เมตตาภาวนา: แผ่ความรักไปทั่วโลก
แสงเทียนเล่มเล็กวางอยู่ตรงหน้า หลังพนมมือไหว้พระเสร็จ เราหลับตาลง เริ่มบทแผ่เมตตาที่จำขึ้นใจมาหลายปี
"ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์..."
ท่องมาถึงตรงนี้ใจเรานิ่งดี รู้สึกอุ่น ๆ อยู่ในอก
แต่พอถึงท่อน "ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงมีความสุขทั่วหน้ากันเถิด" หน้าคนคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
หน้าของเจ้านายที่เคยพูดจาดูถูกเราต่อหน้าทีมทั้งทีม เมื่อสามเดือนก่อน
ปากยังท่องคำแผ่เมตตาต่อไป แต่ใจกลับหดตัวลง เหมือนมีมือมากั้นไม่ให้คำพวกนั้นไหลผ่านหน้าเขาไปได้
เราลืมตาขึ้น ถอนหายใจ แล้วถามตัวเองว่า เราทำผิดตรงไหน ทำไมแผ่เมตตาให้คนคนเดียวไม่ได้สักที ทั้งที่แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งโลกยังทำได้ง่ายกว่า
คืนนั้นเราเลิกนั่งไปครึ่งทาง เก็บเบาะนั่งสมาธิใส่ตู้ พร้อมความรู้สึกแปลก ๆ ค้างอยู่ในใจ ว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับการแผ่เมตตา
คืนถัดมาเราลองใหม่อีกครั้ง ตั้งใจว่าจะข้ามหน้าเขาไปให้ได้
แต่พอถึงท่อนเดิม หน้าเขาก็โผล่มาอีก คราวนี้พร้อมกับเสียงพูดที่จำได้ทุกคำ เหมือนใจมีปุ่มเปิดอัตโนมัติทุกครั้งที่ท่องมาถึงตรงนั้น
เราเริ่มสงสัยว่า คนที่แผ่เมตตาได้จริง เขาต้องเป็นคนใจดีมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า เพราะดูเหมือนเราจะทำไม่ได้เอาเสียเลย
ความรักที่ท่องได้ กับความรักที่รู้สึกได้
หลายคนเจอเรื่องแบบนี้ตอนเริ่มฝึกเมตตาภาวนา
คำมันท่องง่าย จำง่าย ท่องกี่รอบก็ได้ไม่มีติดขัด
แต่พอถึงเวลาที่ใจต้องรู้สึกจริง ๆ กับคนที่เคยทำร้ายเรา คำเหล่านั้นกลับกลายเป็นแค่เสียงลอย ๆ ผ่านปาก ไม่ได้ลงไปถึงข้างใน
ตรงนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว เป็นเรื่องปกติมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฝึก
เพราะเมตตาไม่ใช่คำพูด เมตตาเป็นความรู้สึก และความรู้สึกบังคับกันไม่ได้ในทันที เหมือนเราบังคับให้ตัวเองหิวข้าวตอนที่เพิ่งกินอิ่มไม่ได้ฉันใด เราก็บังคับให้ใจรักคนที่เพิ่งทำร้ายเราไม่ได้ฉันนั้น
สิ่งที่หลายคนพลาดคือ พยายามข้ามขั้นตอน อยากแผ่เมตตาให้คนยากที่สุดตั้งแต่วันแรก โดยลืมไปว่าใจต้องค่อย ๆ ฝึกขยับ เหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องยืดทีละนิด ไม่ใช่ดึงสุดแรงในครั้งเดียว
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เราเริ่มที่คนยาก ท่านสอนให้เริ่มจากตัวเราเองก่อนเสมอ
หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการแผ่เมตตาให้ตัวเองเป็นขั้นแรก บางคนข้ามไปเลยเพราะรู้สึกว่ามันเห็นแก่ตัว จะรักตัวเองทำไม ควรรีบไปรักคนอื่นให้หมดก่อน
แต่ลองคิดดูดี ๆ คนที่ยังไม่เคยรู้สึกอุ่นใจกับตัวเอง จะเอาความอุ่นนั้นไปให้คนอื่นได้จากตรงไหน
พระพุทธเจ้ามองเรื่องนี้ไว้อย่างไร
เมตตาภาวนาเป็นข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจน โดยเฉพาะในกรณียเมตตสูตร ซึ่งเล่าว่าครั้งหนึ่งพระภิกษุกลุ่มหนึ่งไปปฏิบัติธรรมในป่า แล้วถูกเทวดาประจำป่ารบกวนจนตั้งจิตไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนบทแผ่เมตตานี้ให้ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะเทวดา แต่เพื่อให้ใจของภิกษุเหล่านั้นอ่อนโยนพอที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่รบกวนได้
ในพระสูตรนั้นท่านตรัสไว้ว่า
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด
ในสูตรเดียวกันนั้นท่านยังเปรียบเมตตาที่ควรมีไว้ว่า ต้องกว้างและไม่มีประมาณ เหมือนมารดาที่ยอมสละชีวิตปกป้องบุตรคนเดียวของตน
ท่านไม่ได้บอกให้เรารักทุกคนเท่ากับที่รักลูกตัวเองในวันแรกที่ฝึก ท่านกำลังบอกคุณภาพของเมตตาที่ควรจะเป็นปลายทาง คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่หวังผลตอบแทน ไม่แบ่งว่าคนนี้ควรได้คนนั้นไม่ควรได้
และปลายทางแบบนั้น ไม่มีใครไปถึงได้ในคืนเดียว
สิ่งที่น่าสังเกตในคำสอนเรื่องเมตตาภาวนา คือลำดับที่ท่านวางไว้เสมอ เริ่มที่ตัวเราเองก่อน ต่อด้วยคนที่เรารักอยู่แล้ว ต่อด้วยคนที่เฉย ๆ ด้วยกัน แล้วจึงค่อยไปถึงคนที่เรามีปัญหาด้วย และท้ายสุดคือสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ
ลำดับนี้ไม่ใช่พิธีกรรม เป็นเส้นทางของใจที่ค่อย ๆ ขยายออก เหมือนสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ทุกวันโดยไม่ทันสังเกต
แสงเทียนเล่มแรกในคืนเวียนเทียน
ลองนึกถึงคืนวันสำคัญทางศาสนาที่มีการเวียนเทียนรอบโบสถ์
ทุกคนถือเทียนเล่มเปล่า ยังไม่มีไฟ
มีคนหนึ่งจุดเทียนของตัวเองจากไฟตรงหน้าพระประธานก่อน เปลวไฟเล็ก ๆ นั้นเป็นของเขาคนเดียว
จากนั้นเขาเอียงเทียนของตัวเองไปแตะเทียนของคนข้าง ๆ ไฟก็ลุกขึ้นอีกเล่ม โดยที่เล่มแรกไม่ได้ไฟหายไปเลยสักนิด
คนที่สองแตะไฟให้คนที่สาม คนที่สามแตะให้คนที่สี่ ไล่กันไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายทั้งลานวัดสว่างไปด้วยแสงเทียนนับร้อยเล่ม
เมตตาภาวนาก็ทำงานแบบเดียวกันนี้เป๊ะ
เราจุดไฟที่ตัวเองก่อน คือแผ่เมตตาให้ตัวเราเองให้ติดไฟจริง ๆ ให้รู้สึกอุ่นในอกจริง ๆ ไม่ใช่แค่ท่องผ่าน
พอไฟในตัวเราติดแน่นพอ เราถึงจะมีอะไรไปแตะให้คนถัดไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรารัก คนที่เราไม่รู้จัก หรือคนที่เคยทำร้ายเรา
คนที่พยายามแตะไฟให้คนอื่นทั้งที่เทียนของตัวเองยังไม่ติด จะได้แต่เอาเทียนเปล่าไปเคาะกัน ไม่มีอะไรส่งต่อ
นั่นคือเหตุผลที่คืนนั้นเราแผ่เมตตาให้เจ้านายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราใจร้าย แต่เพราะเทียนของเราเองยังไม่ติดดีพอ
และอีกอย่างที่น่าสังเกตคือ ไฟที่เราส่งต่อให้คนอื่น ไม่ได้ทำให้ไฟของเราน้อยลงเลยสักนิด เทียนเล่มแรกยังสว่างเท่าเดิม ต่อให้จุดให้คนอื่นไปแล้วนับร้อยเล่ม
เมตตาก็เป็นแบบนั้น ยิ่งแผ่ออกไป ใจของคนแผ่ยิ่งไม่พร่อง กลับรู้สึกเต็มขึ้นด้วยซ้ำ ต่างจากความรักบางแบบที่ยิ่งให้ยิ่งรู้สึกหมดแรง
เอาไปใช้ยังไงในชีวิตจริง
การฝึกเมตตาภาวนาไม่ต้องรอเวลาที่สงบที่สุดของวัน และไม่ต้องรอให้ใจนิ่งก่อนถึงจะเริ่มได้
ทุกเช้าก่อนลุกจากที่นอน ขณะที่ยังนอนอยู่ตรงนั้น ลองหลับตาแล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ว่า ขอให้เรามีความสุข ขอให้เราปลอดภัย ขอให้เราสบายกายสบายใจ พูดช้า ๆ สักสามรอบ ให้คำแต่ละคำได้แตะใจจริง ๆ ไม่ใช่พูดเร็วให้จบ ๆ ไป ช่วงแรกอาจรู้สึกแปลก เหมือนพูดกับตัวเองทำไม แต่ตรงนี้แหละคือเทียนเล่มแรกที่ต้องจุดให้ติด
พอทำแบบนี้ได้สักหนึ่งสัปดาห์จนรู้สึกอุ่นในอกได้จริงตอนแผ่ให้ตัวเอง ค่อยขยับไปแผ่ให้คนที่เรารักง่าย ๆ อยู่แล้ว เช่นพ่อแม่หรือลูก นึกหน้าเขาให้ชัด แล้วพูดคำเดิมแทนที่ตัวเราด้วยชื่อเขา ตรงนี้มักทำได้ไม่ยาก เพราะใจเรามีทุนเดิมอยู่แล้ว
จากนั้นค่อยขยับไปแผ่ให้คนที่เราเฉย ๆ ด้วย เช่นคนขายของที่ตลาดที่เราเจอทุกเช้าแต่ไม่เคยคุยกันลึก ๆ หรือเพื่อนร่วมทางบนรถเมล์ที่ไม่รู้จักชื่อ คนกลุ่มนี้สำคัญมาก เพราะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนที่เรารักกับคนที่เรามีปัญหาด้วย ถ้าข้ามขั้นนี้ไปเลย ใจจะกระโดดยากเกินไป
ส่วนคนที่เรามีปัญหาด้วยจริง ๆ อย่างเจ้านายในคืนนั้น ให้เก็บไว้ท้ายสุด และไม่ต้องรีบ บางคนใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะแผ่เมตตาให้คนคนหนึ่งได้โดยใจไม่ต่อต้าน ระหว่างนั้นถ้านึกหน้าเขาแล้วใจยังบีบอยู่ ให้ถอยกลับไปแผ่ให้ตัวเองใหม่ก่อน ไม่ใช่ฝืนต่อ เพราะเมตตาที่ฝืนออกมาไม่ใช่เมตตา เป็นแค่การบังคับใจอีกแบบหนึ่ง
มีวิธีหนึ่งที่ช่วยได้เวลาใจยังบีบอยู่กับคนยาก คือแทนที่จะนึกหน้าเขาตอนกำลังทำร้ายเรา ให้ลองนึกถึงตอนที่เขาเป็นเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง ยังไม่รู้จักใคร ยังไม่มีความโกรธความอยากมาสะสมในใจ ภาพแบบนั้นมักทำให้ใจอ่อนลงได้บ้าง ไม่ใช่เพราะเรากำลังแก้ตัวแทนเขา แต่เพราะมันช่วยให้เราเห็นว่าเขาก็เป็นคนคนหนึ่งที่ทุกข์ร้อนอยู่เหมือนกัน ไม่ต่างจากเรา
หลวงพ่อชาเคยเปรียบเรื่องการฝึกใจไว้ว่า
น้ำที่ไหลเชี่ยวเราไม่อาจเห็นเงาใด ๆ แต่น้ำนิ่งสงบใสสะอาด เรามองเห็นเงาหน้าของเราได้ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อจิตสงบตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมเห็นตนเองและสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน
ใจที่ยังบีบยังต้านอยู่ ก็เหมือนน้ำเชี่ยว มองอะไรก็ไม่ชัด รอให้นิ่งก่อน แล้วค่อยแผ่ต่อ
ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากตรงนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- แผ่เมตตาให้ตัวเองให้ติดไฟจริงก่อนเสมอ ก่อนจะแผ่ให้ใครอื่น
- ไล่ลำดับจากคนที่รักง่าย ไปคนที่เฉย ๆ แล้วค่อยไปคนที่ยาก อย่าข้ามขั้น
- ถ้าใจยังต้านอยู่กับคนคนไหน ให้ถอยกลับมาที่ตัวเองก่อน ไม่ต้องฝืน
คืนต่อไปที่จะลองนั่งอีกครั้ง
ไม่มีใครแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งโลกได้จริงตั้งแต่คืนแรกที่นั่งลง
เทียนที่ยังไม่ติดไฟ ก็ยังเป็นเทียนที่ดีอยู่ แค่ยังไม่ถึงเวลาของมัน
คืนที่แผ่เมตตาให้เจ้านายไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราฝึกผิด แปลว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงจุดที่ควรอยู่พอดี
พรุ่งนี้เช้า ก่อนลุกจากที่นอน อาจจะลองพูดกับตัวเองอีกสักสามประโยคก็ได้ ไม่ต้องรีบไปถึงคนที่ยากที่สุด
แค่ให้เทียนเล่มแรกติดไฟให้มั่นคงขึ้นอีกนิด ก็พอสำหรับวันหนึ่งแล้ว
