นั่งสมาธิครั้งแรก แล้วทำไมใจไม่ยอมนิ่ง
คืนนั้นสามีเพิ่งขึ้นไปนอนก่อน ลูกก็หลับไปแล้วตั้งแต่สองทุ่ม บ้านเงียบสนิท เป็นเวลาที่เธอตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าว่าจะลองนั่งสมาธิดูสักครั้ง
เธอไปเห็นคลิปในมือถือเมื่อวันก่อน คนในคลิปนั่งขัดสมาธิ หลังตรง มือวางบนตัก หน้าตาสงบเหมือนไม่มีอะไรกวนใจเลย เธอเลยลองทำตาม ปูเสื่อผืนเล็กตรงมุมห้อง นั่งลง หลับตา
สิบวินาทีแรกเงียบดี
วินาทีที่สิบเอ็ด ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ตอบไลน์หัวหน้า
วินาทีที่ยี่สิบ ขาที่นั่งขัดอยู่เริ่มปวด
วินาทีที่สามสิบ กลับไปคิดเรื่องที่ทะเลาะกับแม่เมื่อบ่ายอีกรอบ ทั้งที่ตั้งใจจะไม่คิดแล้ว
ผ่านไปสามนาที เธอลืมตาขึ้น รู้สึกแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
เขาว่านั่งสมาธิแล้วใจจะสงบ เธอคิดในใจ แต่ของเรานี่ฟุ้งกว่าตอนไม่นั่งอีก
เก็บเสื่อ ปิดคลิป บอกตัวเองว่าเรื่องนี้คงไม่เหมาะกับเรา
ที่จริงไม่มีใครนั่งแล้วใจนิ่งตั้งแต่ครั้งแรก
เรื่องที่คนเพิ่งเริ่มนั่งสมาธิมักไม่รู้ คือภาพที่เห็นในคลิปนั้น เป็นภาพของคนที่ฝึกมาแล้วหลายปี ไม่ใช่ภาพของครั้งแรก
แล้วเราก็เอาครั้งแรกของตัวเองไปเทียบกับปีที่ยี่สิบของคนอื่น
พอเทียบแล้วแพ้ ก็สรุปว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ สมาธิคงเป็นเรื่องของคนใจเย็นเป็นทุนเดิม ส่วนเราใจร้อน คิดมาก ฟุ้งซ่าน คงไม่เหมาะ
ความเข้าใจผิดที่ฝังลึกที่สุดคือ คิดว่านั่งสมาธิแปลว่าต้องทำให้หัวว่าง ห้ามคิดอะไรเลย
พอนั่งแล้วคิด ก็เลยรู้สึกว่าทำผิด กำลังทำสมาธิแบบไม่เก่ง
ทั้งที่ความจริงแล้ว การที่ใจคิดฟุ้งตอนนั่ง ไม่ใช่สัญญาณว่าทำผิด มันคือธรรมชาติของใจ ใจของทุกคนเป็นแบบนี้ ใจของคนที่นั่งมาสามสิบปีก็ยังคิดฟุ้งเป็นบางครั้ง
สิ่งที่ต่างกันไม่ใช่ว่าใจฟุ้งหรือไม่ฟุ้ง แต่คือรู้ตัวเร็วแค่ไหนว่ากำลังฟุ้ง
อีกเรื่องที่ทำให้คนเลิกกลางทาง คือคาดหวังผลเร็วเกินไป นั่งครั้งแรกแล้วรอให้ใจสงบเหมือนที่คนอื่นเล่าให้ฟัง พอไม่เป็นอย่างนั้นก็ผิดหวัง ทั้งที่คนที่เล่าให้ฟังนั้นอาจนั่งมาแล้วเป็นร้อยครั้งกว่าจะถึงจุดนั้น
บางคนถึงกับรู้สึกกลัวความเงียบ พอไม่มีอะไรกลบเสียงในหัว เสียงที่เคยถูกงานถูกมือถือกลบไว้ทั้งวันก็ดังขึ้นมาแทน ความเศร้าเก่า ความโกรธค้าง ความกังวลที่ไม่เคยมีเวลานั่งฟัง ผุดขึ้นมาพร้อมกันหมด
ตรงนี้แหละที่หลายคนถอยออกมา ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่เพราะไม่มีใครบอกไว้ก่อนว่าช่วงแรกของการนั่งสมาธิ มักจะเจอกับความเงียบที่ไม่สบายใจ ก่อนที่จะเจอความสงบจริง ๆ
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้หยุดคิด
ในคำสอนเรื่องอานาปานสติ คือการมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ท่านไม่ได้บอกให้ห้ามความคิด ท่านสอนแค่ให้กลับมารู้ลมหายใจ หายใจเข้ายาวก็รู้ว่ายาว หายใจออกสั้นก็รู้ว่าสั้น
แค่นั้นเอง
ไม่มีตรงไหนในคำสอนที่บอกว่าต้องทำให้หัวว่างเปล่าถึงจะเรียกว่าสำเร็จ สิ่งที่ท่านให้ทำคือรู้ ไม่ใช่หยุด
รู้ว่ากำลังหายใจเข้า รู้ว่ากำลังหายใจออก แล้วถ้าใจหนีไปคิดเรื่องอื่น ก็แค่รู้ว่าใจหนีไปแล้ว แล้วพากลับมา
ฟุ้งแล้วรู้ตัว พากลับมา ฟุ้งอีก รู้ตัวอีก พากลับมาอีก
นั่นแหละคือตัวการฝึกจริง ๆ ไม่ใช่ผลข้างเคียงของการฝึก
ในพระธรรมบทมีข้อความบทหนึ่งเปรียบใจไว้ว่า
ผู้มีปัญญาย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก ให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรง
ช่างทำลูกศรไม่ได้ดัดไม้ให้ตรงในครั้งเดียว เขาดัดที ปล่อยที ดูที ดัดอีกที ทำซ้ำแบบนี้จนกว่าไม้จะตรง
ใจของเราก็เหมือนไม้ที่ยังคดอยู่ตอนเริ่มฝึก การนั่งสมาธิแต่ละครั้งคือการดัดหนึ่งที ไม่ใช่การเสกให้ตรงในทีเดียว
และเช่นเดียวกับไม้ที่ดัดวันนี้แล้วอาจจะคืนตัวคดกลับไปบ้างในวันพรุ่งนี้ ใจของเราก็คืนตัวได้เหมือนกัน นั่งดีอยู่สามวัน วันที่สี่ฟุ้งเหมือนเดิมก็มี นั่นไม่ใช่ว่าสามวันที่ผ่านมาสูญเปล่า ไม้ที่เคยถูกดัดแล้ว ดัดซ้ำครั้งต่อไปจะตรงง่ายขึ้นเสมอ แม้จะดูเหมือนคดกลับไปในบางวันก็ตาม
ควายหนุ่มที่ผูกไว้กับหลักกลางทุ่ง
ลองนึกถึงภาพควายหนุ่มตัวหนึ่ง ถูกจูงมาผูกไว้กับหลักไม้กลางทุ่งเป็นครั้งแรก
มันไม่ยอมอยู่นิ่งหรอก มันจะวิ่ง จะดึงเชือก จะร้อง จะพยายามหลุดไปทุกทาง วิ่งวนรอบหลักไม้ไปเรื่อย ๆ ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกผูกไว้
คนที่มาเห็นตอนนั้นอาจคิดว่าควายตัวนี้คงไม่มีวันเชื่อง
แต่ถ้านั่งดูไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าวิ่งไปสักพัก ควายก็เริ่มวิ่งช้าลง เพราะเชือกมันสั้น วิ่งได้แค่รอบหลัก ไม่ได้ไปไหนไกลกว่านั้น
พอวิ่งจนเหนื่อย มันก็เดินวนแทนวิ่ง แล้วก็ยืนนิ่งอยู่ใกล้หลัก
ไม่ใช่เพราะมันถูกบังคับให้นิ่ง แต่เพราะมันเหนื่อยจากการวิ่งวนของตัวเอง แล้วพบว่าที่ใกล้หลักนั่นแหละคือที่ที่สบายที่สุด
ลมหายใจของเราก็เหมือนหลักไม้ต้นนั้น ส่วนใจที่ฟุ้งซ่านก็เหมือนควายหนุ่มที่ยังไม่เคยถูกผูก
ตอนเริ่มนั่งใหม่ ๆ ใจจะวิ่งหนีไปไกลมาก คิดเรื่องงาน คิดเรื่องลูก คิดเรื่องคนที่ทำให้โกรธเมื่อสิบปีก่อนก็ยังคิดได้ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก
หน้าที่ของเราไม่ใช่ไปดึงเชือกให้แน่นขึ้น ไม่ใช่ไปตีควายให้หยุด แค่ผูกไว้กับหลักเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่มันวิ่งหนี ก็ปล่อยให้เชือกดึงมันกลับมาเอง
วันแรกอาจวิ่งทั้งวัน วันที่ยี่สิบอาจวิ่งแค่ครึ่งวัน แล้ววันหนึ่งก็จะนั่งนิ่งอยู่ใกล้หลักได้เอง
ถ้าจะเริ่มนั่งจริง ๆ เริ่มยังไงดี
เริ่มจากเวลาสั้น ๆ ก่อน ห้านาทีก็พอสำหรับคืนแรก ไม่ต้องตั้งเป้าครึ่งชั่วโมงเหมือนที่เห็นคนอื่นทำ เพราะเป้าที่ใหญ่เกินตัวมักจบลงด้วยการเลิกทำไปเลย ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องคอยลืมตาดูเวลา
เรื่องท่านั่งก็ไม่ต้องซีเรียส นั่งขัดสมาธิก็ได้ นั่งเก้าอี้ก็ได้ ถ้าเข่าไม่ดีอยู่แล้วอย่าไปฝืนนั่งพื้น หลังตรงพอสบาย ไม่ต้องเกร็ง มือจะวางบนตักหรือวางบนขาก็ได้ทั้งนั้น ท่านั่งไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าทำถูกหรือผิด
เลือกเวลาเดิมทุกวันจะช่วยได้มาก บางคนถนัดตอนเช้าก่อนหยิบมือถือ บางคนถนัดก่อนนอน ร่างกายจะค่อย ๆ จำเวลานั้นได้เอง แล้วพอถึงเวลาก็จะนั่งง่ายขึ้นโดยไม่ต้องฝืนใจตัวเองมาก
พอนั่งแล้วใจฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น อย่าเพิ่งโมโหตัวเอง ให้แค่บอกในใจเบา ๆ ว่าคิดแล้ว แล้วพาความสนใจกลับมาที่ลมหายใจ จะกลับมาสิบครั้งในห้านาทีก็ไม่แปลก นั่นคือการฝึกที่กำลังเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ความล้มเหลว
ถ้าปวดขาระหว่างนั่ง ขยับได้ ไม่ต้องฝืนจนทรมาน สมาธิไม่ใช่การทดสอบความอดทนต่อความเจ็บปวด แค่ขยับช้า ๆ อย่างมีสติ แล้วกลับมานั่งต่อ
เรื่องมือถือก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าตั้งเวลาด้วยมือถือ ให้เปิดโหมดห้ามรบกวนไว้ก่อน เพราะเสียงแจ้งเตือนหนึ่งครั้งระหว่างนั่ง พาใจออกไปได้ไกลกว่าที่คิด บางคนเลือกใช้นาฬิกาปลุกธรรมดาแทน จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าจอเลยตลอดห้านาทีนั้น
พอทำไปได้สักหนึ่งสัปดาห์ ค่อยขยับเวลาเพิ่มทีละนิด จากห้านาทีเป็นแปดนาที จากแปดเป็นสิบ ไม่ต้องรีบ ร่างกายและใจจะบอกเองว่าพร้อมขยับเมื่อไหร่ การนั่งนานขึ้นโดยที่ใจยังไม่พร้อม มักจบลงด้วยการเลิกนั่งไปเลยทั้งหมด
สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่เลิกกลางทาง ไม่ใช่เพราะนั่งไม่เก่ง แต่เพราะหยุดไปสองสามวันแล้วรู้สึกผิด จนไม่กลับมาทำต่อเลย ถ้าวันไหนพลาด แค่กลับมานั่งวันถัดไปก็พอ ไม่ต้องนับใหม่ ไม่ต้องลงโทษตัวเอง
เหมือนชาวนาที่ปลูกข้าวแล้วต้องรอ จะไปดึงต้นข้าวให้โตเร็ว ๆ ไม่ได้ ต้นข้าวโตของมันเองตามเวลาของมัน หน้าที่ของชาวนามีแค่ปลูกแล้วรดน้ำต่อไปทุกวัน ไม่ใช่ไปนั่งเฝ้าดูว่าทำไมมันยังไม่โต
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- เริ่มแค่ห้านาที ตั้งเวลาไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องเทียบกับใคร
- ใจฟุ้งแล้วรู้ตัว คือการฝึกที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่ความล้มเหลว
- วันไหนพลาด แค่กลับมานั่งวันถัดไป ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
คืนนี้อาจจะฟุ้งเหมือนเดิม
ถ้าคืนนี้ลองนั่งแล้วใจยังฟุ้งเหมือนเดิม ก็ไม่ได้แปลว่าทำผิดตรงไหน
ควายตัวนั้นก็ยังต้องวิ่งอยู่หลายวันกว่าจะรู้จักหลักไม้ของมัน
ลมหายใจของเรายังอยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่ได้หนีไปไหน รอให้เรากลับมาแตะมันใหม่ทุกครั้งที่ใจวิ่งออกไป
แค่กลับมาอีกครั้งก็พอสำหรับคืนนี้แล้ว
