แผ่เมตตาให้คนที่ทำร้ายเรามากที่สุด ทำได้จริงหรือแค่พูดปาก
ครูสมาธิบอกให้หลับตา แล้วพูดตามที่ท่านนำ
"ขอให้ตัวเรามีความสุข ขอให้คนที่เรารักมีความสุข ขอให้คนที่เราไม่รู้จักมีความสุข"
จนถึงตรงนี้ยังไปได้ดี น้ำเสียงในหัวยังนุ่มอยู่
แล้วท่านก็พูดประโยคต่อไป
"ขอให้คนที่เคยทำร้ายเรามีความสุข"
ในหัวเงียบไปสองสามวินาที ปากยังท่องตามอยู่ แต่ข้างในไม่มีอะไรขยับเลย มีแต่ภาพของคนคนนั้น สีหน้าตอนที่เขาพูดคำนั้นกับเรา และความรู้สึกแน่นในอกที่โผล่ขึ้นมาแทนที่ความสงบ
จบคาบสมาธิ เรานั่งอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ รู้สึกเหมือนเพิ่งโกหกตัวเองไปสิบนาที
พูดออกไปได้ แต่ในใจไม่ไปด้วย
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเราทำสมาธิไม่เป็น
ลองสังเกตดูว่าจริง ๆ แล้วอะไรกันแน่ที่ทำให้พูดคำว่า "ขอให้เขามีความสุข" ไม่ออกจากใจ
ส่วนหนึ่งคือเรากลัวว่า ถ้าเราแผ่เมตตาให้เขาได้ แปลว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่เป็นไรแล้ว แปลว่าเรายกโทษให้ แปลว่าเราต้องกลับไปคุยดีกับเขาเหมือนเดิม
อีกส่วนหนึ่งลึกกว่านั้น เรากลัวว่าถ้าปล่อยความโกรธนี้ไป เราจะเหมือนลืมว่าตัวเองเคยเจ็บ ราวกับความโกรธเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเจ็บจริง
เพราะฉะนั้นเรากอดมันไว้ ไม่ใช่เพราะอยากเจ็บ แต่เพราะกลัวว่าถ้าวางมันลง จะเหมือนไม่มีใครรับรู้ว่าเราเคยเจ็บแค่ไหน
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือความรู้สึกว่าถ้าเราแผ่เมตตาให้เขาได้จริง ๆ แปลว่าเราต้องเป็นคนใจดีเกินไป เป็นคนที่ปล่อยให้ใครมาทำอะไรกับเราก็ได้โดยไม่มีปฏิกิริยา ความกลัวข้อนี้ทำให้บางคนถึงกับต่อต้านการฝึกแผ่เมตตาไปเลย เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนกำลังฝึกให้ตัวเองอ่อนแอลง
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ติดอยู่ตอนฝึกแผ่เมตตาให้คนที่ทำร้ายเรามากที่สุด ไม่ใช่เพราะใจร้าย แต่เพราะเข้าใจคำว่าเมตตาผิดไปตั้งแต่แรก
เมตตาไม่ใช่การบอกว่าเขาถูก
ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุเรื่องความอดทนขั้นสุด ในพระสูตรที่ว่าด้วยอุปมาเลื่อย
ท่านบอกว่า ต่อให้มีโจรใช้เลื่อยสองคนจับตัวไป เลื่อยแขนเลื่อยขาทีละท่อน ถ้าภิกษุรูปใดยังคิดร้ายต่อโจรพวกนั้นอยู่ ภิกษุรูปนั้นก็ยังไม่ชื่อว่าทำตามคำสอนของท่าน
ฟังดูโหดร้ายมากถ้าอ่านผิวเผิน เหมือนท่านกำลังบอกให้เรายอมให้ใครทำร้ายเราแล้วยิ้มรับ
แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป ท่านไม่ได้พูดถึงสิ่งที่โจรทำเลยสักคำ ท่านไม่ได้บอกว่าการเลื่อยแขนเลื่อยขานั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ท่านพูดถึงสิ่งเดียวเท่านั้น คือใจของคนที่โดนทำ ว่าจะปล่อยให้ใจตัวเองแปดเปื้อนไปด้วยหรือเปล่า
เมตตาที่ท่านสอนไม่เคยแปลว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้นถูกต้อง ไม่เคยแปลว่าต้องกลับไปหาเขา ไม่เคยแปลว่าต้องลืม
เมตตาแปลว่า เราเลือกที่จะไม่ให้ใจของเราเองกลายเป็นอาวุธที่ทิ่มแทงตัวเราซ้ำทุกคืน
พระพุทธเจ้ายังตรัสไว้ในธรรมบทอีกบทหนึ่งว่า
ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า
"ไม่จองเวร" ในที่นี้ไม่ใช่คำสั่งให้หยุดเจ็บ แต่เป็นการชี้ว่า ถ้าเราตอบความเจ็บด้วยความเกลียด เราแค่ต่อไฟกองเดิมให้ลุกเป็นอีกกอง ไฟกองนั้นไม่ได้ไหม้เขาคนเดียว มันไหม้เราด้วยทุกคืน
ส่วนคำว่าเมตตาที่แท้จริง ในกรณียเมตตสูตรมีบทหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า
มารดาถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิต ฉันใด บุคคลพึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น
น่าสังเกตว่าท่านไม่ได้บอกให้เริ่มฝึกเมตตากับคนที่ทำร้ายเรามากที่สุดก่อน ท่านพูดถึงเมตตาที่แผ่ออกไปอย่างกว้างขวางไม่มีประมาณ ซึ่งต้องมีจุดเริ่มต้น และจุดเริ่มต้นนั้นไม่เคยเป็นคนที่ยากที่สุด
ถ่านที่ยังร้อนอยู่ในมือ
ลองนึกภาพว่าเรากำลังโกรธใครสักคนมาก มากจนอยากทำร้ายเขากลับ
ในมือเรามีถ่านที่คุอยู่ก้อนหนึ่ง เราหยิบมันขึ้นมาเพื่อจะขว้างใส่เขา
แต่ก่อนที่ถ่านจะถึงตัวเขา มันไหม้ฝ่ามือเราไปก่อนแล้ว ทุกครั้งที่เรากำมันแน่นขึ้นเพื่อเตรียมขว้าง เราไหม้เพิ่มอีกนิด เขาอาจจะรู้สึกร้อนบ้างถ้าถ่านนั้นไปถึงตัวเขาจริง ๆ แต่มือที่พองที่สุดคือมือของเรา
แผ่เมตตาไม่ใช่การเอาน้ำไปรดที่ตัวเขา แผ่เมตตาคือการวางถ่านก้อนนั้นลงจากมือเราเอง
วางไม่ได้แปลว่ายกให้เขาไปฟรี ๆ วางไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ถ่านก้อนนั้นยังมีอยู่ตรงพื้น เราแค่ไม่ต้องกำมันไว้ในมือเราอีกต่อไป
และการวางถ่านก็ไม่ได้ทำในครั้งเดียวจบ บางคืนเราวางได้ บางคืนมือเราคว้ามันขึ้นมากำใหม่โดยไม่รู้ตัว นั่นเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เคยถูกทำร้ายจริง ๆ ไม่ใช่ความล้มเหลว
เริ่มจากที่ไหนถึงจะไปถึงตรงนั้นได้จริง
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนที่ฝึกแผ่เมตตาแล้วรู้สึกเหมือนโกหกตัวเอง คือการกระโดดไปแผ่เมตตาให้คนที่ทำร้ายเรามากที่สุดตั้งแต่วันแรก ทั้งที่ในการฝึกแบบดั้งเดิมท่านวางลำดับไว้ชัดเจน ให้เริ่มที่ตัวเราเองก่อนเสมอ
ทุกเช้าหรือก่อนนอนสักห้านาที ลองนั่งเฉย ๆ แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า ขอให้เรามีความสุข ขอให้เราพ้นจากทุกข์ ฟังดูง่ายแต่คนจำนวนมากทำไม่ได้ตั้งแต่ข้อแรกนี้ เพราะไม่เคยชินกับการปรารถนาดีต่อตัวเอง ถ้าข้อนี้ยังฝืดอยู่ ให้อยู่กับข้อนี้ไปก่อน ไม่ต้องรีบไปข้อถัดไป
พอเริ่มพูดกับตัวเองได้โดยไม่ฝืน ค่อยขยับไปหาคนที่เรารักง่าย ๆ อยู่แล้ว เช่นลูกหรือเพื่อนสนิท ให้ความรู้สึกนั้นชัดเจนก่อนจะไปต่อ จากนั้นจึงขยับไปหาคนที่เราเฉย ๆ ด้วย เช่นพนักงานร้านสะดวกซื้อที่เจอทุกเช้าแต่ไม่เคยรู้จักชื่อ ขั้นนี้สำคัญมาก เพราะมันฝึกให้ใจเราแผ่ความปรารถนาดีออกไปโดยไม่มีอารมณ์เก่าเจือปนเลยแม้แต่น้อย
คนที่ทำร้ายเรามากที่สุดควรอยู่ท้ายสุดของลำดับนี้เสมอ ไม่ใช่เพราะเขาไม่สำคัญ แต่เพราะใจต้องมีแรงสะสมมาพอสมควรก่อนถึงจะยกของหนักได้ เหมือนจะยกของหนักต้องฝึกแขนด้วยของเบาก่อน ไม่มีใครยกของหนักได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าฟิตเนส
เวลาถึงขั้นนี้จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า "ขอให้เขามีความสุข" ถ้าคำนั้นยังฝืนเกินไป ลองเปลี่ยนเป็นคำที่ใจรับได้มากกว่า เช่น ขอให้เขาพ้นจากความทุกข์ที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น หรือแค่ ขอให้เรื่องนี้เบาลงในใจเรา คำพูดไม่จำเป็นต้องสวยงามตามตำรา ขอแค่ใจไม่ต่อต้านคำพูดของตัวเองเท่านั้นก็พอ
ถ้าพูดไปแล้วรู้สึกแน่นในอก ให้หยุดพูดแล้วกลับมาสังเกตความแน่นนั้นแทน ไม่ต้องรีบไล่มันไป แค่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนของร่างกาย อยู่กับมันสักครู่ด้วยลมหายใจเข้าออกช้า ๆ แล้วค่อยกลับไปที่คำพูดใหม่อีกครั้งเมื่อพร้อม การฝึกแผ่เมตตาที่แท้จริงไม่ใช่การพูดให้จบประโยคให้ได้ แต่เป็นการฝึกอยู่กับความรู้สึกจริงที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ผลักไสมันออกไปก่อนเวลา
และถ้าวันไหนพูดคำเหล่านี้แล้วยังรู้สึกเหมือนโกหกตัวเองอยู่ดี ให้ข้ามวันนั้นไปเลยก็ได้ กลับไปแผ่เมตตาให้ตัวเองหรือคนที่รักง่ายกว่าแทน แล้วค่อยกลับมาลองใหม่วันหลัง เมตตาไม่ใช่เส้นตรงที่เดินไปข้างหน้าตลอด บางวันเดินถอยก็ยังนับว่าเดินอยู่
อีกอย่างที่ช่วยได้คือ อย่าฝึกเรื่องนี้ตอนที่เพิ่งเจอเขาหรือเพิ่งคิดถึงเรื่องนั้นสด ๆ ให้เลือกเวลาที่ใจสงบที่สุดของวัน อย่างเช้าตรู่ก่อนโลกจะเริ่มวุ่น เพราะใจที่ยังไม่ถูกกวนจะมีที่ว่างให้ลองสัมผัสความรู้สึกนี้ได้มากกว่าใจที่เพิ่งผ่านศึกมาหมาด ๆ
บางคนถามว่าแล้วต้องฝึกแบบนี้นานแค่ไหนถึงจะรู้สึกอะไรบ้าง คำตอบตรง ๆ คือไม่มีใครบอกจำนวนวันที่แน่นอนได้ เพราะแผลของแต่ละคนลึกไม่เท่ากัน คนที่โดนคนแปลกหน้าพูดจาแรงใส่ กับคนที่โดนคนในครอบครัวทำร้ายมายาวนาน ใช้เวลาไม่เท่ากันแน่นอน สิ่งที่พอวัดได้จริงไม่ใช่ว่าเราแผ่เมตตาให้เขาได้เต็มร้อยหรือยัง แต่คือความแน่นในอกตอนพูดถึงเขา ค่อย ๆ น้อยลงกว่าเดือนก่อนหรือเปล่า ถ้าน้อยลงแม้เพียงนิดเดียว นั่นคือหลักฐานว่าใจกำลังคลายจริง ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู
สิ่งที่พอจะจับไว้ได้จากตรงนี้มีอยู่ไม่กี่อย่าง
- เริ่มที่ตัวเองก่อนเสมอ อย่าข้ามไปหาคนที่ยากที่สุดตั้งแต่วันแรก
- ถ้าคำว่า "ขอให้เขามีความสุข" ยังฝืนใจ เปลี่ยนเป็นคำที่ใจรับได้มากกว่า
- วันไหนแน่นในอก ให้หยุดพูดแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจแทน ไม่ต้องฝืนพูดต่อ
ยังโกรธอยู่ก็ได้
ถ้าคืนนี้นั่งแผ่เมตตาแล้วยังรู้สึกเหมือนคำพูดออกจากปากแต่ไม่ถึงใจ ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
ความโกรธที่ยังอยู่ไม่ได้แปลว่าเราไม่ก้าวหน้าเลย มันอาจแค่แปลว่าถ่านก้อนนั้นยังร้อนอยู่จริง ๆ และร้อนได้ตามธรรมชาติของมัน
วันหนึ่งเมื่อมือเราแข็งแรงขึ้น เราอาจจะวางมันลงได้นานขึ้นอีกนิด นานพอที่จะรู้สึกว่าฝ่ามือเริ่มเย็นลงบ้าง
คืนนี้แค่หยิบมันขึ้นมากำแล้วรู้ตัวว่ากำลังกำมันอยู่ ก็ถือว่าได้เริ่มแล้วเหมือนกัน
