ก่อนมือจะแตะโทรศัพท์ ให้แตะลมหายใจก่อน
เสียงปลุกดังตอนหกโมงเช้า
มือเราไปถึงโทรศัพท์ก่อนที่ตาจะลืมเต็มที่ด้วยซ้ำ
นิ้วโป้งกดปิดปลุก แล้วก็ไถหน้าจอต่อ โดยที่ยังไม่ทันรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
ข้อความในไลน์กลุ่มงาน ยอดขายเมื่อคืน คอมเมนต์ใต้โพสต์ที่ค้างไว้ อีเมลที่หัวเรื่องขึ้นต้นด้วยคำว่า "ด่วน"
ยังไม่ทันลุกจากเตียง ใจเราก็วิ่งไปไกลแล้ว วิ่งไปที่ออฟฟิศ วิ่งไปหาคนที่ยังไม่ได้ตอบ วิ่งไปหาปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำ
พอลุกไปล้างหน้า น้ำเย็นกระทบแก้ม เราถึงรู้ตัวว่า เรายังไม่ได้หายใจเข้าออกเต็มปอดสักครั้งเดียวเลย ตั้งแต่ลืมตา
หัวยังตื้อ ตาก็ยังฝืด แต่ในหัวกลับวุ่นวายราวกับผ่านมาแล้วครึ่งวัน
บางเช้าเป็นเสียงลูกร้องเรียกจากอีกห้อง บางเช้าเป็นภาพหน้าจอมือถือที่ค้างเรื่องเงินเดือนที่ยังไม่พอจ่าย บางเช้าไม่มีอะไรพิเศษเลยด้วยซ้ำ แต่ใจก็ยังรีบร้อนเหมือนเดิม
ใจวิ่งไปก่อน เท้ายังไม่ทันถึงพื้น
ลองสังเกตดูดี ๆ เช้าของเราหลายคนเริ่มต้นแบบนี้เกือบทุกวัน
ร่างกายยังอยู่บนเตียง แต่ใจไปถึงที่ทำงานแล้ว ไปถึงบทสนทนาที่ยังไม่เกิด ไปถึงเรื่องที่ต้องแก้ ไปถึงคนที่ต้องรับมือ
เราไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้น มันแค่เกิดขึ้นเอง
เหมือนมีใครกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ไว้ตั้งแต่ก่อนเราจะตื่นตัวจริง ๆ ด้วยซ้ำ พอลืมตาปุ๊บ เครื่องก็หมุนทันที ไม่มีจังหวะอุ่นเครื่อง ไม่มีจังหวะเช็คว่าตัวเองพร้อมหรือยัง
สิ่งที่หายไปตรงนี้ไม่ใช่เวลา เพราะบางคนก็มีเวลาก่อนออกจากบ้านตั้งครึ่งชั่วโมง
สิ่งที่หายไปคือช่วงว่างที่เราได้เป็นเจ้าของใจตัวเองก่อนที่จะยกมันให้คนอื่นหรืองานอื่นไปครอบครอง
พอวันเริ่มต้นแบบนี้ วันทั้งวันก็มักจะเดินตามจังหวะนั้นต่อไป เรารีบกิน รีบตอบ รีบตัดสินใจ รีบโกรธ รีบเครียด เพราะจังหวะแรกของเช้าตั้งมันไว้แบบนั้นแล้ว
คนที่ต้องปลุกลูกไปโรงเรียน คนที่ต้องรีบไปทำงานกะเช้า คนที่นอนพะวงเรื่องพ่อแม่ป่วยจนหลับไม่สนิท ต่างก็มีเช้าที่ถูกแย่งชิงไปแบบนี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าอาชีพจะต่างกันแค่ไหน
ที่น่าแปลกคือ เราไม่เคยเลือกให้มันเป็นแบบนี้เลยสักครั้ง มันแค่กลายเป็นนิสัยที่ค่อย ๆ สะสมมาโดยไม่มีใครตั้งใจ
เช้าแบบไหนที่ท่านพูดถึง
ในพระธรรมบท มีคำสอนบทหนึ่งที่มักถูกยกมาเป็นบทแรกสุด
ใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าใจผ่องใสแล้ว จะพูดหรือจะทำสิ่งใด ความสุขย่อมตามมาเอง เหมือนเงาที่ติดตามตัวไปทุกที่
ท่านไม่ได้พูดถึงเช้าโดยตรง แต่ถ้าลองอ่านช้า ๆ อีกรอบ จะเห็นว่าท่านกำลังพูดถึงจุดเริ่มต้น
ใจที่ผ่องใสตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าผ่องใสได้ตั้งแต่ต้นวัน สิ่งที่ตามมาทั้งวันก็มีแนวโน้มจะเดินตามรอยนั้น เหมือนเงาที่ท่านว่า
อีกบทหนึ่งที่ท่านสอนไว้ ว่าด้วยความไม่ประมาท
ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ส่วนผู้ประมาทเหมือนคนที่ตายไปแล้ว
ฟังดูหนักถ้าอ่านตอนกลางวัน แต่พอเอามาวางไว้ข้างเตียงตอนเช้า ความหมายมันต่างออกไป
คำว่า "ประมาท" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าทำอะไรผิดพลาดใหญ่โต ท่านหมายถึงการปล่อยให้แต่ละวันผ่านไปโดยไม่มีใครอยู่ข้างในเลย ตื่นมาก็ถูกพาไปเรื่อย ๆ จนถึงหัวค่ำ แล้วก็นอน
ส่วน "ไม่ประมาท" ไม่ได้แปลว่าต้องเคร่งเครียดระแวงตลอดเวลา แต่หมายถึงการรู้ตัวว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ แค่นั้นเอง
พระในวัดหลายแห่งเลือกสวดบทนี้เป็นบทแรกของวันเช่นกัน ไม่ใช่เพราะมันขลัง แต่เพราะมันเป็นเหมือนการเตือนตัวเองก่อนจะออกไปเจอโลกข้างนอก ว่าสิ่งที่จะกำหนดวันนี้ทั้งวัน ไม่ใช่ตารางงานหรือคนที่จะเจอ แต่เป็นสภาพใจตอนตื่นนี้เอง
เช้าที่ท่านพูดถึงจึงไม่ใช่เช้าที่ต้องสวยงามหรือสงบแบบในรูปถ่าย แต่เป็นเช้าที่มีเราอยู่ในนั้นจริง ๆ สักสิบนาทีก่อนจะให้โลกข้างนอกเข้ามา
แก้วที่เพิ่งล้างสะอาด
ลองนึกถึงแก้วน้ำที่เพิ่งล้างเสร็จ ยังหยดน้ำอยู่ที่ก้นแก้ว
ถ้าเรารินน้ำสะอาดใส่ลงไปก่อน แก้วใบนั้นก็จะใสตลอดวัน ต่อให้ระหว่างวันจะมีใครมาเติมน้ำหวาน เติมกาแฟ เติมอะไรลงไปอีกบ้าง ก้นแก้วที่สะอาดตั้งแต่แรกก็ยังเป็นฐานที่ดีอยู่
แต่ถ้าเรารีบรินน้ำหวานเข้มข้นลงไปตั้งแต่แก้วยังไม่แห้งดี คราบมันจะจับอยู่ก้นแก้ว แล้วทุกอย่างที่รินตามมาทีหลัง ก็จะมีรสของคราบนั้นติดอยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย
ใจตอนเช้าก็คล้ายแก้วใบนั้น
สิบนาทีแรกที่เราปล่อยให้อะไรบางอย่างไหลเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องงาน ข่าวร้ายในโทรศัพท์ หรือแค่ความรีบร้อน สิ่งนั้นจะกลายเป็นคราบก้นแก้วที่ติดอยู่กับใจไปอีกหลายชั่วโมง
เราไม่ได้บอกว่าห้ามดูโทรศัพท์ตอนเช้า หรือห้ามรับรู้เรื่องงานเลย เพียงแต่ถ้าเป็นไปได้ ให้มีน้ำสะอาดรินลงไปก่อนสักหน่อย ก่อนที่จะรินอย่างอื่นตามมา
น้ำสะอาดตรงนี้ไม่ต้องเป็นอะไรใหญ่โต แค่ลมหายใจไม่กี่ครั้งที่เรารู้ตัวว่ากำลังหายใจอยู่ ก็นับว่าเป็นน้ำสะอาดแล้ว
สิบนาทีแรกของวัน จะวางยังไงดี
คำถามที่ตามมามักจะเป็นว่า แล้วต้องทำยังไง ในเมื่อชีวิตจริงมันไม่มีเวลาเหลือให้นั่งสมาธิยาว ๆ ทุกเช้า
ความจริงคือไม่ต้องมีเวลาเยอะขนาดนั้น สิ่งที่ต้องมีคือลำดับก่อนหลังที่ต่างไปจากเดิมนิดเดียว
ก่อนมือจะไปแตะโทรศัพท์ ลองให้ร่างกายได้รู้ตัวก่อนสักสามลมหายใจ ยังไม่ต้องลุกจากเตียงก็ได้ แค่นอนอยู่ตรงนั้น รู้สึกถึงลมที่เข้า รู้สึกถึงลมที่ออก ไม่ต้องหายใจให้ลึกเป็นพิเศษ แค่รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ สามครั้งพอ ไม่ต้องมากกว่านั้นถ้ายังไม่พร้อม
พอลุกจากเตียง ระหว่างเดินไปห้องน้ำ ลองรู้สึกที่ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดูบ้าง เย็นไหม แข็งไหม แค่รู้สึกเฉย ๆ ไม่ต้องตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ระยะทางแค่ไม่กี่ก้าวนี้ ถ้าเราอยู่กับมันได้จริง ก็ถือว่าได้ภาวนาไปแล้วรอบหนึ่ง
ตอนล้างหน้า น้ำที่กระทบผิวหน้าเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เพราะมันเย็นและชัดเจน ลองให้ความรู้สึกตรงนั้นเป็นจุดที่ใจกลับมาอยู่ ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นระหว่างล้างหน้า แค่ล้างหน้าอย่างที่กำลังล้างหน้าอยู่จริง ๆ
ถ้าพอมีเวลาสักห้าถึงสิบนาทีก่อนออกจากบ้าน การนั่งเฉย ๆ บนเก้าอี้หรือขอบเตียง หลับตาลง แล้วตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ ไม่จำเป็นต้องมีเบาะรองนั่งแบบพิเศษ ขอแค่หลังตรงพอสบาย แล้วปล่อยให้ใจอยู่กับลมหายใจไปเรื่อย ๆ ฟุ้งไปก็รู้ว่าฟุ้ง แล้วพากลับมา ฟุ้งอีกก็พากลับมาอีก ทำแบบนี้ไปจนหมดเวลาที่ตั้งไว้
ระหว่างนั่ง อาจจะลองตั้งใจสั้น ๆ ไว้ในใจสักประโยคเดียวสำหรับวันนี้ ไม่ต้องเป็นเป้าหมายใหญ่โต อาจจะแค่ "วันนี้จะฟังให้จบก่อนตอบ" หรือ "วันนี้จะไม่รีบด่าตัวเองถ้าพลาด" ประโยคแบบนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายเล็ก ๆ ที่ปักไว้ตอนเช้า ให้ใจมีอะไรให้กลับมาเทียบตอนสาย ๆ ที่เริ่มลืมตัวไปแล้ว
ถ้าเช้าไหนรีบจนไม่มีแม้แต่ห้านาที ให้เลือกทำแค่สามลมหายใจแรกตอนตื่นก็ยังดีกว่าไม่ทำเลย ไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าทำได้แค่นิดเดียว เพราะจุดของเรื่องนี้ไม่ใช่การทำให้ครบสูตร แต่คือการมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ใจได้เป็นของเราเองก่อนจะยกให้คนอื่น
ลองสรุปไว้เป็นจุดตั้งต้นสั้น ๆ ก็ได้ว่า
- หายใจรู้ตัวสักสามครั้งก่อนมือจะแตะโทรศัพท์
- รู้สึกที่ฝ่าเท้าตอนเดินไปห้องน้ำ อยู่กับความเย็นของน้ำตอนล้างหน้า
- ถ้ามีเวลา นั่งเฉย ๆ ตามลมหายใจสักห้าถึงสิบนาที แล้วตั้งประโยคสั้น ๆ ไว้ในใจสำหรับวันนั้น
เช้าพรุ่งนี้ก็ยังลองใหม่ได้
บางเช้าคงยังทำไม่ได้ตามนี้ มือไปแตะโทรศัพท์ก่อนจะรู้ตัวเหมือนเดิม นั่นเป็นเรื่องธรรมดามาก
ไม่มีใครทำได้ทุกเช้าตั้งแต่วันแรก และไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกเช้าด้วย
ที่สำคัญกว่าคือ พอรู้ตัวว่าวันนี้พลาดไปแล้ว ก็แค่ลองใหม่ในเช้าถัดไป แก้วใบเดิมยังล้างสะอาดใหม่ได้เสมอ ไม่มีเช้าไหนที่สายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นอีกครั้ง
พรุ่งนี้ตื่นมา ก่อนมือจะไปถึงโทรศัพท์ อาจจะลองหายใจดูสักสามครั้งก่อนก็ได้ แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับเช้าหนึ่งแล้ว
