หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
เพื่อนบ้านเปิดเพลงดังทุกคืน จนใจเราเริ่มเกลียดเขา
ชีวิตและธรรมะ

เพื่อนบ้านเปิดเพลงดังทุกคืน จนใจเราเริ่มเกลียดเขา

22 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

ตีสองครึ่ง เสียงเบสจากห้องข้าง ๆ ยังตึบตึบผ่านผนังเข้ามาเหมือนหัวใจอีกดวงหนึ่งที่เต้นไม่เป็นจังหวะกับหัวใจเรา

คืนนี้เป็นคืนที่เท่าไหร่แล้วก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าตั้งแต่เพื่อนบ้านคนนี้ย้ายเข้ามาเมื่อสองเดือนก่อน แทบไม่มีคืนไหนที่หลับก่อนตีหนึ่งได้เลย

เรานอนกอดหมอนแน่น หลับตาแน่น พยายามนับลมหายใจ แต่เสียงเพลงก็ยังตีกลับเข้ามาทุกครั้งที่ใจเผลอเงียบ

พรุ่งนี้ต้องตื่นหกโมง ต้องขับรถไปทำงาน ต้องคุยกับลูกค้าให้หัวใสเหมือนคนนอนเต็มอิ่ม ทั้งที่ตอนนี้ตายังค้างอยู่กับเพดานห้อง

เราลองคิดย้อนดูว่าตัวเองเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้ว่าสองสัปดาห์แรกยังพอทนได้ คิดว่าเดี๋ยวเขาก็คงเลิกเปิดดังขนาดนี้ไปเอง แต่พอสัปดาห์ที่สามผ่านไป ความคิดที่ว่า "เดี๋ยวก็คงดีขึ้น" เริ่มกลายเป็น "เขาคงเป็นแบบนี้ตลอดไป" โดยที่เราไม่ทันสังเกตว่าใจตัวเองเปลี่ยนมุมมองไปแล้ว

ตอนเช้าเราเดินสวนกับเขาตรงที่จอดรถ เขายิ้มทักทายตามปกติ ถืออาหารเช้าเดินขึ้นบันไดไป

เราก็ยิ้มตอบกลับไปเหมือนกัน แต่ในใจตอนนั้นแทบไม่มีอะไรนอกจากความรู้สึกแน่น ๆ ที่พุ่งขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้าเขา

ไม่ใช่แค่เสียงเพลงที่รบกวนแล้ว ตอนนี้กลายเป็นตัวเขาทั้งคนที่เรารู้สึกแบบนั้นด้วย

ไม่ใช่แค่เสียง แต่กลายเป็นทั้งคน

ลองสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าสิ่งที่เริ่มต้นจากเสียงเบสตอนดึก ตอนนี้ขยายไปไกลกว่านั้นมากแล้ว

เราเริ่มมองเขาแบบเหมารวมไปหมด เขาต้องเป็นคนไม่มีมารยาท เขาต้องเป็นคนไม่สนใจใครนอกจากตัวเอง เขาต้องเป็นคนแบบนี้แบบนั้น ทั้งที่เรารู้จักเขาจริง ๆ แค่หน้าตาตอนสวนกันที่บันได กับเสียงเพลงที่ลอยผ่านผนังมา

แม้แต่ตอนกลางวันที่เขาไม่ได้เปิดเพลงเลย ใจเราก็ยังเกร็งรออยู่ดี เหมือนรอฟังว่าเมื่อไหร่มันจะเริ่มอีก หูเราจับสัญญาณเสียงประตูเปิด เสียงลำโพงขยับ ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง

ความเกลียดแบบนี้แปลกอยู่อย่างหนึ่ง มันไม่ได้อยู่เฉย ๆ รอให้มีเหตุมากระตุ้น มันขยายตัวเองได้ แม้ในตอนที่ไม่มีเสียงเพลงสักโน้ตเดียว

บางวันเราถึงกับเดินอ้อมไปอีกทางหนึ่งเพื่อไม่ต้องสวนกับเขาที่บันได ทั้งที่ทางนั้นไกลกว่าเดิมตั้งหลายก้าว เราไม่ได้ตั้งใจทำแบบนั้นตั้งแต่แรก มันเกิดขึ้นเองโดยที่เท้าเดินไปก่อนที่หัวจะทันคิด

เกลียดเขา หรือเกลียดสิ่งที่ใจเราปรุงเพิ่มเข้าไป

ลองแยกดูสองอย่างนี้ออกจากกัน

อย่างแรกคือเสียงเบสที่ดังจริงตอนตีสอง อันนี้เป็นเรื่องจริง รบกวนจริง ห้ามใครไม่ให้รู้สึกรำคาญไม่ได้

อย่างที่สองคือเรื่องทั้งหมดที่ใจเราต่อเติมขึ้นมาเอง ว่าเขาเป็นคนแบบไหน ว่าเขาไม่แคร์เรา ว่าเขาคงมองหน้าเราแล้วขำในใจ เรื่องพวกนี้ไม่มีใครยืนยันได้เลยสักเรื่อง เราแค่เดา แล้วก็เชื่อในสิ่งที่เราเดาไปเอง

ส่วนแรกอาจจะแก้ได้ยาก เพราะไม่ได้อยู่ในมือเราคนเดียว แต่ส่วนที่สองอยู่ในมือเราทั้งหมด และเป็นส่วนที่ทำให้เราเหนื่อยมากกว่าเสียงเพลงเสียอีก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า

เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร ในกาลไหน ๆ ในโลกนี้ แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร นี้เป็นธรรมเก่าแก่

ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราทนรับเสียงดังไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย แต่หมายถึงว่า ถ้าเราตอบโต้ความรำคาญด้วยความเกลียดที่พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นเวรที่ผูกเพิ่มอีกเส้นหนึ่ง

และอีกบทหนึ่งท่านตรัสว่า

พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเท็จด้วยคำสัตย์

คำว่า "ชนะ" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำดีกับเขาจนเขาสำนึกได้ ไม่ใช่การเอาชนะทางจิตใจแบบนั้น แต่หมายถึงว่า ระหว่างที่โกรธกับไม่โกรธ ฝ่ายที่จะเป็นทุกข์น้อยกว่าคือฝ่ายที่ไม่โกรธ ต่อให้อีกฝ่ายจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยก็ตาม

หลายคนอ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่าฟังดูเหมือนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เราถูกรบกวนอยู่ฝ่ายเดียว แล้วทำไมต้องเป็นเราที่ต้องจัดการใจตัวเองอีก แต่ถ้าลองมองกลับกัน คนที่ถือความเกลียดไว้ในใจทุกคืน คือคนที่รับผลนั้นก่อนใครทั้งหมด ส่วนเพื่อนบ้านของเรายังนอนหลับสบายอยู่ในห้องของเขา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังเกลียดเขาอยู่

แก้วน้ำที่เติมทีละหยดทุกคืน

ลองนึกภาพแก้วน้ำเปล่าใบหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ

คืนแรกที่เสียงเพลงดัง เราหยดน้ำลงไปหยดเดียว แทบมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง แก้วยังดูว่างเหมือนเดิม

คืนที่สอง หยดอีกหยด คืนที่สาม อีกหยด ไม่มีคืนไหนที่น้ำล้นออกมาให้เห็นชัด ๆ เราเลยไม่ทันสังเกตว่าระดับน้ำมันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน

จนกระทั่งคืนหนึ่ง แค่หยดเดียวที่ไม่ได้ต่างจากหยดอื่นเลย น้ำกลับล้นออกมาเปียกโต๊ะทั้งโต๊ะ

เราอาจจะโทษหยดสุดท้ายว่าเป็นตัวการ ทั้งที่จริง ๆ มันคือหยดที่สองร้อยกว่า ที่สะสมมาตั้งแต่คืนแรก

ความเกลียดที่มีต่อเพื่อนบ้านก็เดินเรื่องแบบเดียวกัน ไม่มีคืนไหนที่เรารู้สึกเกลียดเขาจนเกินไปในคืนเดียว แต่ทุกคืนที่เรานอนเก็บความรำคาญไว้เงียบ ๆ โดยไม่ได้ระบายออกไปทางไหนเลย ก็เหมือนหยดน้ำที่ค่อย ๆ เติมแก้วใบนั้นไปเรื่อย ๆ

สิ่งที่พอทำได้ไม่ใช่การห้ามไม่ให้แก้วมีน้ำเลย เพราะความรำคาญเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุ แต่คือการหาทางเทน้ำออกบ้างระหว่างทาง ก่อนที่มันจะล้นออกมาเองโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

สิ่งที่พอทำได้จริงในเรื่องนี้

ถ้าคืนไหนเสียงดังจนทนไม่ไหว ให้ลองขยับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เอาหมอนมาปิดหูให้แน่นขึ้นอีกนิด หรือเปิดพัดลมให้มีเสียงกลบเสียงเบสไว้บ้าง ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาให้จบ แต่เพื่อให้ร่างกายเราผ่านคืนนั้นไปได้ก่อน เพราะเวลาที่เหนื่อยล้าและง่วงมาก ๆ ใจเราจะยิ่งปรุงแต่งเรื่องเขาให้ร้ายขึ้นไปอีกโดยไม่รู้ตัว

ถ้าคิดจะไปคุยกับเขาเรื่องเสียงเพลง ให้เลือกไปคุยตอนกลางวัน ตอนที่ใจเรายังไม่โกรธจากการนอนไม่หลับเมื่อคืน เพราะคนที่เดินไปเคาะประตูตอนอารมณ์ยังค้างอยู่ กับคนที่เดินไปคุยตอนใจเย็นแล้ว พูดออกมาเป็นคนละแบบกันเลย แบบแรกมักจะออกมาเป็นการต่อว่า แบบหลังมักจะออกมาเป็นการขอร้อง ซึ่งได้ผลมากกว่ากันมาก

ลองหยิบกระดาษมาเขียนแยกสองคอลัมน์ดู คอลัมน์หนึ่งเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น เสียงเพลงดังถึงตีสองสามคืนต่อสัปดาห์ อีกคอลัมน์เขียนสิ่งที่ใจเราคิดต่อเอง เช่น เขาไม่แคร์คนอื่นเลย เขาคงคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์บ่น พอเห็นสองคอลัมน์วางคู่กัน จะเห็นชัดว่าคอลัมน์ที่สองยาวกว่าคอลัมน์แรกมาก และเป็นคอลัมน์ที่ทำให้เราเหนื่อยที่สุด

ระหว่างที่ยังไม่ได้พูดคุยกัน ลองหาเวลาว่างช่วงสั้น ๆ ก่อนนอน มาอยู่กับลมหายใจของตัวเองสักห้านาที ไม่ต้องนั่งท่าไหนเป็นพิเศษ นั่งเอนหลังบนเตียงก็ได้ แค่รู้ว่าลมหายใจกำลังเข้า กำลังออก จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายลงก่อนที่หูจะเริ่มจับจ้องรอเสียงเพลงอีกรอบ

ระหว่างวันที่ยังไม่ได้คุยกับเขา ให้ลองสังเกตตัวเองตอนที่เห็นหน้าเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างตอนสวนกันที่บันไดหรือที่จอดรถ จะมีจังหวะสั้น ๆ ที่ความรู้สึกแน่น ๆ พุ่งขึ้นมาก่อนที่เราจะทันคิดอะไรเลย จังหวะนั้นแหละที่พอรู้ทัน จะช่วยให้เราเลือกได้ว่าจะยิ้มทักทายตามปกติ หรือจะปล่อยให้หน้าตาเราบึ้งไปโดยที่เขาอาจจะไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำ

และถ้าเรื่องเสียงเพลงยังไม่หายไปหลังจากคุยกันแล้ว อาจต้องยอมรับว่าบางเรื่องก็อยู่นอกเหนือที่เราจะควบคุมได้ทั้งหมด สิ่งที่อยู่ในมือเราจริง ๆ มีแค่ว่าจะให้คืนพรุ่งนี้เป็นอีกหยดน้ำที่เติมแก้วต่อไปเรื่อย ๆ หรือจะหาทางเทน้ำออกบ้างระหว่างทาง

พอสรุปสั้น ๆ อาจเหลือแค่สามอย่าง

  • แยกเสียงเพลงที่ดังจริงออกจากเรื่องที่ใจเราปรุงแต่งเพิ่มเอง
  • ถ้าจะคุยกับเขา ให้คุยตอนใจเย็น ไม่ใช่ตอนอารมณ์ยังค้างจากคืนก่อน
  • สังเกตจังหวะที่ความรู้สึกแน่น ๆ พุ่งขึ้นมาตอนเห็นหน้าเขา แล้วเลือกได้ว่าจะปล่อยให้มันเติมแก้วต่อ หรือจะเทออกบ้าง

เขาอาจไม่เคยรู้เลยว่าเสียงลอยมาถึงห้องเรา

มีความเป็นไปได้อยู่อย่างหนึ่งที่เราอาจไม่เคยนึกถึง

เพื่อนบ้านคนนั้นอาจไม่เคยรู้เลยว่าผนังห้องบางขนาดที่เสียงเบสลอยทะลุมาถึงเตียงเรา เขาอาจจะแค่ฟังเพลงในห้องของตัวเอง แล้วคิดว่ามันอยู่แค่ในห้องของเขาคนเดียว

เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ความรำคาญของเราหายไป และไม่ได้แปลว่าเราไม่มีสิทธิ์รู้สึกแบบนี้

แต่มันอาจช่วยให้แก้วน้ำใบนั้นเติมช้าลงอีกนิด ในคืนที่เสียงเพลงดังขึ้นมาอีกครั้ง