หน้าแรก/บทความ/สมาธิและการปฏิบัติ
เสียงเครื่องยนต์ไม่เคยหยุด นั่งสมาธิบนเที่ยวบินยาว
สมาธิและการปฏิบัติ

เสียงเครื่องยนต์ไม่เคยหยุด นั่งสมาธิบนเที่ยวบินยาว

25 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

เครื่องบินลำนี้ออกจากดอนเมืองตั้งแต่สี่ทุ่ม ตอนนี้เข็มนาฬิกาข้อมือชี้ตีสอง แต่ท้องฟ้านอกหน้าต่างยังมืดสนิทเหมือนเดิม ไม่มีทีท่าว่าจะสว่างง่าย ๆ

ที่นั่งริมกลาง แถวกลางลำ ขาสองข้างงอแนบกับเบาะข้างหน้า ขยับได้แค่ไม่กี่เซนติเมตร คนข้าง ๆ หลับไปแล้วตั้งแต่ก่อนเสิร์ฟอาหารมื้อที่สอง หัวเอียงมาเกือบพิงไหล่เรา

เสียงเครื่องยนต์ดังครืนอยู่ข้างหูตลอดเวลา ไม่ใช่เสียงที่ดังจนต้องปิดหู แต่เป็นเสียงที่แน่นอยู่ในหัวแบบไม่มีจังหวะหยุด เหมือนใครเปิดพัดลมทิ้งไว้ในห้องปิดแล้วลืมปิด

อีกเจ็ดชั่วโมงกว่าจะถึง

จะนอนก็นอนไม่ลง จะดูหนังก็ดูมาสองเรื่องแล้ว อ่านหนังสือก็อ่านไม่รู้เรื่องเพราะตัวหนังสือสั่นไปตามเครื่อง เหลืออยู่อย่างเดียวที่ยังไม่ได้ลอง คือหลับตาแล้วนั่งอยู่กับตัวเอง

ขยับตัวจะลุกไปเดินยืดขาก็ลุกไม่ได้ เพราะรถเข็นเสิร์ฟเครื่องดื่มจอดขวางทางเดินอยู่พอดี ตัวจึงติดอยู่กับที่ ระหว่างผนังเครื่องบินกับไหล่ของคนแปลกหน้าที่หลับอยู่

เสียงที่หนีไม่พ้น

พอหลับตาลง สิ่งแรกที่ชัดขึ้นมาไม่ใช่ความสงบ แต่คือเสียงเครื่องยนต์ที่ฟังดูดังกว่าเดิม เหมือนหลับตาแล้วเสียงมันดังขึ้นเป็นสองเท่า

ใจเริ่มหงุดหงิดตัวเอง นั่งสมาธิควรจะเงียบ ควรจะเป็นห้องพระตอนเช้า เป็นสวนหลังบ้านตอนลมเย็น เป็นที่ที่ได้ยินแค่เสียงลมหายใจตัวเอง ไม่ใช่ที่แบบนี้ ที่นั่งแคบ ขาชา คนข้าง ๆ กรนเบา ๆ แอร์เย็นเฉียบ แล้วก็เสียงเครื่องยนต์ที่ไม่มีวันหยุด

ใจแวบไปคิดว่า งั้นก็รอไปก่อน รอถึงบ้านค่อยนั่ง ที่นั่นเงียบกว่า สบายกว่า มีเบาะรองนั่งที่คุ้นเคย

แต่พอคิดแบบนั้น ก็นึกขึ้นได้ว่า ที่บ้านก็มีเสียงของมันเหมือนกัน เสียงรถวิ่งผ่านหน้าบ้าน เสียงตู้เย็นทำงานตอนดึก เสียงเพื่อนบ้านคุยกันหลังเลิกงาน ไม่มีที่ไหนที่เงียบสนิทจริง ๆ สักที่

สิ่งที่รอมาตลอดไม่เคยเป็นความเงียบ มันเป็นข้ออ้างให้ยังไม่ต้องเริ่มต่างหาก

และถ้ายอมรับตรง ๆ เสียงเครื่องยนต์ไม่ได้เพิ่งดังตอนนี้ มันดังตั้งแต่เครื่องขึ้นแล้ว ที่เพิ่งรู้สึกว่าดังมากคือตอนที่ใจว่างพอจะไปสนใจมันเท่านั้นเอง

พอสังเกตต่อไปอีกนิด จะเห็นว่าใจไม่ได้ค้างอยู่กับเสียงเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว มันกระโดดไปคิดเรื่องงานที่รออยู่ที่ปลายทาง กระโดดไปคิดถึงกระเป๋าที่ยังไม่ได้แพ็ก กระโดดไปคิดว่าถึงแล้วจะเหนื่อยแค่ไหน ทั้งที่ตอนนี้ยังนั่งอยู่บนฟ้า ยังไม่ถึงไหนเลยสักอย่าง

ใจแบบนี้ไม่ได้อยู่ที่เสียง ไม่ได้อยู่ที่ตัว ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลยสักที่ มันวิ่งอยู่ตลอดเวลา และความเหนื่อยที่รู้สึกตอนตีสอง ส่วนหนึ่งมาจากการวิ่งของใจนี่แหละ ไม่ใช่จากเสียงเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว

เสียงเป็นแค่เสียง

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงปู่ชาที่มักเล่าต่อกันมาในหมู่ลูกศิษย์ เวลามีคนบ่นว่านั่งสมาธิไม่ได้เพราะเสียงรบกวน ท่านมักถามกลับสั้น ๆ ว่า เสียงมันไปรบกวนเรา หรือเราไปรบกวนเสียง

คำถามนี้ฟังเผิน ๆ เหมือนเล่นคำ แต่พอลองนั่งนิ่ง ๆ แล้วสังเกตดูจริง ๆ จะเห็นว่ามันไม่ใช่คำถามเล่น ๆ เลย

เสียงเครื่องยนต์ทำหน้าที่ของมันเฉย ๆ มันดังของมันแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนเราจะขึ้นเครื่อง และจะดังแบบนี้ต่อไปไม่ว่าเราจะหงุดหงิดหรือไม่หงุดหงิด มันไม่ได้ตั้งใจมาก่อกวนใคร

ส่วนที่วิ่งเข้าไปหาเสียง ผลักมันบ้าง ต่อต้านมันบ้าง อยากให้มันหายไปบ้าง นั่นคือใจของเราเอง

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทเกี่ยวกับจิตว่า

จิตนี้ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก ผู้มีปัญญาย่อมทำจิตให้ตรงได้ ดุจช่างศรดัดลูกศรให้ตรง

ช่างศรไม่ได้ทำให้ป่าที่มีลมพัดสงบลง เขาแค่ค่อย ๆ ดัดลูกศรในมือให้ตรงขึ้นทีละนิด เสียงเครื่องยนต์ก็เหมือนลมในป่า มันจะพัดของมันต่อไป สิ่งที่พอทำได้คือดัดใจตัวเองไม่ให้ดิ้นตามลมนั้นไปทุกครั้ง

ไม่ได้แปลว่าต้องทำให้เสียงเงียบลง และไม่ได้แปลว่าต้องฝืนใจไม่ให้รำคาญ แค่เห็นว่าเสียงเป็นเสียง ใจที่รำคาญเป็นอีกส่วนหนึ่งที่แยกออกจากกันได้

พอแยกออกจากกันได้ เสียงก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม แต่มันไม่ได้ลากใจเราไปด้วยทุกครั้งอีกต่อไป

พัดลมตัวเก่าที่บ้าน

ลองนึกถึงพัดลมตัวเก่าที่ตั้งอยู่มุมห้องนอนมานานหลายปี

ตอนซื้อมาใหม่ ๆ เสียงมอเตอร์ของมันดังจนนอนไม่หลับอยู่หลายคืน ต้องปิดแล้วนอนร้อนแทน แต่ผ่านไปสักพัก เราเริ่มเปิดมันทุกคืนโดยไม่รู้สึกอะไร บางคืนถ้าลืมเปิด กลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง

พัดลมตัวเดิม เสียงเดิมเป๊ะ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด สิ่งที่เปลี่ยนคือใจของเราที่เลิกวิ่งเข้าไปจับเสียงนั้นทุกครั้งที่ได้ยิน

เสียงเครื่องยนต์บนเครื่องบินก็เป็นแบบเดียวกัน มันไม่ได้ต่างจากพัดลมตัวนั้นเลยในแง่ที่มันเป็นเสียงต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่มีจังหวะเปลี่ยน สิ่งที่ทำให้มันรู้สึกทนไม่ได้ในคืนแรก ไม่ใช่ความดังของมัน แต่เป็นความใหม่ของมันต่างหาก

ใจคนเรามักตื่นเต้นกับของใหม่ ไม่ว่าจะเป็นของใหม่ที่ชอบหรือของใหม่ที่ไม่ชอบ พอผ่านไปสักพัก ถ้าไม่ไปวิ่งตามมันซ้ำ ๆ มันจะค่อย ๆ กลายเป็นพื้นหลังไปเอง เหมือนพัดลมตัวนั้น

คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะทำยังไงให้เสียงเครื่องยนต์เงียบลง แต่เป็นว่าจะวางใจกับมันแบบพัดลมตัวเก่าได้ยังไง ตั้งแต่คืนแรกเลย ไม่ต้องรอให้ผ่านไปหลายปีก่อน

เอาไปนั่งบนเบาะแคบ ๆ ยังไงได้บ้าง

สิ่งแรกที่ทำได้เลยคือเลิกหาท่านั่งแบบในห้องพระ ไม่ต้องขัดสมาธิ ไม่ต้องนั่งหลังตรงแบบสวยงาม แค่พิงพนักเบาะ วางมือบนตัก หลับตาหรือหรี่ตาลงครึ่งหนึ่งก็ได้ ถ้าเกร็งตัวพยายามนั่งท่าที่ถูกต้องเป๊ะ ๆ ในที่แคบขนาดนี้ ใจจะยิ่งเหนื่อยกับท่านั่งจนไม่เหลือแรงไปดูลมหายใจ

จากนั้นให้เอาเสียงเครื่องยนต์นั่นแหละเป็นตัวช่วย แทนที่จะพยายามผลักมันออกไปหรือแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ให้ฟังมันเต็ม ๆ สักสิบวินาที ฟังจนรู้ว่ามันเป็นเสียงเดียว ยาว ต่อเนื่อง ไม่มีจังหวะขึ้นลงแบบเสียงพูด แล้วค่อยขยับความสนใจจากเสียงนั้นมาที่ลมหายใจของตัวเอง เหมือนเปลี่ยนช่องวิทยุ ไม่ใช่ปิดวิทยุ

ลมหายใจตอนอยู่บนเครื่องมักตื้นกว่าปกติ เพราะที่นั่งจำกัดพื้นที่ท้อง ไม่ต้องฝืนหายใจลึกให้เหมือนตอนนั่งที่บ้าน แค่รู้สึกว่าลมกำลังผ่านจมูกเข้าไปเย็น ๆ แล้วออกมาอุ่น ๆ นับหนึ่งถึงสิบไปเรื่อย ๆ พอหลงไปคิดเรื่องงานหรือเรื่องที่บ้าน ก็แค่กลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่ต้องตำหนิตัวเองว่าทำไมหลุด เพราะการหลุดแล้วรู้ตัวว่าหลุดนั่นแหละคือส่วนสำคัญของการฝึก ไม่ใช่ตัวบั่นทอน

ระหว่างนั่ง ถ้ามีคนเดินผ่านไปเข้าห้องน้ำ มีเสียงรถเข็นเสิร์ฟน้ำมากระทบ หรือเครื่องสั่นเพราะหลุมอากาศ ให้ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไปเหมือนเสียงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลืมตาดูทุกครั้งที่มีอะไรมากระทบ เพราะทุกอย่างบนเครื่องบินเป็นแบบนี้อยู่แล้ว มันมาแล้วมันก็ไป ไม่มีอะไรอยู่ค้างนาน

และถ้านั่งไปสักพักแล้วรู้สึกอึดอัดตัวจริง ๆ ขาชา หลังเมื่อย ให้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาก่อน ไม่ต้องฝืนนั่งต่อจนทรมาน การนั่งสมาธิบนเครื่องบินไม่ได้มีไว้ให้นั่งนานที่สุด แต่มีไว้ให้ใจได้พักจากการดิ้นรนสักพักหนึ่ง แม้จะแค่สิบนาทีก็นับ

อีกอย่างที่ทำได้ระหว่างนั่งคือ แผ่ใจให้คนรอบตัวสักครู่ก่อนเริ่มดูลมหายใจ นึกถึงคนข้าง ๆ ที่กำลังหลับ นึกถึงพนักงานต้อนรับที่เดินเสิร์ฟของทั้งคืนโดยยังไม่ได้พัก นึกถึงนักบินที่ยังตื่นอยู่ในห้องนักบิน แล้วตั้งใจสั้น ๆ ว่าขอให้ทุกคนบนเครื่องลำนี้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ใจที่เปิดออกไปหาคนอื่นแบบนี้ มักทำให้ความอึดอัดในที่แคบเบาลงไปเองโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้จดจ่ออยู่กับความลำบากของตัวเองเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ลองสังเกตด้วยว่า ก่อนนั่งสมาธิ ใจเรามักยุ่งอยู่กับการนับเวลาที่เหลือ อีกกี่ชั่วโมงจะถึง อีกกี่ชั่วโมงจะได้นอนที่บ้าน การนับแบบนั้นทำให้เวลาที่เหลือรู้สึกยาวขึ้นทุกครั้งที่นับ แต่พอใจอยู่กับลมหายใจแทน เวลาจะไม่ได้ถูกนับ มันแค่ไหลผ่านไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ได้ยืนเฝ้ามันอยู่ตรงข้างหน้า

ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากคืนบนเครื่องบินคืนนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ

  • เสียงเครื่องยนต์เป็นแค่เสียง ส่วนที่รำคาญเป็นใจของเราเองที่แยกออกมาดูได้
  • ไม่ต้องหาท่านั่งที่สมบูรณ์แบบ พิงเบาะแล้วเริ่มที่ลมหายใจได้เลย
  • หลุดจากลมหายใจแล้วรู้ตัวว่าหลุด คือส่วนหนึ่งของการฝึก ไม่ใช่ความล้มเหลว

ถึงจุดหมายแล้วเสียงก็หายไปเอง

อีกไม่กี่ชั่วโมงเครื่องจะลดระดับ เสียงเครื่องยนต์จะเปลี่ยนโทน แล้วก็จะเงียบลงเองตอนเครื่องจอดที่ประตูขึ้นเครื่อง

เสียงที่ดังอยู่ตลอดทางไม่เคยอยู่กับเราตลอดไปสักครั้ง มันมาตามเที่ยวบิน แล้วก็จบไปพร้อมเที่ยวบิน

ใจที่ฝึกอยู่กับมันคืนนี้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องทำให้สงบสมบูรณ์ก่อนเครื่องลง แค่นั่งอยู่กับมันได้บ้าง เห็นมันดิ้นบ้าง กลับมาบ้าง ก็พอสำหรับเที่ยวบินนี้แล้ว

ถึงบ้านเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันใหม่ ที่นั่นก็มีเสียงของมันเองอีกแบบหนึ่งรออยู่เหมือนกัน