ตัณหา 3: อยากได้บ้านหลังใหม่ทั้งที่หลังเดิมยังผ่อนไม่หมด
ดึกแล้ว มือถือยังสว่างอยู่ในมือ
ข้าง ๆ คนที่นอนหลับไปแล้ว เสียงพัดลมหมุนเบา ๆ อยู่ในห้อง
นิ้วเลื่อนหน้าจอไปเรื่อย ๆ ในแอปประกาศขายบ้าน หลังนี้สวนกว้างกว่า หลังนั้นใกล้รถไฟฟ้ากว่า หลังนี้ห้องครัวเปิดโล่งแบบที่เราชอบดูในคลิปแต่งบ้าน
บ้านหลังที่เราอยู่ตอนนี้ยังผ่อนไม่หมดอีกสิบกว่าปี เมื่อกี้เพิ่งเปิดแอปธนาคารดูยอดคงเหลือไปเมื่อตอนหัวค่ำ
เราไม่ได้เดือดร้อนอะไร หลังคาไม่รั่ว น้ำไม่ท่วม ห้องนอนก็พอนอนได้สบาย
แต่ทำไมใจถึงยังเลื่อนหาบ้านหลังใหม่อยู่ทุกคืน จนบางคืนลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองยังไม่ได้ปิดไฟ
ไม่ใช่เรื่องบ้าน แต่เป็นเรื่องอะไรสักอย่างในใจ
ลองถามตัวเองดูตรง ๆ ว่าบ้านหลังใหม่จะแก้ปัญหาอะไร
หลายคนตอบไม่ได้ทันที ต้องนิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วก็พบว่าตอบไม่ได้จริง ๆ
เพราะจริง ๆ แล้วบ้านหลังเดิมไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย มันแค่ "ไม่ใหม่" "ไม่มากพอ" เมื่อเทียบกับหลังที่เพิ่งเห็นในโฆษณา
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดกับบ้านอย่างเดียว มันเกิดกับรถที่ยังใช้ดีอยู่ โทรศัพท์ที่ยังไม่พัง ตำแหน่งงานที่ยังมั่นคง
พอเห็นเพื่อนโพสต์รูปบ้านใหม่ หรือเห็นรถรุ่นล่าสุดวิ่งผ่านหน้าบ้าน ใจจะแอบเทียบขึ้นมาเองโดยไม่ทันตั้งตัว
บางคืนถึงกับลุกไปกระซิบถามคนข้าง ๆ ที่กำลังหลับอยู่ว่า "เราย้ายบ้านกันดีไหม" ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบคงเป็นคำถามกลับมาว่า "ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากย้าย"
พอถูกถามกลับแบบนั้น เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ได้แต่บอกว่า "เออ ก็แค่อยากเฉย ๆ"
เรามักจะพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ได้ไม่นาน ก่อนที่ใจจะเริ่มมองหาสิ่งถัดไปเสมอ
ไม่ใช่เพราะเราโลภเป็นพิเศษกว่าใคร แต่เพราะใจคนเราทำงานแบบนี้อยู่แล้ว มันไม่ค่อยหยุดอยู่ที่จุดที่มี มันชอบเดินไปหาจุดถัดไปตลอดเวลา
ยิ่งได้มามากเท่าไหร่ จุดถัดไปก็ยิ่งขยับไกลออกไปเท่านั้น
ท่านเรียกมันว่าภวตัณหา
ในทางธรรม ความอยากที่ทำให้ใจเดินไปข้างหน้าแบบไม่มีที่สิ้นสุดอย่างนี้ เรียกว่า "ตัณหา" แปลตรง ๆ ว่าความทะยานอยาก
ตัณหามีหลายลักษณะ แต่ลักษณะที่ตรงกับความรู้สึกตอนเลื่อนหาบ้านหลังใหม่ทั้งที่หลังเดิมยังผ่อนไม่หมด เรียกว่า "ภวตัณหา" แปลว่าความอยากมี อยากเป็น อยากได้มากกว่าที่เป็นอยู่
ไม่ใช่ความอยากในของอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความอยาก "ขยับสถานะ" ของตัวเองไปเรื่อย ๆ
อยากมีมากกว่าเดิม อยากเป็นคนที่ดูดีกว่าเดิมในสายตาคนอื่น อยากไปให้ถึงจุดที่ยังไปไม่ถึง
มันต่างจากความจำเป็นตรงที่ความจำเป็นมีจุดจบ พอแก้ปัญหาได้แล้วก็จบ แต่ภวตัณหาไม่มีจุดจบ เพราะต่อให้ได้บ้านหลังใหม่มาจริง ๆ ไม่นานก็จะมีหลังถัดไปให้อยากอีก
เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า รู้จักครอบครัวหนึ่งที่ย้ายบ้านมาแล้วสี่ครั้งในสิบปี ทุกครั้งบอกว่าหลังนี้แหละหลังสุดท้าย จะอยู่ยาว ๆ ไม่ย้ายอีกแล้ว
แต่พอผ่านไปได้สักสองสามปี ความรู้สึก "พอ" ก็จางลงทุกที จนกลับไปเลื่อนหาบ้านหลังใหม่อีกเหมือนเดิม
ไม่ใช่เพราะบ้านหลังนั้นแย่ลง แต่เพราะสิ่งที่ยังไม่พอ ไม่เคยอยู่ที่บ้านตั้งแต่แรก
พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมชาติของความอยากไว้ในธรรมบทว่า
แม้จะโปรยเงินทองลงมาให้เหมือนห่าฝน ความอยากของคนก็ยังไม่เต็ม กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก
ท่านไม่ได้ตรัสว่าอย่ามีบ้าน อย่ามีเงิน อย่ามีของ ท่านตรัสถึงธรรมชาติของความอยากต่างหาก ว่าต่อให้ได้มาเท่าไหร่ มันก็ไม่เคยพอ
เพราะความพอไม่ได้อยู่ที่ปริมาณของที่ได้มา มันอยู่ที่ใจที่รับรู้สิ่งที่มีอยู่ต่างหาก
คนที่มีบ้านหลังเล็กแต่ใจรับรู้ว่าพอ กับคนที่มีบ้านสิบหลังแต่ใจยังรู้สึกพร่องอยู่ตลอด สองคนนี้อยู่ในความรู้สึกที่ต่างกันมาก ทั้งที่วัดกันด้วยทรัพย์สินแล้วต่างกันคนละขั้ว
และท่านยังตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า
ตัณหาย่อมเจริญงอกงามแก่ผู้ประมาท เหมือนเถาย่านทรายที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า
เถาย่านทรายไม่ต้องมีใครไปรดน้ำเป็นพิเศษ แค่ปล่อยไว้เฉย ๆ มันก็เลื้อยไปเรื่อย ๆ จนคลุมต้นไม้ทั้งต้น
ความอยากก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้ทันมัน มันจะขยายไปเรื่อย ๆ เองโดยที่เราไม่ทันสังเกต จากอยากเปลี่ยนโทรศัพท์ กลายเป็นอยากเปลี่ยนรถ กลายเป็นอยากเปลี่ยนบ้าน โดยไม่มีจุดไหนที่มันบอกเราว่า "พอแค่นี้แหละ"
แก้วน้ำที่เติมอยู่ตลอดเวลา
ลองนึกภาพแก้วน้ำใบหนึ่ง
น้ำในแก้วอยู่ที่ระดับพอดี ดื่มได้ ไม่หก ไม่ต้องเติมอะไรอีกก็ได้
แต่ถ้าเรามัวแต่มองแก้วใบข้าง ๆ ที่เติมน้ำเต็มปรี่กว่า เราจะเริ่มรู้สึกว่าแก้วของเราพร่องอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่มันไม่ได้พร่องเลย
พอเราเติมน้ำลงไปจนเต็มปรี่เท่าแก้วข้าง ๆ ก็จะมีแก้วใบใหม่โผล่มาให้เทียบอีก เต็มกว่า ใหญ่กว่า สวยกว่า
เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะบนโต๊ะมีแก้วอยู่เป็นร้อยใบ และมีแก้วใหม่วางเพิ่มเข้ามาทุกวันผ่านหน้าจอมือถือ
ที่แปลกคือ ต่อให้เราเดินไปรอบโต๊ะจนครบทุกใบ ก็จะไม่มีวันที่รู้สึกว่าแก้วของตัวเองเต็มที่สุดในโต๊ะได้เลย เพราะมันมีแก้วใหม่โผล่มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่เรายังมองออกไปนอกแก้วของตัวเอง
น้ำในแก้วไม่เคยเป็นปัญหา ปัญหาอยู่ที่สายตาที่มองออกไปนอกแก้วตลอดเวลา ไม่เคยมองกลับเข้ามาในแก้วของตัวเองเลย
บ้านหลังที่เราผ่อนอยู่ตอนนี้ก็เหมือนแก้วน้ำใบนั้น มันพอสำหรับเราอยู่แล้ว
แต่สายตาเราไปจับอยู่ที่แก้วใบอื่นตลอดเวลา จนลืมไปว่าแก้วของตัวเองก็มีน้ำอยู่เต็มพอจะดื่มได้เหมือนกัน
เอาไปใช้ยังไงกับคืนที่มือยังเลื่อนหาบ้านหลังใหม่
สิ่งแรกที่พอทำได้ คือตอนที่มือกำลังเลื่อนโฆษณาบ้านหลังใหม่อยู่ ให้ลองหยุดสักครู่
ไม่ต้องบังคับตัวเองให้ปิดแอปทันที
แค่สังเกตว่าตอนนี้ใจกำลังทำอะไรอยู่ กำลังเทียบ กำลังอยาก หรือกำลังหนีความรู้สึกอะไรบางอย่างในบ้านหลังเดิม
การรู้ตัวแค่นี้เอง บางคืนก็เพียงพอที่จะทำให้วางมือถือลงได้แล้ว โดยไม่ต้องสู้กับความอยากเลยด้วยซ้ำ
อีกอย่างที่ช่วยได้คือ ก่อนจะปล่อยใจอยากต่อ ให้ลองถามตัวเองตรง ๆ ว่าบ้านหลังใหม่จะแก้ปัญหาอะไรที่บ้านหลังเดิมแก้ไม่ได้
ถ้าตอบได้ชัดเจน เช่น ห้องน้ำชั้นบนรั่วซ้ำมาสามปีแล้ว หรือครอบครัวโตขึ้นจนห้องไม่พอ นั่นคือความจำเป็นจริง
แต่ถ้าคำตอบวนอยู่แค่ "มันดูดีกว่า" หรือ "เพื่อนเพิ่งซื้อหลังใหม่" นั่นคือใจกำลังเทียบ ไม่ใช่กำลังแก้ปัญหา
อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้จริง คือลองเดินสำรวจบ้านของตัวเองสักรอบก่อนนอน ไม่ต้องนาน
มองมุมที่เราเคยชอบตอนเพิ่งย้ายเข้ามา มุมที่เคยถ่ายรูปอวดใคร ๆ ตอนซื้อบ้านได้ใหม่ ๆ ครัวที่เคยลงมือแต่งเองกับมือ ต้นไม้ริมรั้วที่ปลูกไว้ตั้งแต่ปีแรก
ใจที่มัวแต่มองไปข้างหน้า พอได้กลับมามองสิ่งที่มีอยู่จริงตรงหน้า มักจะเบาลงเองโดยไม่ต้องพยายามอะไรมาก
และถ้าเป็นเรื่องใหญ่อย่างการตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่จริง ๆ ให้ลองตั้งกติกากับตัวเองว่าจะไม่ตัดสินใจอะไรภายในคืนเดียว
ให้เวลาความอยากนั้นผ่านไปสักสามสิบวัน ระหว่างนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องเปิดแอปดูบ้านทุกคืน แล้วค่อยกลับมาถามคำถามเดิมอีกครั้ง
ถ้าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วเหตุผลยังหนักแน่นเหมือนเดิม นั่นอาจจะเป็นความจำเป็นจริง
แต่ถ้าความอยากจางไปตามเวลา จนวันหนึ่งลืมไปเลยว่าเคยอยากขนาดนี้ นั่นก็บอกอะไรบางอย่างเหมือนกัน
คืนนี้อาจจะยังเลื่อนอยู่
คืนนี้ถ้ามือยังเลื่อนหาบ้านหลังใหม่อยู่ ก็ไม่ต้องรีบปิดแอปเพื่อพิสูจน์อะไรกับตัวเอง
แค่รู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นในใจ ก็นับว่าได้อะไรกลับมาแล้วสำหรับคืนนี้
บ้านหลังเดิมที่เรานอนอยู่ตอนนี้ ไม่ได้รอให้เราพอใจมันมากขึ้น
มันแค่รอให้เรากลับมามองมันบ้าง เท่านั้นเอง
