ทำบุญให้คนตายแบบไหนถึงจะไปถึงเขาจริง
สามวันหลังงานฌาปนกิจแม่ ลูกทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะกินข้าวกันที่บ้านเก่า ข้าวยังร้อนอยู่ในหม้อ แต่ไม่มีใครกินได้เต็มคำ
พี่สาวคนโตบอกว่าต้องทำบุญเจ็ดวันให้ครบ นิมนต์พระเก้ารูปมาสวดที่บ้าน แบบที่แม่เคยทำให้ยายตอนยายเสีย
น้องชายคนกลางส่ายหน้า บอกว่าสมัยนี้ไม่ต้องขนาดนั้นแล้ว ทำที่วัดใหญ่ในเมือง ให้เจ้าอาวาสที่คนนับถือเป็นคนนำสวด บุญจะได้แรงกว่า
น้องสาวคนเล็กพูดเบา ๆ ว่าเขาเคยอ่านเจอว่าต้องกรวดน้ำให้ถูกจังหวะ สวดให้ถูกบท ไม่งั้นบุญจะไปไม่ถึง แล้วก็ร้องไห้ออกมากลางโต๊ะ กลัวว่าที่ทำมาทั้งหมดตั้งแต่วันเผาจะไม่ถึงแม่เลยสักนิด
เสียงในห้องดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครยอมใคร ทั้งที่ทุกคนพูดเรื่องเดียวกัน คือรักแม่ และอยากให้แม่ได้รับสิ่งที่ส่งไป
ที่จริงเราไม่ได้ทะเลาะกันเรื่องพิธี
ถ้าฟังดี ๆ ความขัดแย้งรอบโต๊ะนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะนิมนต์พระกี่รูป หรือสวดที่บ้านหรือที่วัด
มันอยู่ที่ความกลัวลึก ๆ ข้างในแต่ละคน ว่าตัวเองอาจทำไม่พอ
ลูกคนโตกลัวว่าถ้าไม่ทำตามที่แม่เคยทำให้ยาย จะเป็นลูกที่ไม่กตัญญู ลูกคนกลางกลัวว่าถ้าทำเล็กเกินไป คนอื่นจะมองว่าครอบครัวนี้ไม่ค่อยเอาใจใส่ ลูกคนเล็กกลัวสิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือกลัวว่าแม่จะรอรับอะไรบางอย่างจากเราอยู่ แล้วไม่มีอะไรไปถึงเขาเลย
ความกลัวแบบนี้ไม่ได้แปลว่าใครผิด มันเป็นความรักที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน พอวางไม่ได้ก็กลายเป็นการเถียงกันว่าใครถูก เพราะการเถียงเรื่องรูปแบบพิธียังพอทำอะไรได้ ในขณะที่ความสูญเสียตัวจริง เราทำอะไรกับมันไม่ได้เลย
หลายบ้านเป็นแบบนี้ ทะเลาะกันหนักที่สุดไม่ใช่ตอนพ่อแม่ยังอยู่ แต่เป็นตอนจัดงานศพ เพราะทุกคนอยากทำให้ดีที่สุดในเวลาที่แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความกลัวนี้ คือความรู้สึกผิดที่ไม่ได้พูดออกมา บางคนนึกถึงวันที่เคยโทรกลับบ้านช้า บางคนนึกถึงคำพูดแรง ๆ ที่เคยพูดใส่แม่ตอนหงุดหงิด แล้วคิดว่าถ้าทำบุญให้ยิ่งใหญ่พอ อาจจะช่วยลบความรู้สึกผิดนั้นได้
พิธีใหญ่จึงไม่ได้แปลว่ารักมากกว่า บางทีมันแค่แปลว่าใจของคนคนนั้นหนักกว่าคนอื่นในตอนนี้ ไม่มีใครในโต๊ะนั้นผิดที่รู้สึกแบบนั้น เพียงแต่ต้องรู้ทันว่ากำลังทำบุญเพื่อแม่ หรือกำลังทำบุญเพื่อให้ใจตัวเองเบาลง สองอย่างนี้ทำไปพร้อมกันได้ ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
พระพุทธเจ้าเคยตอบคำถามนี้ตรง ๆ
มีเรื่องเล่าอยู่ในพระไตรปิฎกที่ตรงกับคำถามนี้มาก พราหมณ์คนหนึ่งชื่อชานุสโสณิ เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พวกพราหมณ์ทำบุญอุทิศให้ญาติที่ตายไปแล้ว แล้วขอให้ทานนั้นไปถึงญาติของตน เรื่องแบบนี้มีจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่ธรรมเนียมที่ทำต่อกันมาเฉย ๆ
พระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่แบบเหมาเข่ง ท่านอธิบายว่า คนที่ตายไปแล้วเกิดใหม่ได้หลายภพหลายภูมิ ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน บุญที่ญาติอุทิศให้จะไม่ถึงเขาโดยตรง เพราะภพภูมิเหล่านั้นมีอาหารและความเป็นอยู่ของตัวเองอยู่แล้ว
แต่ถ้าไปเกิดในภพที่เรียกว่าเปรต ซึ่งเป็นภพที่ยังผูกพันอยู่กับญาติพี่น้อง ยังรอคอยการนึกถึงจากคนข้างหลัง บุญที่อุทิศไปด้วยใจจริงจะถึงเขาได้
ท่านอธิบายด้วยว่า ถึงแม้ผู้ตายจะไม่ได้อยู่ในภพที่รับได้ก็ตาม การทำบุญครั้งนั้นก็ไม่ได้สูญเปล่า เพราะผู้ให้เองได้บุญจากการให้นั้นอยู่แล้ว ไม่มีการทำบุญครั้งไหนที่เสียเปล่าไปจริง ๆ
ในบทสวดที่พระท่านสวดกันตอนงานศพ มีท่อนหนึ่งที่คนไทยได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ที่มา
เปรตทั้งหลายพากันยืนอยู่ภายนอกฝาเรือนบ้าง ยืนอยู่ตามทางสามแพร่งทางสี่แพร่งบ้าง มายืนอยู่ใกล้บานประตูเรือนของตน คอยรับส่วนบุญที่ญาติอุทิศให้
นี่คือใจความจากติโรกุฑฑสูตร บทสวดที่มาพร้อมกับพิธีทำบุญให้คนตายในบ้านเรามาตลอด ท่านไม่ได้บอกให้เรากลัวว่าจะทำผิดขั้นตอน ท่านบอกแค่ว่ามีคนกำลังยืนรออยู่ตรงประตู และสิ่งที่เขารอ ไม่ใช่รูปแบบพิธีที่ถูกต้องเป๊ะ แต่เป็นใจที่ยังนึกถึงเขา
เหมือนโทรศัพท์หาใครสักคนที่เปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว
ลองนึกภาพว่าเราอยากโทรหาญาติที่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดนานแล้ว
ถ้าเรามีเบอร์ที่ถูกต้อง โทรไปเมื่อไหร่เสียงเราก็ไปถึงเขาทันที ไม่ว่าเราจะใช้โทรศัพท์รุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะโทรตอนเช้าหรือตอนเย็น สิ่งที่สำคัญคือเบอร์นั้นยังใช้งานได้ และปลายสายมีคนรับ
แต่ถ้าเขาเปลี่ยนเบอร์ไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ ต่อให้เราโทรด้วยโทรศัพท์ราคาแพงแค่ไหน โทรกี่รอบ พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจแค่ไหน เสียงเราก็ไปไม่ถึงเขาอยู่ดี ไม่ใช่เพราะเราทำอะไรผิด แต่เพราะปลายทางเปลี่ยนไปแล้ว
การทำบุญให้คนตายก็คล้ายกันแบบนี้ เราไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าตอนนี้ท่านอยู่ภพภูมิไหน สิ่งที่เรารู้และทำได้เต็มที่ คือหมุนเบอร์ด้วยใจที่นึกถึงจริง ๆ ตั้งใจอุทิศให้จริง ๆ ส่วนปลายทางจะรับได้หรือไม่ อยู่นอกเหนือที่เราจะไปบังคับ
และเหมือนโทรศัพท์ ต่อให้ปลายทางไม่รับสาย การที่เรายกหูขึ้นมาพูดด้วยความรักก็ยังมีความหมายกับตัวเราเองอยู่ดี ใจที่นึกถึงพ่อแม่ในตอนที่พูดคำอุทิศ ไม่เคยสูญไปไหน มันอยู่กับเราต่อ กลายเป็นความอ่อนโยนที่เราพกไปใช้กับคนที่ยังอยู่ด้วยกันในบ้านนี้
บางคนอาจถามต่อว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านรับหรือไม่รับ จะได้เห็นสัญญาณอะไรสักอย่างไหม ความจริงคือเราอาจไม่มีวันรู้แน่ชัดเลย และนั่นก็ไม่เป็นไร การรอสัญญาณจากอีกฝั่งก่อนถึงจะวางใจได้ เป็นการรอที่ไม่มีวันจบ เพราะโลกหลังความตายไม่ได้ทำงานแบบเดียวกับที่เรารอข้อความตอบกลับ สิ่งที่เราวางใจได้จริง ๆ มีอยู่แค่ใจของเราตอนที่ทำ ว่าซื่อตรงกับความรักที่มีต่อท่านแค่ไหน
แล้วเราควรทำอะไรกันแน่
ทำบุญให้ตรงกับกำลังของบ้าน ไม่จำเป็นต้องนิมนต์พระมากรูปเพื่อให้ดูยิ่งใหญ่ พระหนึ่งรูปที่สวดด้วยใจสงบ ญาติที่นั่งฟังด้วยความตั้งใจ มีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่าพิธีใหญ่ที่จัดเพราะกลัวคนอื่นมอง เงินที่เก็บไว้จากการจัดพิธีเล็กลง เอาไปทำบุญต่อในชื่อท่านได้อีกหลายครั้ง
เวลากรวดน้ำหรืออุทิศส่วนกุศล ให้ทำช้า ๆ ไม่ต้องรีบพูดให้จบประโยค นึกถึงหน้าท่านจริง ๆ ระหว่างที่พูด ใจที่อยู่กับคำพูดตอนนั้นสำคัญกว่าถ้อยคำที่ท่องจำมาได้ถูกทุกคำ คนที่กลัวว่าสวดผิดคำแล้วบุญจะไม่ถึง ลองวางความกลัวนั้นลงดู เพราะสิ่งที่ทำให้บุญถึงไม่ใช่ความถูกต้องของถ้อยคำ แต่เป็นความตั้งใจตอนพูด
อุทิศให้กว้างไว้ ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นภพใดภพหนึ่งเท่านั้น เพราะเราไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าท่านอยู่ตรงไหน การอุทิศแบบกว้างว่าขอให้บุญนี้ถึงท่าน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม เป็นการอุทิศที่ครอบคลุมกว่าการเจาะจงตายตัว และไม่ทำให้เราต้องกังวลว่าเดาภพภูมิผิด
ทำบุญให้สม่ำเสมอดีกว่าทำครั้งเดียวใหญ่โต ทำบุญตักบาตรในเช้าวันที่นึกถึงท่านขึ้นมาเฉย ๆ ทำบุญเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าในวันเกิดของท่าน หรือแค่ให้อาหารคนที่หิวโหยแล้วอุทิศบุญนั้นให้ท่าน สิ่งเหล่านี้ทำได้ตลอดชีวิตของเรา ไม่ต้องรอวันครบรอบเท่านั้น และไม่ต้องรอให้พร้อมเงินก้อนใหญ่ก่อนถึงจะเริ่มทำ
ถ้าพี่น้องเห็นไม่ตรงกันเรื่องรูปแบบ ให้เลือกรูปแบบที่ทำให้ทุกคนในบ้านนั่งอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบ ไม่ใช่รูปแบบที่ทำให้ทะเลาะกัน เพราะความสงบในใจคนที่ยังอยู่ ก็เป็นส่วนหนึ่งของบุญที่อุทิศออกไปเหมือนกัน บ้านที่ลูกหลานนั่งพูดคุยกันด้วยความรักหลังงานศพ มีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าพิธีที่จัดใหญ่โต
และถ้าใครในบ้านยังอยากทำพิธีใหญ่ตามที่เคยเห็นมา ก็ทำได้เช่นกัน ไม่มีข้อห้ามว่าพิธีใหญ่เป็นเรื่องผิด สิ่งที่ต้องระวังมีอยู่ข้อเดียว คืออย่าทำเพราะกลัวคนอื่นนินทา หรือทำเพื่อแข่งกับบ้านไหน เพราะใจที่ทำด้วยความกลัวหรือใจที่ทำด้วยการแข่งขัน ไม่ใช่ใจแบบเดียวกับใจที่คิดถึงท่านจริง ๆ
- ทำบุญเท่าที่กำลังบ้านไหว ไม่ต้องแข่งกับบ้านอื่น อุทิศให้กว้างครอบคลุมทุกภพภูมิ ทำสม่ำเสมอดีกว่าทำครั้งเดียวใหญ่ และเลือกรูปแบบที่ทำให้คนในบ้านสงบร่วมกันได้
กลับมาที่โต๊ะข้าวคืนนั้น
ถ้าลูกทั้งสี่คนได้ยินเรื่องพราหมณ์ที่มาถามพระพุทธเจ้า บางทีคืนนั้นอาจจะเงียบลงกว่านี้
ไม่ใช่เพราะมีคำตอบที่ชัดเจนว่าต้องทำแบบไหนถึงจะถูก แต่เพราะรู้แล้วว่าสิ่งที่แม่รอ อาจไม่ใช่จำนวนพระหรือสถานที่จัดงานเลยสักนิด
ข้าวในหม้อยังอุ่นอยู่ พรุ่งนี้เช้ายังทำบุญกันต่อได้ ไม่ต้องรีบให้จบคืนนี้ และไม่ต้องเถียงกันให้จบด้วยว่าใครถูก
แค่ทุกคนยังนึกถึงท่านอยู่ ก็นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีพอแล้ว
