เมื่อภิกษุกลัวจนหนี พระพุทธเจ้าให้แผ่เมตตาแทน
เช้าวันจันทร์ เราตื่นมาก่อนนาฬิกาปลุกจะดังเสียอีก
ไม่ใช่เพราะรีบไปทำงาน แต่เพราะท้องไส้ปั่นป่วนตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตาดี
อีกครึ่งชั่วโมงเราต้องเดินเข้าไปในออฟฟิศเดียวกับที่เมื่อวานมีคนเงียบใส่เราทั้งวัน ไม่มีใครทักทาย ไม่มีใครสบตา เหมือนเราเป็นอากาศที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องนั้น
เราถูกย้ายมาแผนกนี้ได้สามเดือนแล้ว สามเดือนที่รู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าอยู่ตลอดเวลา
เมื่อคืนเราคิดจะลาป่วยอีกสักวัน เหมือนที่เคยทำมาแล้วสองครั้งก่อนหน้านี้
ทางเลือกที่มีอยู่มันแคบไปหมด
ความจริงเราไม่ได้กลัวงาน งานเราทำได้ ทำมาหลายปีจนคล่องมือ
เราแค่กลัวการเดินเข้าประตูนั้น แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรอยู่ตรงนี้
ทุกครั้งที่นึกถึงสายตาเย็นชาของเพื่อนร่วมงาน ท้องจะจุกขึ้นมาเองโดยที่เรายังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง
เราเคยลองคิดจะสู้ คิดจะเถียงกลับ คิดจะทำตัวแข็งกร้าวใส่พวกเขาบ้าง เพื่อให้รู้ว่าเราไม่ใช่คนที่ใครจะรังแกได้ง่าย ๆ
แต่คิดแค่นั้นก็เหนื่อยแล้ว
ทางที่ดูง่ายที่สุดคือหนี ลาป่วยไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหางานใหม่ได้ หรือขอย้ายแผนกอีกสักครั้ง
ปัญหาคือครั้งก่อนเราก็เคยหนีมาแล้วครั้งหนึ่ง จากที่ทำงานเก่า จากกลุ่มเพื่อนร่วมงานกลุ่มเก่า ที่นั่นก็มีคนที่ทำให้เรากลัวแบบนี้เหมือนกัน
หนีไปกี่ที่ก็ยังเจอสถานการณ์คล้ายเดิม เหมือนความกลัวเดียวกันแค่สวมหน้าใหม่มาทุกครั้งที่เราย้ายที่หนี
บางคืนเราถึงกับคิดว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คนพวกนั้นด้วยซ้ำ อาจอยู่ที่ตัวเราเองที่ไม่มีทางสู้กับความเย็นชาของใครได้เลย ความคิดแบบนี้ยิ่งทำให้ท้องจุกหนักขึ้นไปอีก เพราะมันไม่เหลือทางออกให้เห็นเลยสักทาง จะสู้ก็ไม่ไหว จะหนีก็หนีมาแล้วครั้งหนึ่ง จะทนต่อไปก็ไม่รู้ว่าต้องทนถึงเมื่อไหร่
ป่าที่เทวดาไม่ต้อนรับ
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของยุคเรา
มีเรื่องเล่าอยู่ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ว่ามีภิกษุกลุ่มหนึ่งได้รับกรรมฐานจากพระพุทธเจ้า แล้วแยกย้ายกันไปหาที่สงบเพื่อปฏิบัติในช่วงเข้าพรรษา
ท่านเลือกป่าแห่งหนึ่งที่ร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงราย ดูแล้วเหมาะกับการนั่งภาวนาที่สุด เงียบสงบ ห่างไกลจากผู้คน
แต่ป่านั้นมีเทวดาประจำต้นไม้อาศัยอยู่ก่อนแล้ว พอภิกษุเข้าไปตั้งที่พักอยู่ใต้ต้นไม้ เทวดาเหล่านั้นก็รู้สึกอึดอัด เหมือนบ้านของตัวเองมีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาอยู่โดยไม่ได้ขอ
ตอนกลางวันยังพอทนกันได้ แต่พอตกกลางคืน เทวดาก็เริ่มแสดงรูปที่น่ากลัว ส่งเสียงหลอกหลอน ทำกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เพื่อให้ภิกษุทนไม่ไหวแล้วย้ายออกไปเอง
ภิกษุนั่งสมาธิไม่ได้เลยสักคืน ใจสั่นอยู่ตลอดเวลา บางรูปถึงกับซูบผอมลงเพราะความหวาดกลัวสะสมทุกคืน
สุดท้ายทุกรูปตัดสินใจเดินทางกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทั้งที่พรรษายังไม่ทันครบด้วยซ้ำ
เมื่อพระพุทธเจ้าฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ท่านไม่ได้บอกให้ภิกษุเปลี่ยนไปอยู่ป่าอื่นที่ปลอดภัยกว่า และไม่ได้บอกให้กลับไปสู้หรือขับไล่เทวดาเหล่านั้นออกไป
ท่านให้กลับไปที่เดิม แต่ให้กลับไปพร้อมกับสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครในกลุ่มนั้นคาดคิดมาก่อน
ท่านสอนบทแผ่เมตตาให้ภิกษุนำกลับไปสวดและปฏิบัติ ไม่ใช่ในฐานะคาถากันภัยแบบเวทมนตร์ แต่ในฐานะการฝึกใจให้แผ่ความปรารถนาดีออกไปโดยไม่มีประมาณ ไม่แบ่งว่าใครควรได้รับและใครไม่ควรได้รับ ไม่เว้นแม้แต่สิ่งที่กำลังทำให้ตัวเองหวาดกลัวอยู่ตรงหน้า
บทนั้นเรียกกันว่ากรณียเมตตสูตร คำว่า "กรณีย" แปลตรงตัวว่า สิ่งที่ควรทำ ท่านจึงวางเรื่องเมตตาไว้ในฐานะ "หน้าที่" ของใจ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดี ๆ ที่มีบ้างไม่มีบ้างแล้วแต่อารมณ์
ในบทนั้นมีตอนหนึ่งที่งดงามมาก ท่านเปรียบเทียบเมตตาที่ควรมีต่อสรรพสัตว์ ไว้ดังนี้
มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน แม้ด้วยการยอมสละชีวิตของตนได้ ฉันใด บุคคลพึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง ฉันนั้น
ภิกษุกลุ่มนั้นเดินทางกลับไปป่าเดิม คืนแรกที่ไปถึง แทนที่จะนั่งเฝ้าระวังภัยเหมือนครั้งก่อน ท่านนั่งแผ่เมตตา ตั้งใจปรารถนาดีต่อทุกสิ่งในที่นั้น รวมถึงเทวดาที่เคยทำให้ท่านหวาดกลัวด้วย
คืนนั้นไม่มีรูปน่ากลัวปรากฏขึ้นอีกเลย
เทวดาที่เคยหาทางไล่ภิกษุออกไป กลับรู้สึกถึงความอ่อนโยนที่แผ่มาจากใจของภิกษุ ความรู้สึกอยากไล่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอยากดูแล จากที่เคยหวงที่ กลับกลายเป็นคอยพิทักษ์รักษาให้ภิกษุปฏิบัติได้อย่างสงบตลอดพรรษานั้น
หมาหน้าปากซอยที่เห่าใส่ทุกเช้า
ลองนึกถึงหมาที่หวงพื้นที่อยู่หน้าปากซอย
ถ้าเราเดินผ่านแล้วมันเห่า แล้วเราวิ่งหนี มันจะยิ่งไล่กวด ถ้าเราหยิบไม้ขึ้นมาจะฟาดมัน มันก็ยิ่งขู่แรงขึ้น ยิ่งแยกเขี้ยวใส่
แต่ถ้าเราเดินผ่านด้วยจังหวะเดิม ไม่รีบ ไม่สั่น ไม่ส่งสายตาท้าทายกลับไป ปล่อยให้มันรู้ว่าเราไม่ได้มาแย่งอะไรจากมัน ไม่ได้มาทำร้ายมัน สักพักมันจะเห่าเบาลงเอง บางตัวถึงกับเลิกเห่าไปเลยเมื่อเจอกันบ่อยเข้า
เทวดาในป่านั้นก็ไม่ต่างจากหมาตัวนั้นเท่าไหร่ มันไม่ได้อยากทำร้ายใครเป็นทุนเดิม มันแค่รู้สึกว่าที่ของมันถูกรุกล้ำ แล้วมันตอบโต้ด้วยความกลัวของมันเอง
ความน่ากลัวที่ภิกษุเจอ จึงมาจากความกลัวของอีกฝ่ายเหมือนกัน เพียงแต่แสดงออกมาเป็นรูปที่น่าขนลุก
พอภิกษุหยุดวิ่งหนีและหยุดคิดจะสู้ แล้วเลือกทางที่สาม คือเดินเข้าไปด้วยใจที่อ่อนโยน ความกลัวของสองฝั่งก็ไม่มีอะไรให้ชนกันอีกต่อไป
คนที่ทำให้เราท้องไส้ปั่นป่วนอยู่ทุกเช้าก็อาจไม่ต่างกันนัก เขาอาจไม่ได้ตั้งใจร้ายขนาดนั้น เขาอาจแค่รู้สึกว่าที่ของเขาถูกรุกล้ำ หรือแค่เคยชินกับการป้องกันตัวเองด้วยความเย็นชา จนลืมไปแล้วว่ามันเริ่มมาจากอะไร
เอากลับมาใช้กับเช้าวันจันทร์ของเราดูบ้าง
ก่อนเดินเข้าประตูออฟฟิศ ลองยืนนิ่งอยู่หน้าประตูสักสิบวินาที หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง แล้วในใจตั้งความปรารถนาสั้น ๆ ให้คนที่เรากลัวคนนั้นมีวันที่สบายใจ ไม่ต้องพูดออกเสียง ไม่ต้องให้ใครรู้ ทำแค่ในใจของเราเอง วันแรกอาจรู้สึกฝืนมาก เหมือนโกหกตัวเอง นั่นเป็นเรื่องปกติ ทำไปเรื่อย ๆ ความฝืนจะค่อย ๆ จางลงเอง
ระหว่างวัน ถ้าเจอสายตาเย็นชาแล้วรู้สึกท้องจุกขึ้นมา ให้สังเกตความรู้สึกนั้นเฉย ๆ ก่อน ยังไม่ต้องรีบแก้ไขอะไร แค่รู้ว่าตอนนี้ท้องจุกอยู่ พอรู้ตัวแล้วค่อยหายใจออกยาว ๆ หนึ่งครั้ง เหมือนค่อย ๆ ปล่อยลมออกจากลูกโป่งที่ตึงเกินไป
ตอนเย็นก่อนนอน ลองใช้เวลาสักห้านาทีนั่งเงียบ ๆ แล้วนึกถึงคนที่ทำให้เรากลัวที่สุดในที่ทำงาน ไม่ต้องนึกถึงเรื่องที่เขาทำไม่ดีกับเรา แค่นึกถึงเขาในฐานะคนคนหนึ่งที่คงมีเรื่องหนักใจของตัวเองอยู่เหมือนกัน แล้วตั้งใจว่า ขอให้เขาพ้นทุกข์ ขอให้เขามีความสุขบ้าง ทำแบบนี้ทุกคืนสักสองสัปดาห์ ไม่ต้องรอให้รู้สึกซาบซึ้งทุกครั้งที่ทำ แค่ทำให้ต่อเนื่องเข้าไว้
ถ้าวันไหนแย่มากจนแผ่เมตตาให้ใครไม่ออกเลยจริง ๆ ให้ลดเป้าลงมาที่ตัวเราเองก่อน หายใจแล้วตั้งใจให้ตัวเราเองสบายใจขึ้นสักนิดหนึ่ง ไม่ต้องรีบข้ามไปแผ่ให้คนอื่นถ้าใจเรายังไม่มีเหลือให้แผ่ เมตตาที่เริ่มจากตัวเองก่อนไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว มันเป็นจุดตั้งต้นที่จำเป็นของทุกครั้ง
เมตตาแบบนี้ไม่ใช่การฝืนใจไปรักคนที่ทำร้ายเรา ไม่มีใครทำแบบนั้นได้จริงในคืนเดียว มันเป็นแค่การค่อย ๆ คลายมือที่กำแน่นอยู่ ให้หลวมลงทีละนิด วันนี้คลายได้แค่นิดเดียวก็ยังนับ
ลองจับสามอย่างนี้ไปทำดูก่อนก็ได้
- หยุดสักสิบวินาทีก่อนเข้าสถานการณ์ที่กลัว แล้วตั้งใจปรารถนาดีให้อีกฝ่ายหนึ่งครั้ง
- สังเกตความรู้สึกในร่างกายตอนกลัว โดยยังไม่ต้องรีบแก้ไขอะไร
- ให้เวลาห้านาทีก่อนนอน แผ่เมตตาให้คนที่ยากที่สุดในชีวิตตอนนี้ ทำต่อเนื่องอย่างน้อยสองสัปดาห์
เช้าวันจันทร์หน้า
เราไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนนั้นจะเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ หรือจะเปลี่ยนไหม
ภิกษุในป่าก็คงไม่รู้ล่วงหน้าเหมือนกันว่าคืนแรกที่แผ่เมตตาจะได้ผลจริง ท่านแค่ลองทำตามที่ได้รับคำสอนมา
แต่อย่างน้อยเช้าวันจันทร์หน้า ถ้าเราลองยืนหน้าประตูแล้วหายใจเข้าออกอีกสักครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไป
ท้องที่เคยจุกอาจจะยังจุกอยู่บ้าง
แต่บางทีมันอาจจุกน้อยลงกว่าเมื่อวานนิดหนึ่งก็ได้
