หน้าแรก/บทความ/คำสอนครูบาอาจารย์
หลวงตามหาบัว: พระอรหันต์แห่งยุคสมัย
คำสอนครูบาอาจารย์

หลวงตามหาบัว: พระอรหันต์แห่งยุคสมัย

30 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

สี่ทุ่มกว่า ลูกเข้านอนไปแล้ว บ้านเงียบ เราคือคนที่เพิ่งตะโกนใส่ลูกด้วยเรื่องเล็ก ๆ เมื่อชั่วโมงก่อน

รองเท้าวางไม่เข้าที่ แค่นั้นเอง แต่เสียงที่ออกจากปากเราวันนี้ดังกว่าที่ตั้งใจไว้มาก

เรานั่งอยู่ตรงโซฟา มือกุมหน้าผาก คิดในใจว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก

เดือนที่แล้วก็สัญญากับตัวเองไปแล้วว่าจะไม่โมโหใส่ใครง่าย ๆ อีก อาทิตย์ที่แล้วก็เพิ่งสัญญาอีกรอบ หลังจากทะเลาะกับคนที่บ้านจนไม่มีใครพูดกันทั้งวัน

ทุกครั้งที่สัญญา เราตั้งใจจริง ไม่ได้พูดเล่น

แต่พอถึงเวลาที่มันมาจริง ๆ ความตั้งใจนั้นหายไปไหนก็ไม่รู้ เหลือแต่เราที่ทำสิ่งเดิมซ้ำอีกครั้ง

เราไม่ได้เกลียดลูก ไม่ได้อยากทำร้ายใคร สิ่งที่เกิดขึ้นเร็วกว่าความคิดเสียอีก มันเหมือนมีอะไรบางอย่างจุดไฟขึ้นในอก แล้วเราก็พูดออกไปก่อนที่จะทันห้ามตัวเอง

ที่แย่กว่าความโกรธเอง คือความรู้สึกหลังจากนั้น

ความรู้สึกว่าเราแพ้อีกแล้ว แพ้ให้กับอะไรบางอย่างในตัวเราเองที่เราเรียกชื่อมันไม่ถูก รู้แค่ว่ามันแรงกว่าความตั้งใจดี ๆ ที่เรามีทุกครั้ง

หลายคนคงเคยเจอแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโมโห เรื่องกินจุตอนดึก เรื่องเล่นมือถือทั้งที่ตั้งใจจะนอนแต่หัวค่ำ หรือเรื่องอื่นที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรทำแต่ก็ยังทำอยู่ดี

เราเรียกมันว่าขาดวินัยบ้าง ใจอ่อนบ้าง แต่คำเก่าแก่ที่ใช้เรียกสิ่งนี้มานานคือคำว่า "กิเลส"

ไม่ใช่ปีศาจที่ไหน ไม่ใช่เวรกรรมจากชาติไหน แต่เป็นแรงผลักที่อยู่ในใจของทุกคน ที่คอยดึงให้เราทำตามความอยาก ความโกรธ ความหลง มากกว่าจะทำตามสิ่งที่รู้ว่าดี

รู้จักชื่อมันแล้วก็ยังไม่ได้ช่วยให้สู้กับมันง่ายขึ้นเท่าไหร่

คำถามที่ค้างอยู่จริง ๆ คือ แล้วจะสู้กับมันยังไง ในเมื่อทุกครั้งที่ลองสู้ก็แพ้

บางคืนเราถึงกับนอนไม่หลับเพราะคิดวนอยู่กับคำถามนี้ นึกย้อนไปว่าตัวเองเคยทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว นับไม่ถ้วนจนท้อใจไปเอง

ชายที่ไม่ยอมให้กิเลสชนะแม้แต่ครั้งเดียว

มีพระรูปหนึ่งที่คนไทยจำนวนมากนับถือมากในเรื่องความเอาจริงกับการสู้ปัญหานี้ นั่นคือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่าที่วางรากฐานการปฏิบัติกรรมฐานในภาคอีสานไว้อย่างเข้มข้น

ก่อนจะบวช ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาที่จังหวัดอุดรธานี ใช้ชีวิตกับควาย กับนา กับความลำบากแบบคนอีสานทั่วไป ความอดทนแบบนี้ติดตัวท่านมาตลอด

ตอนออกธุดงค์ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่นในป่าลึก ท่านเล่าถึงช่วงเวลานั้นว่าเป็นการต่อสู้ที่หนักที่สุดในชีวิต ไม่ใช่สู้กับเสือ สู้กับไข้ป่า หรือความหิว แต่สู้กับใจตัวเองที่คอยหาเหตุผลให้ท้อ ให้ถอย ให้เลิกในทุกวัน

ท่านไม่ยอมให้ตัวเองถอยง่าย ๆ แม้ในวันที่ร่างกายอ่อนล้าที่สุด

ต่อมาเมื่อท่านมาตั้งวัดป่าบ้านตาด ท่านก็ยังคงสอนลูกศิษย์ด้วยแนวทางเดียวกันเสมอ คือการสู้กับกิเลสต้องเอาจริง จะทำแบบเล่น ๆ ทำบ้างหยุดบ้างไม่ได้ผล

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ท่านเป็นผู้นำทอดผ้าป่าช่วยชาติ ชักชวนคนไทยทั้งประเทศบริจาคทองคำและเงินตราต่างประเทศ เพื่อพยุงฐานะการเงินของประเทศในตอนนั้น

นั่นคือความเอาจริงแบบเดียวกับที่ท่านใช้สู้กับกิเลสในใจตัวเอง เพียงแต่คราวนั้นท่านเอาความเอาจริงนั้นมาใช้ช่วยคนทั้งชาติ

พระพุทธเจ้าเองก็เคยตรัสถึงเรื่องการพึ่งตัวเองไว้ในพระธรรมบทว่า

ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

สั้นมาก แต่หนักมาก เพราะแปลว่าไม่มีใครมาสู้แทนเราได้ ไม่มีใครมาห้ามใจเราแทนเราได้ ต้องเป็นเราเองที่ลงมือ

หลวงตามหาบัวใช้ชีวิตทั้งชีวิตยืนยันคำนี้ ท่านสู้ด้วยตัวท่านเอง ไม่มีใครสู้แทนได้ และคนจำนวนมากเชื่อว่าในที่สุดท่านก็สู้จนถึงจุดที่กิเลสในใจท่านหมดไปจริง ๆ จนได้รับการยกย่องกันอย่างกว้างขวางว่าท่านคือพระอรหันต์ในยุคของเรา

จะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่วัดกันยาก แต่สิ่งที่วัดได้ชัดคือ ท่านไม่เคยหยุดสู้ แม้แต่วันเดียว

ลูกศิษย์ที่เคยไปกราบท่านหลายคนเล่าตรงกันว่า ท่านไม่เคยพูดอ้อมค้อม ถ้าเห็นใครปฏิบัติแบบเล่น ๆ ท่านจะดุตรง ๆ ทันที ไม่ใช่เพราะใจร้าย แต่เพราะท่านรู้ดีว่ากิเลสไม่เคยเล่น ๆ กับใคร ถ้าเราสู้แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันจะกลับมาเอาคืนหนักกว่าเดิมเสมอ

วัวป่ากับเชือกที่ต้องจับให้แน่นทุกวัน

ลองนึกภาพคนอีสานสมัยก่อนที่ต้องฝึกวัวป่าตัวหนึ่งให้มาไถนาได้

วัวตัวนั้นไม่เคยยอมง่าย ๆ วันแรกที่ผูกเชือกมันจะดิ้น จะกระชาก จะพยายามหนีกลับเข้าป่าให้ได้

คนฝึกวัวที่เก่งจะไม่ปล่อยเชือกแม้แต่วินาทีเดียวในช่วงนั้น เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยครั้งเดียว วัวจะเรียนรู้ทันทีว่าดิ้นแรงพอก็หลุดได้ แล้วครั้งต่อไปมันจะดิ้นแรงกว่าเดิมอีก

กิเลสในใจเราก็ไม่ต่างจากวัวป่าตัวนั้น

วันไหนที่เราปล่อยให้มันชนะ ปล่อยให้ตัวเองระเบิดอารมณ์ใส่คนอื่น หรือยอมทำสิ่งที่รู้ว่าไม่ดี มันจะจำได้ว่าดิ้นแรงพอก็ชนะเราได้ แล้ววันหน้ามันจะดิ้นแรงขึ้นอีก

แต่วันไหนที่เราจับเชือกไว้แน่น แม้จะเหนื่อยแค่ไหน วัวตัวนั้นก็จะเริ่มรู้ว่าดิ้นไปก็ไม่มีประโยชน์

ไม่มีใครฝึกวัวให้เชื่องได้ในวันเดียว ต้องจับเชือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันแล้ววันเล่า จนกว่าวัวจะเดินตามคำสั่งเองโดยไม่ต้องดึง

การสู้กับกิเลสก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ไม่มีใครทำสำเร็จได้ในคืนเดียว

บางบ้านยังมีวัวแก่ที่เชื่องมากจนเด็กเล็กจูงเดินได้เอง แต่ถ้าย้อนกลับไปดูวันแรกที่จับมันมา ทุกตัวล้วนเคยดิ้นสุดแรงมาก่อนทั้งนั้น ไม่มีวัวตัวไหนเชื่องมาตั้งแต่เกิด

จับเชือกให้แน่นในวันธรรมดา ๆ

สิ่งที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การพยายามเลิกโกรธให้หมดในคืนเดียว เพราะนั่นเป็นการตั้งเป้าที่ทำให้ท้อตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

สิ่งแรกที่พอทำได้คือการจับสัญญาณก่อนที่กิเลสจะดิ้นเต็มที่ ก่อนจะโมโหสุด ๆ มักจะมีจังหวะเล็ก ๆ ที่ร่างกายเริ่มร้อนวูบ หายใจเริ่มถี่ หรือกำมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ถ้าจับจังหวะนั้นได้ทัน ให้หยุดพูดสักสามวินาทีก่อนที่คำพูดจะหลุดออกไป นั่นคือการจับเชือกตอนที่วัวเพิ่งเริ่มดิ้น ยังไม่ใช่ตอนที่มันหลุดวิ่งไปแล้ว

อีกอย่างที่ทำได้คือตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน ให้กันเวลาสักห้านาทีนั่งเฉย ๆ กับลมหายใจของตัวเอง ไม่ต้องนั่งท่าเป็นทางการ นั่งริมเตียงก็ได้ แค่รู้ว่าตอนนี้หายใจเข้า ตอนนี้หายใจออก ห้านาทีนี้ไม่ได้ทำให้วันนั้นไม่มีเรื่องกวนใจ แต่ทำให้ใจเรามีที่ยืนที่มั่นคงขึ้นนิดหนึ่งก่อนจะออกไปเจอโลก

ตอนกลางคืนก่อนนอน ลองย้อนดูวันที่ผ่านมาสักครู่ ไม่ใช่เพื่อตัดสินตัวเองว่าวันนี้แพ้หรือชนะ แต่เพื่อดูเฉย ๆ ว่าวันนี้มีจังหวะไหนที่กิเลสดิ้นแรง แล้วเราจับเชือกไว้ได้แค่ไหน จำได้แค่ไหนก็พอ ไม่ต้องเค้นความจำ

และถ้าวันไหนแพ้ ปล่อยอารมณ์ออกไปจนทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ สิ่งที่ทำได้คือกลับไปขอโทษตรง ๆ ไม่ต้องอธิบายยืดยาวว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น แค่บอกว่าเสียใจที่พูดแรงไป การยอมรับแบบนี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันคือการจับเชือกกลับมาอีกครั้งหลังจากที่หลุดมือไปแล้ว

อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยได้คือการเล่าให้คนที่ไว้ใจฟังบ้าง ไม่ต้องหาทางแก้ตัวหรือหาข้อสรุปใด ๆ แค่เล่าว่าวันนี้เราสู้กับอะไรมา เพราะเรื่องที่เก็บไว้คนเดียวมักจะหนักกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ

ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากเรื่องหลวงตามหาบัวสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ

  • ไม่มีใครสู้กับกิเลสแทนเราได้ ต้องเป็นเราเองที่จับเชือก
  • จับให้ทันตั้งแต่จังหวะที่มันเริ่มดิ้น ไม่ใช่ตอนที่มันหลุดวิ่งไปแล้ว
  • วันไหนแพ้ก็แค่กลับมาจับใหม่ ไม่ต้องรอให้ตัวเองสมบูรณ์แบบก่อนถึงจะเริ่ม

คืนนี้ถ้ายังนั่งคิดถึงเรื่องที่ตะโกนใส่ลูกเมื่อชั่วโมงก่อน ก็ไม่ต้องซ้ำเติมตัวเองไปมากกว่านี้

หลวงตามหาบัวใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะจับเชือกเส้นนั้นได้แน่น เราเพิ่งเริ่มลองผูกมันเป็นครั้งแรกในคืนนี้เท่านั้นเอง

พรุ่งนี้เช้า ลองจับเชือกอีกครั้งก็พอ