ
แต่เป็นภาพของพระรูปหนึ่งที่นั่งสมาธินิ่งอยู่ได้เป็นชั่วโมง โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย
ในตำราประวัติศาสตร์สายกรรมฐานนี้ มักเล่าตรงกันว่าท่านพูดน้อยมาก แม้จะมีลูกศิษย์นั่งล้อมอยู่เต็มกุฏิ ท่านก็ยังนั่งเงียบอยู่กับลมหายใจของตัวเองไปได้อย่างเป็นปกติ
ลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ท่านจึงเรียนรู้จากการเฝ้าดูท่านปฏิบัติ มากกว่าการนั่งฟังคำอธิบาย ท่านเน้นเรื่องเดียวซ้ำ ๆ คือให้ลงมือภาวนาเอง อย่ารอให้ใครทำให้ ครูสอนทางได้ แต่เดินต้องเดินเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่คำสอนที่ท่านคิดขึ้นเอง แต่เป็นคำที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ก่อนหน้านั้นนานแล้ว ในคัมภีร์ธรรมบท มีพุทธพจน์บทหนึ่งว่า
ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
คำว่า "ที่พึ่ง" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าห้ามพึ่งใครเลยสักคน คนเรายังต้องพึ่งพากันอยู่แน่นอน
แต่หมายถึงเรื่องที่ลึกที่สุดของชีวิต อย่างการดับทุกข์ในใจตัวเอง ไม่มีใครทำแทนเราได้จริง ๆ พ่อแม่รักเราที่สุดก็ยังนอนแทนเราไม่ได้ ในคืนที่เรานอนไม่หลับ
หลวงปู่เสาร์ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นตัวอย่างของประโยคนี้ ท่านไม่ได้บอกให้ลูกศิษย์เชื่อท่าน แต่ให้ไปพิสูจน์เอาเอง ด้วยการนั่ง ด้วยการดู ด้วยการรู้สึกที่ใจตัวเอง
ต้นกล้ากับหลักไม้ไผ่
ลองนึกถึงต้นกล้าต้นหนึ่งที่เพิ่งปลูกในสวน
เจ้าของสวนเอาไม้ไผ่มาปักข้าง ๆ แล้วผูกเชือกยึดลำต้นไว้กับหลัก กันลมแรงพัดจนโค่นตอนที่รากยังไม่แข็ง
ถ้าไม่มีหลักนั้นตั้งแต่แรก ต้นกล้าอาจล้มตายไปตั้งแต่อาทิตย์แรก
แต่ถ้าเจ้าของสวนผูกเชือกไว้แน่นแบบนั้นไปตลอด ไม่เคยคลายเลยสักครั้ง
ต้นไม้ต้นนั้นจะไม่มีวันได้ฝึกยืนด้วยลำต้นของตัวเอง รากจะแผ่ไม่ลึก ลำต้นจะไม่แข็ง เพราะไม่เคยต้องต้านลมด้วยตัวเองสักครั้ง
วันที่หลักไม้ผุ หรือมีคนมาดึงออกไปโดยไม่บอกล่วงหน้า ต้นไม้ต้นนั้นจะล้มทันที ทั้งที่อายุอาจมากแล้วก็ตาม
เจ้าของสวนที่รู้งานจะทำตรงข้าม ปีแรกผูกแน่น ปีต่อมาคลายเชือกให้หลวมขึ้นทีละนิด จนวันหนึ่งต้นไม้ยืนได้เองโดยไม่ต้องมีหลักอยู่ข้าง ๆ อีกเลย
คนที่คอยตัดสินใจแทนเราด้วยความรัก ก็เหมือนหลักไม้ไผ่ต้นนั้น เขาไม่ผิดที่ช่วยพยุงเราไว้ตอนที่เรายังอ่อนอยู่
แต่ถ้าเราปล่อยให้เขาผูกเชือกไว้แน่นตลอดไป วันหนึ่งที่เขาไม่อยู่ เราจะล้มแรงกว่าที่ควรจะเป็นมาก
ฝึกยืนด้วยขาตัวเองในเรื่องเล็ก ๆ ก่อน
ไม่ต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่
ไม่ต้องตัดสินใจเรื่องงานหรือเรื่องความสัมพันธ์ก่อนเลย
เริ่มจากเรื่องเล็กที่สุดในแต่ละวันก่อนก็พอ
มื้อต่อไปที่ไปกินข้าว ลองสั่งเองโดยไม่ถามใครสักคน แม้จะมีคนอยู่ด้วยก็ตาม
ให้เวลาตัวเองสามสิบวินาทีอ่านเมนู แล้วเลือกจากสิ่งที่อยากกินจริง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่คิดว่าคนอื่นจะเห็นด้วย
ถ้าเลือกแล้วไม่อร่อยอย่างที่คิด ก็แค่รู้ไว้เฉย ๆ ว่าเมนูนี้ไม่ใช่ทางของเรา ไม่ต้องซีเรียส
อีกอย่างที่ลองทำได้ คือก่อนจะถามความเห็นใคร ให้พูดความเห็นของตัวเองออกมาก่อนหนึ่งประโยค
แม้จะยังไม่มั่นใจก็พูดออกมาก่อน อย่างเช่น "เราว่าเราน่าจะไม่รับงานนี้ แต่ไม่แน่ใจ ลองฟังความเห็นเธอดูสิ"
แค่นี้เราก็ได้ฝึกใช้เสียงของตัวเองแล้ว ก่อนที่จะเอาเสียงคนอื่นมาทับ
ไม่ใช่การไม่ฟังใคร ยังฟังได้เหมือนเดิม แต่ฟังหลังจากที่เราได้ยินเสียงตัวเองก่อนแล้ว
เวลาที่เลือกเองแล้วพลาดจริง ๆ ให้ลองสังเกตว่าใจเราจะรีบโทษตัวเองแรงกว่าปกติทันที
ตรงนี้ให้ลองบอกตัวเองสั้น ๆ แค่ว่า ครั้งนี้เราเลือกแบบนี้ ครั้งหน้าจะรู้เพิ่มขึ้นอีกนิด
ไม่ต้องขยายความผิดให้ใหญ่กว่าที่เป็นจริง เพราะคนที่ตัดสินใจเองทุกคน ก็เคยพลาดมาก่อนทั้งนั้น
ความพลาดเล็ก ๆ แบบนี้แหละ ที่ทำให้รากของเราแผ่ลึกขึ้นทีละนิด เหมือนต้นไม้ที่เคยต้านลมมาบ้างแล้ว
ส่วนเรื่องใหญ่ที่ยังไม่กล้าตัดสินใจ ลองหาเวลานั่งเงียบคนเดียวสักสิบนาทีก่อน
ไม่ต้องนั่งสมาธิแบบเป็นทางการ แค่นั่งในที่เงียบ ๆ วางมือถือไว้ไกลตัว
หายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ แล้วถามตัวเองเบา ๆ ว่า ถ้าไม่มีใครให้ถามเลยสักคน เราจะเลือกอะไร
คำตอบที่ผุดขึ้นมาตรงนั้น อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่มันคือเสียงของเราเองที่เริ่มกลับมาดังขึ้นทีละนิด
ถ้าทำแบบนี้ไปสักพัก อาจลองสังเกตด้วยว่า คนรอบตัวที่เคยตัดสินใจแทนเราตลอด จะเริ่มถามเราแทนบ้างว่า แล้วเธอคิดยังไง
นั่นคือสัญญาณว่าเชือกที่เคยผูกไว้แน่น เริ่มถูกคลายให้หลวมขึ้นแล้วจริง ๆ
ถ้าจำอะไรกลับไปได้สักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- เรื่องเล็กในแต่ละวัน ให้ลองเลือกเองก่อนถามใคร
- พูดความเห็นของตัวเองออกมาก่อนหนึ่งประโยค แล้วค่อยฟังคนอื่น
- ก่อนตัดสินใจเรื่องใหญ่ ให้นั่งเงียบสักสิบนาที แล้วฟังเสียงในใจตัวเองก่อน
คืนที่ไม่มีใครให้ถาม
คืนนี้ถ้ายังไม่รู้จะตัดสินใจเรื่องไหนดี ก็ไม่เป็นไร
ไม่ต้องรีบเปลี่ยนตัวเองให้กล้ายืนคนเดียวได้ภายในคืนเดียว
หลวงปู่เสาร์ใช้เวลาทั้งชีวิตฝึกนั่งนิ่งอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง กว่าจะถึงจุดที่ไม่ต้องพึ่งใครในเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิต
เราแค่เริ่มจากมื้อข้าวมื้อต่อไป ที่อาจสั่งเองได้โดยไม่ต้องถามใครสักคน
แค่นั้นก็เป็นก้าวแรกที่นับได้แล้ว
