ท่านั่งสมาธิที่ถูกต้อง: นั่งอย่างไรไม่ปวด
สิบนาทีแรกนั่งได้ดีมาก หลังตรง ขาขัดสมาธิเรียบร้อย เหมือนในคลิปที่ดูมา
นาทีที่สิบเอ็ด หลังเริ่มปวดร้าวขึ้นมาที่บั้นเอว
นาทีที่สิบสาม ขาข้างที่ทับอยู่ด้านล่างเริ่มชา
นาทีที่สิบห้า ใจไม่ได้อยู่กับลมหายใจอีกแล้ว อยู่กับคำถามว่าจะทนต่อไปได้อีกกี่นาที
สุดท้ายก็ขยับตัว เปลี่ยนท่า ถอนหายใจ แล้วคิดในใจว่า บางทีเราอาจจะไม่เหมาะกับการนั่งสมาธิ ร่างกายเราอาจจะไม่ได้ถูกสร้างมาให้นั่งแบบพระ
เราเลื่อนโทรศัพท์หาคลิปสอนนั่งสมาธิเพิ่มอีกสองสามคลิป ทุกคลิปมีคนนั่งนิ่งเหมือนไม่มีอะไรกวนใจเลย หลังตรงตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้าย ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขา
เราเลยสงสัยว่าตัวเองผิดปกติตรงไหน ทำไมคนอื่นถึงนั่งได้ ในขณะที่เราแค่ยี่สิบนาทีก็แทบทนไม่ไหว
ร่างกายไม่ได้ผิด แต่ใจกำลังแข็งอยู่
ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าร่างกายใครนั่งขัดสมาธิได้นานกว่าใคร
หลายคนที่เลิกนั่งสมาธิไปตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ได้เลิกเพราะใจไม่สงบ แต่เลิกเพราะปวดจนนั่งต่อไม่ไหว แล้วตีความไปเองว่าความปวดนั้นคือสัญญาณว่าตัวเองไม่มีทางทำได้
ลองสังเกตดูตอนที่ปวดหลังจนทนไม่ไหว จะพบว่าไหล่เราไม่ได้ตกลงตามธรรมชาติ แต่ยกเกร็งขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ท้องแขม่วเข้า กรามกัดแน่น มือที่วางบนตักก็กำอยู่ลึก ๆ
เราไม่ได้แค่นั่ง เรากำลัง "พยายามนั่งให้ถูก" อยู่ตลอดเวลา
ภาพของคนนั่งสมาธิที่เราเคยเห็น มักเป็นภาพพระนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น หลังตรงเป๊ะ ไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว เราเลยเผลอเอาภาพนั้นมาเป็นเป้าหมาย แล้วพยายามทำร่างกายของเราให้เหมือนภาพนั้นตั้งแต่นาทีแรก
ทั้งที่ภาพนิ่งแบบนั้น เป็นผลลัพธ์ของการฝึกมาเป็นปี ไม่ใช่ท่าเริ่มต้น
ยิ่งพยายามนิ่งให้เหมือนภาพในหัว กล้ามเนื้อยิ่งเกร็งเพื่อ "คุม" ร่างกายให้อยู่นิ่ง และกล้ามเนื้อที่เกร็งค้างไว้นานเกินสิบนาที ก็ปวดเป็นธรรมดา ไม่ว่าร่างกายใครก็ตาม
เรื่องนี้ไม่มีใครเคยบอกเราตั้งแต่แรก เพราะภาพที่เราเห็นมักตัดตอนมาแค่ตอนที่นั่งได้นิ่งแล้ว ไม่มีใครถ่ายภาพตอนที่ครูบาอาจารย์ท่านหัดนั่งวันแรก ๆ ให้เราดู
เรื่องพิณของพระโสณะ
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพระรูปหนึ่งชื่อโสณะ
ท่านตั้งใจปฏิบัติมาก จนเดินจงกรมเท้าแตกเลือดไหล นั่งสมาธิก็เกร็งสุดกำลัง เพราะอยากให้ใจสงบเร็ว ๆ แต่ยิ่งพยายามหนักเท่าไหร่ ใจก็ยิ่งฟุ้งซ่าน ทำจนท้อ ถึงขั้นคิดจะเลิกปฏิบัติแล้วหันไปทำบุญด้วยวิธีอื่นแทน
พระพุทธเจ้าทราบเรื่องจึงเสด็จไปหาท่าน แล้วถามคำถามหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเลยสักนิด ท่านถามว่า ตอนเป็นฆราวาส โสณะเคยดีดพิณเป็นไหม
โสณะตอบว่าเคย
พระพุทธเจ้าถามต่อว่า ถ้าขึงสายพิณตึงเกินไป เสียงจะไพเราะไหม
โสณะตอบว่าไม่ สายจะขาด
ท่านถามอีกว่า ถ้าปล่อยสายพิณให้หย่อนเกินไปล่ะ
โสณะตอบว่าก็ไม่ไพเราะเหมือนกัน เสียงจะแหบเบา ไม่มีกำลัง
พระพุทธเจ้าจึงสรุปให้ฟังสั้น ๆ ว่าความเพียรก็เช่นเดียวกับสายพิณนั้น
ความเพียรที่จัดจ้านเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าลองแทนคำว่า "ความเพียร" ด้วยคำว่า "ท่านั่ง" เรื่องราวจะไม่ต่างกันเลย พระโสณะพยายามเดินจงกรมจนเท้าแตก เพราะคิดว่ายิ่งทรมานร่างกายมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงว่าตั้งใจมากเท่านั้น เราเองก็เช่นกัน บางทีเราฝืนนั่งท่าที่ปวดต่อไปเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าการทนเจ็บคือหลักฐานของความตั้งใจ ทั้งที่พระพุทธเจ้าเองเป็นผู้บอกตรง ๆ ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเลย
เรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงท่านั่งโดยตรง แต่ท่านั่งก็เป็นเรื่องเดียวกับสายพิณ
หลังที่ตั้งตรงจนแข็งเป็นไม้ ก็เหมือนสายพิณที่ขึงตึงเกินไป ส่วนหลังที่งอลงจนหลังค่อม ก็เหมือนสายพิณที่หย่อนจนไม่มีเสียง ท่านั่งที่ใช้งานได้จริงอยู่ระหว่างสองข้างนี้ ตรงพอที่จะตั้งอยู่ได้ และผ่อนพอที่จะไม่ต้องออกแรงประคองตลอดเวลา
ซ้อนชามให้ตรง ไม่ใช่ยึดชามให้แน่น
ลองนึกถึงตอนเก็บชามขึ้นชั้นหลังล้างเสร็จ
ถ้าซ้อนชามแต่ละใบให้ตรงกึ่งกลางกันจริง ๆ ชามทั้งกองจะตั้งอยู่ได้เอง ไม่ต้องมีอะไรมายึด ต่อให้ซ้อนสิบใบก็ยังนิ่ง
แต่ถ้าวางเบี้ยวไปนิดเดียว ใบบนไม่ตรงกับใบล่าง กองชามจะเอียง แล้วเราจะต้องเอามือมาประคองไว้ตลอดไม่ให้ล้ม มือที่ประคองอยู่นั้นเมื่อยเร็วมาก เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานแทนแรงโน้มถ่วง
หลังของเราก็เหมือนกองชามนั้น
กระดูกสันหลังมีแนวของมันอยู่แล้ว ถ้าปล่อยให้ศีรษะ คอ และหลังเรียงตัวตรงกันตามแนวธรรมชาติ น้ำหนักตัวจะถ่ายลงเป็นเส้นตรงไปที่สะโพก กระดูกรับน้ำหนักเอง กล้ามเนื้อแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย
ส่วนคอกับศีรษะก็เป็นเหมือนชามใบบนสุดของกองเดียวกัน ถ้าเราก้มหน้ามองพื้นหรือเงยหน้าขึ้นเพดาน คอจะเอียงออกจากแนว และต้องใช้กล้ามเนื้อคอรั้งไว้ไม่ให้ศีรษะตกไปข้างหน้า ลองปล่อยให้คางขนานกับพื้นเบา ๆ เหมือนมีเชือกล่องหนดึงกลางกระหม่อมขึ้นไปตรง ๆ นิดเดียวก็พอ ไม่ต้องดึงแรงจนคอแข็ง
แต่ถ้าเราก้มคอมาดูโทรศัพท์มาทั้งวัน แล้วมานั่งสมาธิโดยยังค้างคอไว้แบบนั้น หรือพยายามยืดตัวจนหลังแข็งเกินไป กล้ามเนื้อหลังก็ต้องทำหน้าที่แทนกระดูก เหมือนมือที่ต้องประคองกองชามที่เอียงอยู่ตลอดเวลา
อาการปวดหลังตอนนั่งสมาธิ หลายครั้งจึงไม่ได้แปลว่าร่างกายเราไม่แข็งแรงพอ แต่แปลว่าตอนนี้กล้ามเนื้อกำลังทำงานแทนกระดูกอยู่ และงานนั้นมันหนักเกินกว่าจะทำได้นานเกินสิบนาที
นั่งแบบไหนถึงจะนั่งได้นาน
เรื่องแรกที่ลองปรับได้เลยคือท่าขา ไม่จำเป็นต้องขัดสมาธิเพชรแบบในภาพวาด ถ้าสะโพกไม่นิ่มพอ ให้นั่งขัดสมาธิธรรมดา วางเท้าข้างหนึ่งไว้บนขาอีกข้าง หรือถ้ายังไม่สบาย จะนั่งแบบเท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้นไปเลยก็ได้ ไม่มีใครมานับว่าขาไขว้แบบไหนถึงจะนับเป็นสมาธิจริง เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น
สำหรับใครที่เข่าไม่ไหวจริง ๆ จะนั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ไม่ถือว่าผิดกติกาอะไร นั่งให้ก้นชิดพนักพิง เท้าสองข้างวางราบกับพื้นเต็มฝ่าเท้า หลังตั้งตรงโดยไม่ต้องพิงพนัก ปล่อยให้กระดูกสะโพกรับน้ำหนักเหมือนตอนนั่งกับพื้น หลักการเดียวกันหมด แค่เปลี่ยนที่รองรับเท่านั้นเอง
ที่ช่วยได้มากสำหรับคนนั่งพื้นคือการรองก้น ลองเอาหมอนหรือผ้าห่มพับหนา ๆ วางรองใต้ก้นให้สะโพกสูงกว่าเข่าเล็กน้อย พอสะโพกสูงขึ้น หลังจะตั้งตรงได้เองโดยไม่ต้องออกแรงดึงขึ้น เหมือนตั้งกองชามบนพื้นที่เอียงเล็กน้อยไปทางสะโพก มันจะตรงง่ายกว่าพื้นราบเสียอีก
ส่วนหลัง ให้ลองยืดตัวขึ้นแรง ๆ ครั้งเดียวตอนเริ่มนั่ง แล้วค่อยผ่อนลงมาอีกนิดหนึ่งจากจุดที่ตึงที่สุด จุดที่ผ่อนลงมานั้นแหละคือท่าที่จะนั่งได้นาน เพราะจุดที่ตึงสุดคือจุดที่กล้ามเนื้อต้องออกแรงเกร็งอยู่ตลอดเวลา
ไหล่ให้ลองยกขึ้นสูง ๆ ค้างไว้สักสามวินาที แล้วปล่อยตกลงมาตามน้ำหนักของมันเอง ไหล่ที่ตกลงมาแบบนี้คือไหล่ที่ผ่อนคลายจริง ไม่ใช่ไหล่ที่พยายามกดลงเอง เพราะการพยายามกดไหล่ลงก็เป็นการเกร็งอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน
มือจะวางบนตักหรือวางบนเข่าก็ได้ทั้งคู่ ให้เลือกท่าที่มือไม่ต้องยกค้าง เพราะมือที่ยกค้างจะไปดึงไหล่ให้เกร็งตามอีกที
ใบหน้าก็มีส่วนเหมือนกัน ลองผ่อนกรามให้ฟันบนล่างแยกออกจากกันเล็กน้อย ปล่อยลิ้นแตะเพดานปากเบา ๆ และหลับตาลงโดยไม่ต้องบีบเปลือกตา ใบหน้าที่ผ่อนคลายมักทำให้ไหล่และคอผ่อนตามไปด้วย เพราะกล้ามเนื้อส่วนนี้เชื่อมโยงกันอยู่
ถ้านั่งไปสักพักแล้วเริ่มปวดหรือชา ให้ขยับได้เลย ไม่ต้องฝืน การขยับตัวเบา ๆ ระหว่างนั่งสมาธิไม่ได้ทำให้สมาธิเสีย มันแค่ทำให้ร่างกายพร้อมนั่งต่อได้อีกสักพัก สิ่งที่ทำให้สมาธิเสียจริง ๆ คือใจที่หนีไปกังวลเรื่องอื่นต่างหาก
เรื่องเวลาก็สำคัญไม่แพ้ท่านั่ง คนที่เพิ่งเริ่มมักตั้งเป้าไว้สูง เช่นนั่งให้ได้ครึ่งชั่วโมงตั้งแต่วันแรก แล้วก็ปวดจนเข็ดไปอีกหลายวัน ลองเริ่มจากห้านาทีก่อน นั่งให้ได้ทุกวัน ห้านาทีที่นั่งสบายทุกวัน มีค่ากว่าครึ่งชั่วโมงที่นั่งทรมานแล้วเลิกไปเลยไม่กลับมานั่งอีก
ถ้าจำอะไรไปปรับตอนนั่งครั้งหน้าไม่ไหว ลองจำแค่นี้พอ
- รองก้นให้สะโพกสูงกว่าเข่าเล็กน้อย
- ยืดหลังแรง ๆ ครั้งเดียวตอนเริ่มนั่ง แล้วผ่อนลงมาอีกนิดจากจุดที่ตึงที่สุด
- ปล่อยไหล่ตกลงมาตามน้ำหนักของมันเอง ไม่ต้องกดเอง
นั่งไม่สวยก็นั่งได้
ท่านั่งสมาธิที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช่ท่าที่ดูเหมือนภาพในหนังสือ
แต่เป็นท่าที่ทำให้เรานั่งอยู่กับลมหายใจได้นานพอ โดยไม่ต้องเอาแรงทั้งหมดไปทุ่มกับการฝืนร่างกาย
ครูบาอาจารย์หลายท่านที่เราเห็นในภาพนิ่ง กว่าจะนั่งได้นิ่งขนาดนั้น ท่านก็ผ่านวันที่ปวดหลัง ปวดขา ต้องขยับตัวมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน ภาพนิ่งที่เราเห็นเป็นผลลัพธ์ของการฝึกมานาน ไม่ใช่จุดเริ่มต้น
บางวันอาจจะนั่งขัดสมาธิได้ตัวตรงสวยงาม บางวันอาจจะต้องพิงผนัง หรือนั่งบนเก้าอี้ก็ได้เหมือนกัน ร่างกายแต่ละวันไม่เหมือนกัน ท่านั่งก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกครั้ง
ลองนั่งดูอีกครั้งคืนนี้ ไม่ต้องนั่งให้เหมือนใคร แค่นั่งให้นั่งต่อไปได้ก็พอ
