ห้าอุปสรรคที่มือใหม่เจอตอนนั่งสมาธิ
คืนแรกที่ลองนั่งสมาธิ เราตั้งนาฬิกาไว้สิบนาที ปิดไฟ นั่งขัดสมาธิบนเบาะที่ซื้อมาจากร้านออนไลน์ หลับตาลง แล้วรอ
รอให้ใจมันสงบ เหมือนที่คนอื่นเล่าให้ฟัง
แต่ยังไม่ทันครบนาทีแรก หัวก็เริ่มคิดเรื่องอีเมลที่ยังไม่ได้ตอบ เรื่องที่เพื่อนร่วมงานพูดเมื่อบ่าย เรื่องพรุ่งนี้จะทำกับข้าวอะไรดี
ลืมตาดูนาฬิกา ผ่านไปแค่สองนาทีสี่สิบวินาที
หลับตาต่อ ตั้งใจใหม่ให้แน่วแน่กว่าเดิม แต่นั่งได้อีกสักพัก ขาก็เริ่มชา ยุงกัดที่ข้อเท้า แล้วก็ง่วงขึ้นมาเฉย ๆ ทั้งที่เพิ่งกินกาแฟไปตอนบ่าย
สิบนาทีนั้นรู้สึกยาวกว่าทั้งวันทำงาน
พอลุกจากเบาะ เรารู้สึกเหมือนสอบตกอะไรบางอย่าง ทั้งที่ไม่มีใครมาตัดเกรดเราเลย
ใจไม่ได้พัง แค่มันไม่เคยถูกฝึกมาก่อน
เรื่องนี้เกิดกับคนที่เพิ่งเริ่มนั่งแทบทุกคน ไม่ใช่เฉพาะเรา
ปัญหาคือเราเข้าใจว่าสมาธิแปลว่าใจต้องนิ่งตั้งแต่วินาทีแรกที่หลับตา พอมันไม่นิ่ง เราก็สรุปเร็วเกินไปว่าตัวเองทำไม่เป็น หรือใจของเราแย่กว่าคนอื่น
ความจริงคือใจของเราไม่เคยถูกฝึกให้อยู่นิ่งมาก่อนเลย ทั้งวันมันเคยชินกับการกระโดดจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง จากหน้าจอมือถือไปเรื่องงาน จากเรื่องงานไปเรื่องบ้าน พอจู่ ๆ เราสั่งให้มันหยุดอยู่กับลมหายใจเฉย ๆ มันก็เหมือนเราสั่งให้เด็กที่วิ่งเล่นมาทั้งวันหยุดนิ่งกลางสนามทันที
มันไม่หยุดหรอก มันจะดิ้น
ที่จริงแล้วสิ่งที่โผล่ขึ้นมาระหว่างนั่ง ไม่ว่าจะเป็นความคิดฟุ้งซ่าน ความง่วง ความหงุดหงิด ความอยากลุกไปทำอย่างอื่น หรือความสงสัยว่าทำถูกไหม ทั้งหมดนี้มีชื่อเรียกอยู่แล้วในคำสอน ท่านเรียกรวมกันว่านิวรณ์ ห้าอย่าง แปลง่าย ๆ ว่าสิ่งที่มากั้นใจไม่ให้สงบ
ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่สัญญาณว่าเราไม่มีทางทำได้ แต่เป็นของที่ทุกคนต้องเจอ เหมือนใครขึ้นเรือลำแรกก็ต้องเมาคลื่นทั้งนั้น
ห้าสิ่งที่มากั้นใจ พระพุทธเจ้าก็เคยพูดถึง
อย่างแรกคือใจที่อยากไปทำอย่างอื่น อยากลุกไปหยิบมือถือ อยากกินขนม อยากไปดูซีรีส์ต่อ ทั้งที่เพิ่งนั่งได้ไม่ถึงห้านาที
อย่างที่สองคือความหงุดหงิด อาจหงุดหงิดเสียงรถข้างนอก หงุดหงิดยุง หรือหงุดหงิดตัวเองที่นั่งไม่นิ่งสักที ความโกรธเล็ก ๆ นี้แทรกเข้ามาได้ง่ายมาก
อย่างที่สามคือความง่วงและความซึม ทั้งที่ไม่ได้อดนอนมา แต่พอหลับตานั่งเฉย ๆ ร่างกายกลับตีความว่านี่คือเวลาพัก
อย่างที่สี่คือความฟุ้งซ่านและความกังวลใจ คิดเรื่องนี้ทีเรื่องนั้นที ห่วงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือรื้อฟื้นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว
อย่างที่ห้าคือความลังเลสงสัย สงสัยว่านั่งแบบนี้ถูกไหม สงสัยว่าจะได้ผลจริงหรือเปล่า สงสัยจนอยากเลิกทำไปเลย
ในพระไตรปิฎกท่านพูดถึงเรื่องนี้ไว้ไม่ใช่น้อย และมีข้อความหนึ่งในธรรมบทที่หลายคนคุ้นเคย แม้จะพูดถึงเรื่องกว้างกว่านิวรณ์ แต่ก็บอกลักษณะของใจได้ตรงกับที่เรากำลังเจอพอดี
จิตนี้ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก คนมีปัญญาย่อมทำจิตให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรง
ท่านไม่ได้บอกว่าจิตที่ดิ้นรนคือจิตที่ผิดปกติ ท่านบอกตรง ๆ เลยว่ามันดิ้นรนโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว รักษายากจริง ห้ามยากจริง
สิ่งที่ท่านพูดถึงต่อมาไม่ใช่การหยุดมันให้ได้ทันที แต่คือการค่อย ๆ ดัดมันให้ตรง เหมือนช่างศรที่ต้องอังไฟ ดัด ปล่อยเย็น แล้วดัดใหม่อยู่หลายรอบ ไม่มีใครดัดลูกศรให้ตรงได้ในครั้งเดียว
ครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งเคยเปรียบไว้ว่า การนั่งสมาธิไม่ใช่การไล่ความคิดออกไป แต่เป็นการนั่งดูมันมาแล้วก็ไป โดยที่เราไม่ต้องวิ่งตามมันทุกครั้งที่มันเดินผ่าน
ฟังดูง่าย แต่ตอนนั่งจริงกลับเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
แก้วน้ำที่แม่เคยตั้งให้ตกตะกอน
ลองนึกถึงแก้วน้ำที่ตักมาจากตุ่มหลังบ้าน น้ำในแก้วนั้นขุ่น มีตะกอนดินเล็ก ๆ ลอยฟุ้งอยู่เต็มไปหมด
ถ้าเราเอามือไปคนน้ำในแก้วนั้นต่อ ต่อให้คนด้วยความตั้งใจดีแค่ไหน น้ำก็ยิ่งขุ่นกว่าเดิม
แต่ถ้าเราแค่วางแก้วนั้นไว้เฉย ๆ บนโต๊ะ ไม่ต้องทำอะไรเลย ผ่านไปสักพัก ตะกอนจะค่อย ๆ จมตัวลงเอง น้ำจะใสขึ้นเองตามธรรมชาติของมัน
ใจของเราตอนเริ่มนั่งสมาธิก็เหมือนแก้วน้ำที่เพิ่งถูกตักมาจากตุ่ม มันขุ่นอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนนั่ง เพราะทั้งวันเราใช้มันคิด ใช้มันตัดสินใจ ใช้มันกระทบกระทั่งกับคนโน้นคนนี้
พอมานั่งหลับตา เราไม่ได้เป็นคนทำให้มันขุ่น เราแค่เพิ่งมีโอกาสได้เห็นว่ามันขุ่นอยู่แล้ว
นิวรณ์ทั้งห้าที่โผล่ขึ้นมาก็เหมือนตะกอนที่ลอยฟุ้งอยู่ในแก้วนั้น ความอยากลุกไปทำอย่างอื่น ความหงุดหงิด ความง่วง ความฟุ้งซ่าน ความลังเล ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของใหม่ที่การนั่งสมาธิสร้างขึ้นมา มันมีอยู่แล้วในใจเรา แค่วันธรรมดาเรามัวยุ่งจนไม่เคยเห็นมัน
สิ่งที่การนั่งสมาธิทำ ไม่ใช่การคนน้ำให้ใสเร็ว ๆ ด้วยแรง แต่คือการวางแก้วนั้นลงเฉย ๆ แล้วรอให้ตะกอนจมตัวลงเองตามเวลาของมัน
ถ้าเรายิ่งบังคับ ยิ่งเค้นให้ใจสงบเดี๋ยวนั้น เราก็แค่กำลังคนน้ำที่ขุ่นอยู่แล้วให้ขุ่นกว่าเดิม
เอาไปใช้ยังไงเวลานั่งจริง
เวลานิวรณ์ตัวไหนโผล่ขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำได้คือแค่ตั้งชื่อมันเบา ๆ ในใจ ไม่ต้องอธิบายยาว แค่พูดกับตัวเองสั้น ๆ ว่า "ฟุ้งอยู่" หรือ "ง่วงอยู่" หรือ "หงุดหงิดอยู่" การตั้งชื่อแบบนี้ทำให้เรามีระยะห่างจากมันนิดหนึ่ง จากที่เราเป็นความฟุ้งซ่านไปเสียเอง เราก็กลายเป็นคนที่กำลังมองดูความฟุ้งซ่านอยู่ต่างหาก
ถ้าเจอความง่วงบ่อย ๆ ให้ลองสังเกตว่านั่งช่วงเวลาไหนของวัน หลายคนเลือกนั่งตอนดึกหลังเหนื่อยมาทั้งวัน ร่างกายจึงตีความว่าถึงเวลานอนแล้ว ลองเปลี่ยนมานั่งตอนเช้าหลังตื่นสักสิบนาที หรือถ้าจำเป็นต้องนั่งตอนดึกจริง ๆ ให้ลืมตาเบา ๆ มองต่ำลงพื้นแทนการหลับตาสนิท จะช่วยให้ไม่หลับคาที่นั่ง
ถ้าเจอความฟุ้งซ่านจนตามลมหายใจไม่ทัน ให้ลองนับลมหายใจแทนการตามดูเฉย ๆ หายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับสอง นับไปเรื่อย ๆ จนถึงสิบแล้ววนกลับมาที่หนึ่งใหม่ การมีตัวเลขให้จับช่วยดึงใจกลับมาได้ง่ายกว่าการบอกตัวเองลอย ๆ ว่าอย่าคิด
ถ้าเจอความหงุดหงิดเพราะเสียงรบกวนหรือเพราะนั่งไม่นิ่งสักที ให้ลองยอมรับเสียงนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการนั่งแทนที่จะสู้กับมัน เสียงรถ เสียงพัดลม เสียงคนคุยกันข้างบ้าน ให้มันผ่านหูเข้ามาได้ ไม่ต้องผลักไสมันออกไป เพราะยิ่งผลักยิ่งเสียสมาธิไปกับการผลัก
ถ้าเจอความลังเลสงสัยว่าทำถูกไหม ให้ลองตั้งเวลานั่งสั้น ๆ แค่ห้านาทีก่อน แล้วค่อยขยับเป็นสิบนาทีในสัปดาห์ถัดไป ไม่ต้องรอให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนเริ่ม เพราะความมั่นใจแบบนั้นมักมาทีหลังจากที่นั่งไปแล้วหลายครั้ง ไม่ใช่มาก่อน
หลายคนถามว่าต้องนั่งกี่นาทีถึงจะเห็นผล คำตอบคือไม่มีตัวเลขตายตัว แต่การนั่งสิบนาทีทุกวันมีค่ามากกว่าการนั่งชั่วโมงเดียวแล้วหายไปสองสัปดาห์ เพราะใจที่ถูกฝึกทีละนิดสม่ำเสมอ จะค่อย ๆ คุ้นกับความนิ่งไปเอง เหมือนกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นจากการใช้บ่อย ๆ ไม่ใช่จากการใช้หนักครั้งเดียว
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากตรงนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- นิวรณ์ที่โผล่ขึ้นมาไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือตะกอนที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่การนั่งสร้างขึ้นใหม่
- ตั้งชื่อมันเบา ๆ แทนการสู้กับมัน "ฟุ้งอยู่" "ง่วงอยู่" "หงุดหงิดอยู่"
- นั่งสั้น ๆ แต่สม่ำเสมอ ดีกว่านั่งนานครั้งเดียวแล้วเลิก
คืนนี้อาจจะยังขุ่นอยู่
ถ้าคืนนี้นั่งแล้วใจยังฟุ้งเหมือนเดิม ก็ไม่ได้แปลว่าที่ผ่านมาทำผิดทาง
แก้วน้ำที่เพิ่งตักมาจากตุ่ม ไม่มีทางใสได้ในสิบนาทีแรกที่วางลงบนโต๊ะ ตะกอนต้องใช้เวลาของมัน
สิ่งที่เราทำได้คือวางแก้วนั้นลงอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ แล้ววันถัดไป โดยไม่ต้องไปคนมันด้วยความเร่งรีบของตัวเอง
สักวันหนึ่ง อาจจะไม่ใช่วันนี้ เราจะแปลกใจว่าทำไมน้ำในแก้วถึงใสขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวว่ามันใสตั้งแต่เมื่อไหร่
