มื้อที่กินหมดจานแต่ไม่ได้กินอะไรเลย
เที่ยงวันธรรมดา ในออฟฟิศที่มีเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดดังอยู่ตลอดเวลา
เราซื้อข้าวราดแกงมาวางบนโต๊ะ เปิดจอคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ พร้อมกับเปิดไลน์ที่มีข้อความค้างอยู่ยี่สิบกว่าข้อความ
ช้อนตักเข้าปากไปเรื่อย ๆ มือข้างหนึ่งเลื่อนหน้าจอ ตาอ่านข้อความ ปากเคี้ยว คอกลืน ทำพร้อมกันหมดในเวลาเดียวกัน
จนช้อนตักโดนก้นจานดังกรอบ เราถึงเงยหน้าขึ้นมา
จานเปล่าอยู่ตรงหน้า แต่เราจำไม่ได้เลยว่าแกงที่กินไปเมื่อกี้รสอะไร เผ็ดไหม เค็มไปหรือเปล่า มีผักอะไรอยู่ในนั้นบ้าง
กินหมดจานไปแล้ว โดยไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวัน ไม่ใช่แค่มื้อเที่ยงที่ออฟฟิศ
มื้อเช้าก็กินระหว่างรีบแต่งตัว มื้อเย็นก็กินหน้าทีวีหรือหน้าจอมือถือ บางมื้อกินไปกับดูคลิปที่ไม่ได้อยากดูด้วยซ้ำ แค่เปิดผ่าน ๆ ไปเพราะความเงียบมันน่ากลัวกว่า
ร่างกายอิ่มแล้ว ท้องไม่หิวแล้ว แต่ใจเหมือนยังไม่ได้กินอะไรเลยสักมื้อ
ตอนที่ปากกินอยู่ ใจไปอยู่ที่ไหน
ลองสังเกตดูดี ๆ ตอนที่เรากินข้าวแล้วรู้สึกว่ากินไม่อร่อยเหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะฝีมือคนทำเปลี่ยนไป
ใจเราไม่ได้อยู่ที่ปากตัวเอง
บางทีใจไปอยู่ที่งานที่ยังทำไม่เสร็จ บางทีไปอยู่ที่ประโยคที่เพิ่งเถียงกับใครสักคนเมื่อเช้า บางทีไปอยู่ที่ข้อความที่ยังไม่ได้ตอบ หรือเรื่องพรุ่งนี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ
ปากเคี้ยวไปตามหน้าที่ของมัน มือตักไปตามความเคยชิน แต่ตัวที่ควรจะรู้ว่ากำลังกินอะไรอยู่ ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย
เด็กเล็ก ๆ กินข้าวช้ากว่าเราหลายเท่า ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีอะไรต้องรีบ แต่เพราะตอนนั้นในหัวเขายังไม่มีเรื่องให้คิดพร้อมกันหลายอย่างขนาดนี้ เขาเลยได้อยู่กับคำข้าวในปากแบบเต็ม ๆ
พอโตขึ้น หัวเรามีเรื่องให้คิดพร้อมกันตลอดเวลา มื้ออาหารเลยกลายเป็นแค่ช่วงเวลาที่ร่างกายเติมพลังงาน ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใจได้พักเหมือนตอนเด็ก ๆ อีกต่อไป
ที่น่าแปลกคือ เราไม่ได้เลือกให้เป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ ไม่มีใครตั้งใจกินข้าวแบบไม่รู้รส มันแค่ค่อย ๆ กลายเป็นแบบนั้นไปเอง วันละนิด จนวันหนึ่งกลายเป็นความเคยชินที่ไม่รู้ตัวว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่
พระพุทธเจ้ามองเรื่องกินไว้อย่างไร
เรื่องการกินไม่ใช่เรื่องเล็กในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ในมหาสติปัฏฐานสูตร ท่านพูดถึงการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในกิจวัตรประจำวัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตอนนั่งหลับตาทำสมาธิ แต่รวมไปถึงตอนเดิน ตอนยืน ตอนนั่ง ตอนนอน และตอน "ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม" ด้วยเช่นกัน
พูดง่าย ๆ คือ ตอนที่ช้อนกำลังตักอาหารเข้าปาก ก็เป็นเวลาฝึกสติได้ไม่ต่างจากตอนนั่งหลับตา
พระที่บวชใหม่ทุกรูปจะได้ท่องบทพิจารณาอาหารก่อนฉันทุกมื้อ ใจความว่า
พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหารนี้ ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อความมัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับตกแต่งร่างกาย แต่เพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อบรรเทาความหิวโหย เพื่อให้การประพฤติปฏิบัติดำเนินต่อไปได้
ท่านไม่ได้บอกว่าห้ามอร่อย ไม่ได้บอกว่าต้องกินแบบพอประทังชีวิตโดยไม่มีรสชาติ
แต่ท่านชี้ให้เห็นว่า ก่อนจะตักคำแรกเข้าปาก มีจังหวะหนึ่งที่เราหยุดถามตัวเองได้ว่ากำลังกินเพราะอะไร กินเพราะหิว หรือกินเพราะเบื่อ กินเพราะอยากอร่อยไปเรื่อย ๆ จนเกินพอดี
คนที่นั่งสมาธิได้นิ่งดี แต่พอลุกไปกินข้าวแล้วใจฟุ้งกระจายไปคนละทิศ ก็แปลว่าสมาธิที่ฝึกมายังไม่ได้ตามออกมาใช้ในชีวิตจริงนัก
การกินอย่างมีสติจึงไม่ใช่การฝึกแยกต่างหากจากการนั่งสมาธิ แต่เป็นสนามฝึกเดียวกัน เพียงแค่เปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งนิ่ง ๆ มาเป็นการเคี้ยวและกลืน
ในสายปฏิบัติที่เน้นเจริญสติต่อเนื่อง เวลาไปปฏิบัติธรรมตามวัดหรือสำนักปฏิบัติ หลายแห่งจึงให้ฉันอาหารในความเงียบ ไม่คุยกันระหว่างมื้อ ตักทีละคำ วางช้อนทุกครั้งที่เคี้ยว ไม่ใช่เพราะเคร่งครัดเกินเหตุ แต่เพราะมื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่ฝึกสติได้ยาวต่อเนื่องพอ ๆ กับการนั่งสมาธิหนึ่งรอบเลยทีเดียว
แก้วกาแฟข้างจอคอมพิวเตอร์
ลองนึกถึงแก้วกาแฟที่วางอยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์ตอนเช้า
จิบแรกตอนที่ยังร้อนอยู่ เรารู้สึกถึงความหอม ความขมนิด ๆ รู้สึกถึงไอร้อนที่ลอยขึ้นมาแตะจมูก
แล้วเราก็หันไปพิมพ์งานต่อ
จิบต่อมาเป็นจิบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ระหว่างนั้นมือหยิบแก้วขึ้นมาดื่มเองโดยที่หัวไม่ได้สั่ง จนกาแฟเย็นชืดเหลือก้นแก้ว เราถึงรู้สึกตัวว่ามันเย็นไปแล้ว
สิ่งที่หายไปไม่ใช่กาแฟ กาแฟยังอยู่ครบแก้ว หมดไปตามปริมาณที่ดื่มจริง ๆ
สิ่งที่หายไปคือ "การรู้" ว่ากำลังดื่มอยู่ ในทุกจิบที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างจิบแรกกับจิบสุดท้าย
ลองถามตัวเองดูว่า เมื่อวานนี้ดื่มกาแฟไปกี่จิบ กินข้าวไปกี่คำ คงตอบไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความจำไม่ดี แต่เพราะตอนที่มันเกิดขึ้น ใจไม่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก จะให้จำสิ่งที่ไม่เคยรู้ตัวว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
การกินข้าวก็เป็นแบบเดียวกัน คำแรกกับคำสุดท้ายมักเป็นคำที่เรารู้สึกถึงมันจริง ๆ ส่วนคำตรงกลางทั้งหมดของมื้อ มักหายไปกับความคิดเรื่องอื่น
ไม่ได้แปลว่าเราต้องตั้งใจรับรู้ทุกคำจนเคร่งเครียด แค่สังเกตว่าคำตรงกลางหายไปบ่อยแค่ไหน ก็พอเห็นแล้วว่าใจเราอยู่กับปัจจุบันได้นานเท่าไหร่ในหนึ่งมื้อ
เอาไปใช้ตอนกินมื้อต่อไป
ไม่ต้องเริ่มจากมื้อใหญ่ที่สุดของวัน เริ่มจากมื้อที่กินคนเดียวง่ายที่สุดก่อนก็ได้ อาจจะเป็นมื้อเช้า หรือมื้อว่างตอนบ่าย
ก่อนตักคำแรก ลองวางช้อนไว้เฉย ๆ สักสิบวินาที มองดูจานตรงหน้า สีของอาหาร ไอที่ลอยขึ้นมาถ้ายังร้อนอยู่ หายใจเข้าออกช้า ๆ สักสามครั้ง แค่นี้ก็พอ ไม่ต้องท่องอะไรในใจให้ยุ่งยาก
พอเริ่มกินคำแรก ลองวางโทรศัพท์คว่ำลง หรือเก็บไว้อีกฝั่งของโต๊ะที่ต้องลุกไปหยิบ ถ้ากินหน้าจอคอมพิวเตอร์ ให้ปิดหน้าจอไปเลยสักสิบนาทีระหว่างมื้อนั้น
เคี้ยวให้ช้าลงกว่าปกติสักนิด ไม่ต้องนับจำนวนครั้งให้เป๊ะ แค่รู้สึกว่าฟันกำลังบดอาหารอยู่ รู้รสที่เปลี่ยนไปตั้งแต่คำแรกที่เข้มข้น จนถึงตอนที่รสจางลงก่อนกลืนลงคอ
ระหว่างมื้อ จะมีจังหวะที่ใจแอบหนีไปคิดเรื่องอื่นแน่นอน เป็นเรื่องปกติมาก ไม่ใช่ความล้มเหลว พอรู้ตัวว่าใจหนีไปแล้ว ให้พาความสนใจกลับมาที่คำในปากเบา ๆ ไม่ต้องดุตัวเองว่าทำไมถึงเผลออีกแล้ว
ตอนใกล้อิ่ม ให้สังเกตความรู้สึกที่ท้องมากกว่าสังเกตว่าจานยังมีอาหารเหลืออยู่ไหม บางมื้อพออิ่มพอดีแล้ว อาหารในจานยังเหลืออยู่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องกินให้หมดจานเสมอไปเหมือนที่เคยถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก
ถ้าเป็นมื้อที่กินกับคนอื่นในบ้าน ลองกินคำแรกโดยไม่พูดอะไรก่อนสักครู่ ให้ทุกคนได้อยู่กับอาหารของตัวเองก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้น บางบ้านอาจทำแบบนี้ไม่ได้ทุกมื้อ แต่ลองสักมื้อในสัปดาห์ก็ยังดี
อีกอย่างที่ช่วยได้คือ ก่อนตักคำแรก ลองมองจานอาหารแล้วนึกถึงว่ากว่าจะมาเป็นจานนี้ได้ ต้องผ่านมือใครมาบ้าง คนปลูกข้าว คนขายของในตลาด คนยืนผัดอยู่หน้าเตาร้อน ๆ ไม่ต้องนึกยาว แค่วูบเดียวก็พอ มันจะทำให้ใจช้าลงโดยธรรมชาติ ก่อนที่ช้อนจะตักคำแรกเข้าปาก
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ก่อนคำแรก หยุดสักสิบวินาทีแล้วค่อยตัก
- วางโทรศัพท์ให้พ้นมือระหว่างมื้อ อย่างน้อยมื้อละครั้ง
- อิ่มแล้วหยุดได้ ไม่ต้องกินให้หมดจานเพื่อความเคยชิน
มื้อต่อไปอาจจะยังเผลอ
มื้อต่อไปอาจจะยังเผลอหยิบมือถือขึ้นมาดูเหมือนเดิม นั่นไม่ได้แปลว่าฝึกไม่สำเร็จ
แค่สังเกตว่าเผลอไปกี่นาทีถึงจะรู้ตัว คืนนี้อาจจะรู้ตัวช้า สัปดาห์หน้าอาจจะรู้ตัวเร็วขึ้นอีกนิดหนึ่ง
ไม่ต้องรอให้กินได้อย่างมีสติทุกคำ แค่มื้อไหนที่คำแรกกับคำสุดท้ายรู้สึกถึงรสจริง ๆ สักสองสามคำ ก็นับว่ามื้อนั้นได้กินอะไรเข้าไปจริง ๆ แล้ว
