หน้าแรก/บทความ/คำสอนครูบาอาจารย์
แม่ชีแก้ว: อรหันตสาวิกาแห่งยุคเรา
คำสอนครูบาอาจารย์

แม่ชีแก้ว: อรหันตสาวิกาแห่งยุคเรา

30 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

เย็นวันหนึ่ง หลังจากเก็บผ้าที่ตากไว้ ล้างจานเย็นเสร็จ กวาดบ้านจนสะอาด เราก็ทรุดตัวลงนั่งที่ระเบียง มองท้องฟ้าที่กำลังมืดลง

มีคนในกลุ่มไลน์ส่งคลิปพระวิปัสสนาจารย์องค์หนึ่งมาให้ดู เล่าว่าท่านนั่งสมาธิได้เจ็ดวันเจ็ดคืน จิตสงบนิ่งจนไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกร้อน

เราดูจบแล้วก็ปิดจอ รู้สึกอะไรบางอย่างจุกอยู่ในอก

ไม่ใช่ความอิจฉา แต่เป็นความรู้สึกว่า คนแบบนั้นเขาคงเกิดมาพร้อมกับบุญบารมีที่เราไม่มี เขาคงได้เรียนหนังสือสูง ได้อยู่ในที่สงบตั้งแต่เด็ก ส่วนเราเป็นแค่คนธรรมดา ตื่นตีห้าไปทำงาน กลับมาทำกับข้าว ดูแลพ่อแม่ที่แก่ตัว ทะเลาะกับพี่น้องเรื่องเงินทองบ้างเป็นบางครั้ง

ธรรมะขั้นสูง ๆ คงไม่ใช่สำหรับคนอย่างเรา

ความรู้สึกที่ไม่มีใครบอกว่าผิด

ความคิดแบบนี้ไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว

หลายคนคิดว่าการหลุดพ้นเป็นเรื่องของคนพิเศษ คนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม คนที่เกิดในตระกูลที่เอื้อต่อการปฏิบัติ หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่ไม่มีภาระต้องแบกอะไรมากนัก

ส่วนคนที่ต้องตื่นแต่เช้าไปหาเช้ากินค่ำ คนที่อ่านหนังสือไม่คล่อง คนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าปรมัตถธรรม รู้จักแต่คำว่าหนี้สิน ลูกป่วย นาแล้ง คนแบบนี้น่าจะได้แค่ทำบุญเก็บเสบียงไว้ชาติหน้า ส่วนชาตินี้คงไม่มีทางไปถึงไหน

ความคิดนี้ฟังดูเหมือนความถ่อมตัว แต่ถ้าสังเกตดี ๆ มันแอบมีความท้อถอยซ่อนอยู่ข้างใน

เหมือนเรากำลังบอกตัวเองว่า อย่าลองเลย เพราะยังไงก็ไปไม่ถึง

แต่ถ้าลองย้อนกลับไปดูประวัติของผู้ปฏิบัติจริง ๆ ในยุคไม่ไกลจากเรานัก จะพบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชีวิตเริ่มต้นด้วยเงื่อนไขที่ห่างไกลจากคำว่า "พร้อม" ที่สุด

หญิงชาวนาผู้ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเพียร

แม่ชีแก้วเกิดในครอบครัวชาวนาที่ภาคอีสาน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ใช้ชีวิตอยู่กับท้องนา ควาย และงานบ้านมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับผู้หญิงบ้านนอกอีกนับล้านคนในยุคนั้น

ไม่มีใครในหมู่บ้านคาดว่าหญิงคนนี้จะกลายเป็นผู้ที่ครูบาอาจารย์สายวัดป่าหลายท่านยกย่องในภายหลังว่าเป็นผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงธรรมขั้นสูง

จุดเปลี่ยนของแม่ชีแก้วไม่ได้มาจากความรู้ ไม่ได้มาจากฐานะ แต่มาจากศรัทธาที่เกิดขึ้นตอนที่ได้ยินธรรมะจากพระกรรมฐานสายที่สืบมาจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลังจากนั้นแม่ชีแก้วออกจากบ้าน ไปบวชเป็นแม่ชี ใช้ชีวิตอยู่ในป่า ฝึกภาวนาอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี ช่วงหนึ่งได้อยู่ศึกษาและปฏิบัติภายใต้การดูแลของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

ท่านไม่ได้มีเวลาว่างเป็นพิเศษมากกว่าใคร ยังต้องทำงานที่วัด ทั้งตักน้ำ หุงข้าว ดูแลกุฏิ เหมือนแม่ชีรูปอื่น ๆ

สิ่งที่ต่างออกไปมีอยู่อย่างเดียว คือแม่ชีแก้วเอาทุกอณูของงานเหล่านั้นมาเป็นที่ฝึกจิต ไม่แยกว่าตอนไหนคือ "เวลาปฏิบัติธรรม" ตอนไหนคือ "เวลาทำงาน"

ไม่มีบันทึกว่าท่านเคยพูดถ้อยคำใหญ่โต อวดอ้างภูมิธรรมของตัวเอง สิ่งที่ศิษย์รุ่นหลังเล่าถึงมากที่สุดคือความสงบนิ่งที่ปรากฏบนใบหน้าท่านในบั้นปลายชีวิต และคำยืนยันของหลวงตามหาบัวเองที่กล่าวถึงภูมิธรรมของแม่ชีแก้วด้วยความเคารพ ในฐานะศิษย์ที่ปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์

กรรมกำหนดคน ไม่ใช่ชาติกำเนิดกำหนดคน

เรื่องของแม่ชีแก้วทำให้นึกถึงคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสตอบพราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งถือตัวว่าคนที่เกิดในตระกูลพราหมณ์เท่านั้นจึงจะประเสริฐได้

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวาเสฏฐสูตรและวสลสูตรว่า

มิใช่เพราะชาติกำเนิด บุคคลจะเป็นผู้เลวทรามหรือประเสริฐ แต่เพราะการกระทำของตนเอง บุคคลจึงเป็นผู้เลวทรามหรือประเสริฐ

ประโยคนี้ตรงไปตรงมามาก ท่านไม่ได้บอกว่าที่มาของเราไม่สำคัญเลย แต่บอกว่ามันไม่ใช่ตัวตัดสินสุดท้าย

คนที่เกิดในตระกูลสูง เรียนจบสูง แต่ถ้าไม่เคยฝึกใจตัวเองเลยสักวัน ก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ทุกข์ได้เหมือนทุกคน

ส่วนคนที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ฝึกจิตทุกวันด้วยความเพียรจริง ๆ ก็เดินไปได้ไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด

แม่ชีแก้วคือตัวอย่างที่จับต้องได้ของคำสอนบทนี้ ไม่ใช่นิทานสอนใจ แต่เป็นชีวิตจริงของคนคนหนึ่งที่ยังมีลูกหลานเล่าถึงมาจนถึงทุกวันนี้

พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้ในธรรมบทอีกบทหนึ่งว่า

ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้

คำว่า "ที่พึ่ง" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโชคชะตา ไม่ได้หมายถึงว่าใครเกิดมาพร้อมต้นทุนเท่าไหร่ แต่หมายถึงความเพียรที่เราลงมือทำเอง วันต่อวัน

นาข้าวแปลงเดียวกัน ดินก็ให้ข้าวเหมือนกัน

ลองนึกถึงภาพนาข้าวสองแปลงที่อยู่ติดกัน

แปลงหนึ่งมีคนมาดูแลอย่างดี ใส่ปุ๋ยตรงเวลา มีระบบน้ำเข้าออกครบ

อีกแปลงเป็นของชาวนาที่ไม่มีเงินซื้อปุ๋ยแพง ต้องอาศัยแรงตัวเองหาบน้ำรดทุกเช้า

ถ้าดูจากภายนอก แปลงแรกดูมีโอกาสมากกว่าแน่นอน แต่พอถึงวันเกี่ยวข้าว สิ่งที่ตัดสินว่าข้าวจะออกรวงดีแค่ไหน ไม่ใช่ว่าใครมีทุนมากกว่า แต่คือว่าใครลงมือดูแลนาของตัวเองสม่ำเสมอกว่ากัน

ชาวนาที่หาบน้ำเองทุกเช้า แม้จะเหนื่อยกว่า แต่ถ้าไม่เคยขาดสักวัน ข้าวของเขาก็ออกรวงได้เต็มเหมือนกัน บางทีเต็มกว่าด้วยซ้ำ เพราะเขาใกล้ชิดกับต้นข้าวทุกต้นมากกว่าใคร

ใจของเราก็เหมือนนาข้าวแปลงนั้น

ไม่มีใครเกิดมาพร้อมนาที่ดีพร้อมทุกอย่าง บางคนเกิดมาพร้อมใจที่ฟุ้งซ่านง่าย บางคนเกิดมาพร้อมภาระที่หนักอึ้ง แต่สิ่งที่ตัดสินผลสุดท้ายไม่ใช่สภาพนาตอนเริ่มต้น

คือความสม่ำเสมอของคนที่ลงมือรดน้ำทุกวัน

เอางานบ้านมาเป็นที่ฝึกใจ

สิ่งที่ทำให้เรื่องของแม่ชีแก้วใกล้ตัวคนอย่างเรามาก คือท่านไม่ได้ปฏิบัติในสภาพแวดล้อมที่พิเศษกว่าใคร

ท่านตักน้ำ หุงข้าว กวาดลานวัด งานพวกนี้ไม่ต่างจากงานที่เราทำทุกวันในบ้านของเราเอง สิ่งที่ต่างคือท่านเอาใจไปอยู่กับมือที่กำลังทำ ไม่ปล่อยใจให้ลอยไปคิดเรื่องอื่นตลอดเวลา

เราลองทำแบบเดียวกันได้ในชีวิตของเราเอง ตอนล้างจานตอนเย็น แทนที่จะคิดเรื่องงานพรุ่งนี้หรือคำพูดที่คาใจใครสักคน ลองรู้สึกถึงน้ำที่ไหลผ่านมือ ความเย็นของน้ำ เสียงจานกระทบกัน ทำแบบนี้ได้ตั้งแต่จานใบแรกจนใบสุดท้าย ไม่ต้องหาเวลาพิเศษ ไม่ต้องรอให้ลูกหลานไม่กวนก่อน

ตอนกวาดบ้านตอนเช้า ลองนับจังหวะไม้กวาดที่แตะพื้น สิบครั้งแรกให้ใจอยู่กับมือ ถ้าใจหนีไปคิดเรื่องอื่นก็แค่พากลับมา ไม่ต้องโทษตัวเองว่าทำไมใจไม่นิ่ง เพราะการที่ใจหนีแล้วรู้ตัวว่าหนี คือส่วนหนึ่งของการฝึกอยู่แล้ว

ช่วงที่ต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ตัวหรือคนป่วยในบ้าน ก็เป็นที่ฝึกได้เหมือนกัน แทนที่จะทำไปพร้อมกับความรำคาญหรือความเหนื่อยล้าที่สะสม ลองสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจตอนนั้นตรง ๆ ไม่ต้องผลักไสมันออกไป แค่รู้ว่าตอนนี้ใจกำลังเหนื่อย ตอนนี้ใจกำลังหงุดหงิด รู้เฉย ๆ แล้วกลับมาทำมือที่กำลังทำต่อ

ส่วนช่วงกลางคืนก่อนนอน สักห้าถึงสิบนาที นั่งเงียบ ๆ อยู่กับลมหายใจของตัวเอง ไม่ต้องนั่งท่าขัดสมาธิให้เป๊ะ นั่งเก้าอี้ก็ได้ นั่งขอบเตียงก็ได้ แค่รู้ว่าลมเข้า รู้ว่าลมออก คืนไหนใจฟุ้งมากก็แค่รู้ว่าฟุ้ง ไม่ต้องหักโหมบังคับให้สงบ

ความเพียรของแม่ชีแก้วไม่ได้อยู่ที่การนั่งได้นานกว่าคนอื่น แต่อยู่ที่การไม่เคยหยุดทำ วันแล้ววันเล่า เป็นสิบปี ไม่ใช่เป็นสัปดาห์

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยได้จริงในชีวิตประจำวัน คือการตั้งจุดเตือนใจไว้กับของที่เราต้องแตะอยู่แล้วทุกวัน อย่างเช่นทุกครั้งที่มือแตะลูกบิดประตู ให้ถือเป็นสัญญาณเตือนตัวเองว่าให้กลับมารู้ลมหายใจสักครั้งหนึ่งก่อนเดินผ่าน ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั้น แค่รู้ตัวหนึ่งครั้งแล้วเดินต่อ ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวันจะกลายเป็นจุดรู้ตัวที่แทรกอยู่ทั่วชีวิต โดยไม่ต้องแบ่งเวลาพิเศษออกมาเลยสักนาทีเดียว

ถ้าจะจับใจความจากเรื่องนี้ไปใช้ ลองเก็บสามอย่างนี้ไว้

  • งานที่ทำอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เอามาเป็นที่ฝึกใจได้ ไม่ต้องรอเวลาพิเศษ
  • ใจหนีแล้วรู้ตัวว่าหนี ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือจังหวะที่ฝึกได้จริง
  • สิ่งที่พาไปได้ไกลไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือการไม่หยุดทำ แม้จะทำได้ทีละนิด

ไม่ต้องรอให้พร้อมกว่านี้

ถ้าคืนนี้เรายังรู้สึกว่าตัวเองห่างไกลจากคำว่าหลุดพ้นเหลือเกิน ก็ไม่เป็นไร

แม่ชีแก้วก็เริ่มต้นจากจุดที่ห่างไกลไม่ต่างกัน อ่านหนังสือไม่ออก ไม่มีความรู้ทางธรรมติดตัวมาก่อน มีแต่ท้องนากับงานบ้าน

สิ่งที่ท่านมีเหมือนที่เรามี คือวันพรุ่งนี้อีกวันหนึ่งให้เริ่มใหม่

ไม่ต้องรอให้ชีวิตพร้อมกว่านี้ก่อน ไม่ต้องรอให้ภาระน้อยลงกว่านี้ก่อน แค่มือที่กำลังล้างจานอยู่ตอนนี้ ก็เริ่มได้แล้ว