ห้าอย่างที่มาบังใจไว้ ในคืนที่นั่งสมาธิไม่นิ่ง
สามทุ่มแล้ว บ้านเงียบ ลูกเข้านอนไปแล้ว งานที่ค้างก็เก็บดองไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน
เราปูเสื่อ จุดธูปเทียนตามที่เคยทำ นั่งขัดสมาธิ หลับตา ตั้งใจว่าจะนั่งสักสิบห้านาทีก่อนนอน
ตั้งใจไว้แบบนี้มาหลายเดือนแล้ว บางคืนก็ทำได้ บางคืนก็ล้ม
ลมหายใจแรกยังนิ่งดี
พอลมหายใจที่สาม ก็คิดถึงขนมที่ซื้อมาแช่ตู้เย็นไว้เมื่อเย็น อร่อยแค่ไหนนะ พรุ่งนี้ยังจะเหลือไหม
ยังไม่ทันไล่ความคิดนั้นออกไป ก็มีอีกเรื่องแทรกเข้ามา คำที่สามีพูดตอนกินข้าวเย็น น้ำเสียงที่ห้วนไปนิดหนึ่ง เราเริ่มโมโหมันขึ้นมาใหม่ ทั้งที่ตอนกินข้าวก็ปล่อยผ่านไปแล้ว
แล้วจู่ ๆ ตาก็เริ่มหนัก หัวโคลงเคลง เหมือนจะหลับทั้งที่นั่งอยู่ ทั้งที่เพิ่งนั่งได้ไม่กี่นาทีเอง
พอสะดุ้งตื่น ใจก็กระโดดไปคิดเรื่องประชุมพรุ่งนี้เช้า จะพูดอะไรดี เขาจะถามอะไร ต้องเตรียมอะไรเพิ่ม ใจเต้นแรงขึ้นทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาจริง
สุดท้ายก็มาจบที่คำถามเดิม ที่ผุดขึ้นมาทุกครั้งที่นั่งแล้วไม่นิ่ง
นั่งแบบนี้มันจะไปถึงไหนกัน ทำไปทำไม คนอื่นเขานั่งแล้วสงบ เราทำไมนั่งแล้วยิ่งฟุ้ง
ลืมตาขึ้นมา สิบห้านาทีผ่านไปแค่หกนาที มือถือเงียบ นาฬิกาบนผนังเดินช้าเหมือนล้อเลียน
ถ้าเคยเจอแบบนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเรานั่งสมาธิไม่เป็น
สิ่งที่เกิดขึ้นในหกนาทีนั้น ไม่ใช่ความผิดปกติ มันมีชื่อเรียกอยู่แล้ว และคนที่นั่งสมาธิมาก่อนเราเป็นพันปีก็เจอเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส
ที่รู้สึกแย่ที่สุดตอนนั้น ไม่ใช่ตัวความคิดที่แทรกเข้ามา แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
เราเผลอคิดว่าสมาธิที่ดีคือใจว่างเปล่า ไม่มีอะไรผ่านเข้ามาเลย พอมีอะไรผ่านเข้ามาก็เลยรู้สึกว่าตัวเองทำพัง แล้วก็เผลอโทษตัวเองว่าคงไม่มีบุญพอ คงไม่มีวาสนาทางนี้
แต่ถ้าลองสังเกตดูดี ๆ สิ่งที่โผล่มาในหกนาทีนั้นไม่ได้มั่ว ๆ มันมาเป็นรูปแบบ อยากได้ของอร่อย โกรธคนที่พูดแรง ง่วงจนหัวโคลง ฟุ้งเรื่องพรุ่งนี้ สงสัยว่าทำไปทำไม
ห้าอย่างนี้พระพุทธเจ้าเคยพูดถึงไว้แล้ว ท่านเรียกมันว่านิวรณ์ แปลตรง ๆ ว่าเครื่องกั้น เหมือนม่านที่กั้นไม่ให้ใจเห็นอะไรชัด
ท่านไม่ได้บอกว่านิวรณ์เป็นเรื่องแปลก ท่านบอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นของที่เกิดกับทุกคนที่ยังฝึกอยู่ ต่างกันแค่ว่าใครจะรู้ทันมันเร็วแค่ไหน
น้ำห้าแบบในบ่อเดียวกัน
มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังครวะ เคยไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมบางครั้งมนตร์ที่ท่องมาตั้งแต่เด็กก็จำได้แม่นดี แต่บางครั้งกลับนึกไม่ออกเอาเสียเลย ทั้งที่ท่องบทเดียวกันมาทั้งชีวิต
พระพุทธเจ้าตอบด้วยการเปรียบว่า ใจเราก็เหมือนน้ำในภาชนะ ถ้าน้ำนั้นใส ไม่มีอะไรมากวน คนที่มองลงไปก็เห็นเงาหน้าตัวเองชัดเจน
แต่ถ้าน้ำนั้นถูกทำให้ขุ่นด้วยเหตุห้าอย่าง คนมองก็จะไม่เห็นเงาหน้าตัวเองเลย ต่อให้ก้มมองใกล้แค่ไหนก็ตาม
เหตุห้าอย่างนั้นคือสิ่งเดียวกับที่เกิดขึ้นในหกนาทีที่เรานั่งอยู่บนเสื่อ
อย่างแรก คือความอยาก อยากได้ อยากกิน อยากมี เหมือนน้ำที่ถูกผสมสีจนขุ่น มองไม่เห็นเงาหน้า
อย่างที่สอง คือความโกรธ ความไม่พอใจ ความอาฆาต เหมือนน้ำที่ถูกต้มจนเดือดพล่าน จะมองก็มองไม่เห็นเพราะน้ำกำลังปั่นป่วนอยู่
อย่างที่สาม คือความง่วงเหงาหาวนอน ความหดหู่เซื่องซึม เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปกคลุมอยู่เต็มผิวหน้า ทั้งที่น้ำข้างล่างอาจจะยังใสอยู่ก็ได้
อย่างที่สี่ คือความฟุ้งซ่านและความกังวลใจ เหมือนน้ำที่ถูกลมพัดจนเป็นระลอกคลื่นทั้งบ่อ ไม่มีจุดไหนสงบพอให้ส่องดูอะไรได้เลย
อย่างที่ห้า คือความลังเลสงสัย เหมือนน้ำที่ขุ่นเป็นโคลนจนมืด มองอย่างไรก็ไม่เห็น แถมยังไม่รู้ด้วยว่าน้ำใต้โคลนนั้นเป็นแบบไหน
ในธรรมบทมีคำสอนสั้น ๆ ที่พูดถึงภาพนี้เอาไว้ว่า
ห้วงน้ำที่ลึก เมื่อใสสงบปราศจากคลื่น ย่อมนิ่งฉันใด ผู้มีปัญญาได้ฟังธรรมแล้ว ก็ย่อมสงบผ่องใสฉันนั้น
ท่านไม่ได้บอกว่าต้องทำให้บ่อไม่มีวันมีคลื่นอีกเลย ท่านบอกแค่ว่า เมื่อคลื่นสงบ น้ำก็ใสของมันเอง
เรื่องนี้สำคัญ เพราะมันแปลว่าเราไม่ต้องไปห้ามไม่ให้คลื่นเกิด สิ่งที่ทำได้จริงคือรู้ว่าตอนนี้บ่อมีคลื่นแบบไหนอยู่ แล้วปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไปโดยไม่ต้องซ้ำเติมตัวเอง
ส่องหน้าตัวเองในน้ำขุ่น
ลองนึกภาพตอนเช้าที่เราก้มหน้าไปล้างหน้าที่อ่างน้ำ
ถ้าน้ำในอ่างนิ่งสนิท เราจะเห็นหน้าตัวเองชัดเจน เห็นทุกริ้วรอย เห็นสีหน้าที่แท้จริงของเช้าวันนั้น
แต่ถ้าเราตักน้ำแรงไปหน่อย ผิวน้ำกระเพื่อม ภาพหน้าเราก็เบี้ยวไปทันที
เวลาเราอยากได้อะไรมาก ๆ ใจก็เหมือนน้ำที่ถูกเทสีลงไป มองเห็นแต่สิ่งที่อยากได้ ไม่เห็นอะไรอย่างอื่นตามจริง แม้แต่คนตรงหน้าก็มองเป็นแค่ทางไปสู่สิ่งที่อยาก
เวลาเราโกรธ ใจเหมือนน้ำเดือด ทุกอย่างที่มองผ่านน้ำเดือดจะดูบิดเบี้ยวไปหมด แม้แต่คนที่เรารักก็ดูน่าเกลียดไปชั่วขณะ
เวลาเราง่วงหรือเบื่อหน่าย ใจเหมือนถูกจอกแหนคลุมทับ ไม่ใช่ว่าน้ำข้างล่างเสีย แค่มองไม่เห็นเพราะมีอะไรบังอยู่ข้างบน
เวลาเราฟุ้งซ่านกังวล ใจเหมือนน้ำที่ลมพัดทั้งวัน ไม่มีจังหวะไหนที่ผิวน้ำจะนิ่งพอให้เห็นอะไรชัด
เวลาเราสงสัยลังเล ใจเหมือนน้ำขุ่นเป็นโคลน ยิ่งพยายามมองยิ่งมืด บางทีถึงกับเลิกมองไปเลยเพราะเหนื่อยที่จะพยายาม
หลวงปู่ชาเคยพูดถึงเรื่องน้ำขุ่นไว้เช่นกัน ท่านว่า
ถ้าเราปล่อยน้ำที่ขุ่นให้นิ่งอยู่เฉย ๆ สักพักน้ำก็จะใสเอง จิตใจที่ฟุ้งซ่านก็เหมือนกัน ถ้าปล่อยให้นิ่งอยู่กับที่ ไม่ต้องไปกวนมันเพิ่ม เดี๋ยวมันก็สงบของมันเอง
สิ่งที่ท่านสอนไม่ใช่การพยายามทำให้น้ำใสด้วยแรง ยิ่งเอามือกวนน้ำขุ่นแรงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งขุ่นหนักขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่ท่านสอนคือการรู้จักปล่อยให้มันนิ่ง ซึ่งฟังดูง่าย แต่ทำจริงยากกว่าที่คิด เพราะสัญชาตญาณของเรามักอยากรีบแก้ทันทีที่เห็นว่าน้ำขุ่น
เมื่อรู้ว่าใครมาเคาะประตู
ทีนี้กลับมาที่เสื่อที่เรานั่งอยู่ตอนสามทุ่ม
สิ่งที่พอทำได้จริงไม่ใช่การไล่ความคิดหรือบังคับใจให้นิ่งทันที เพราะยิ่งไล่ยิ่งบังคับ น้ำก็ยิ่งกระเพื่อมแรงขึ้น
สิ่งที่พอทำได้คือแค่รู้ว่า ตอนนี้น้ำในบ่อกำลังขุ่นแบบไหนอยู่
พอความอยากกินขนมผุดขึ้นมาระหว่างนั่ง แทนที่จะรำคาญตัวเอง ลองบอกกับตัวเองเบา ๆ ว่า อ๋อ นี่คือความอยาก มันมาแล้ว แค่นั้น ไม่ต้องไปเถียงกับมัน ไม่ต้องไปห้ามมัน แค่เห็นว่ามันมา บ่อยครั้งพอเห็นแล้วมันจะอยู่ไม่นาน เหมือนคลื่นลูกหนึ่งที่ซัดเข้ามาแล้วก็ถอยกลับไปเอง
พอความโกรธผุดขึ้นมา แบบเรื่องคำพูดของสามีตอนกินข้าว ลองวางมือบนอกแล้วหายใจออกยาว ๆ สักสามครั้ง ก่อนจะกลับมานั่งต่อ ไม่ต้องรีบไปตัดสินว่าใครถูกใครผิดตอนนี้ แค่รู้ว่าน้ำกำลังเดือดอยู่ รอให้ไฟมันอ่อนลงก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องนั้นใหม่ตอนที่หัวเย็นลงแล้ว
พอตาเริ่มหนักและหัวเริ่มโคลงเคลง ถ้านั่งต่อแล้วง่วงจริง ๆ ลองลืมตาขึ้นมองจุดหนึ่งข้างหน้าเบา ๆ หรือลุกขึ้นเดินจงกรมช้า ๆ สักสองสามนาทีก่อนกลับมานั่งใหม่ ความง่วงหลายครั้งไม่ได้แปลว่าจิตไม่สู้ แต่แปลว่าร่างกายล้าจริง ๆ และการยอมรับตรงนี้ไม่ใช่การแพ้
พอใจเริ่มฟุ้งไปเรื่องประชุมพรุ่งนี้ ลองหยิบกระดาษมาจดหัวข้อที่กังวลไว้สั้น ๆ ก่อนนั่ง จดแค่คำสำคัญ ไม่ต้องเขียนแผนทั้งหมด แล้วบอกตัวเองว่าเรื่องนี้จดไว้แล้ว จะกลับมาคิดต่อพรุ่งนี้เช้า ใจจะได้วางเรื่องนั้นลงได้ง่ายขึ้น เพราะมันไม่ต้องกลัวว่าจะลืม
ส่วนความสงสัยที่ผุดขึ้นมาตอนท้าย ว่านั่งไปทำไม นั่งแล้วได้อะไร ข้อนี้ไม่ต้องรีบหาคำตอบให้จบในคืนเดียว ลองปล่อยให้คำถามนั้นลอยอยู่เฉย ๆ ได้ ไม่ต้องเถียงกับมัน ไม่ต้องเชื่อมันทันที แค่รู้ว่ามันมาเยี่ยมอีกแล้ว บางคืนมันมาแค่แป๊บเดียวก็ไปเอง
หลายคนพอเจอนิวรณ์ตัวใดตัวหนึ่งบ่อย ๆ ก็เริ่มคิดว่าตัวเองมีปัญหาเฉพาะตัว ทั้งที่จริง ๆ แค่คืนไหนใครง่วงเป็นหลัก คืนไหนใครฟุ้งเป็นหลัก ก็ต่างกันไปตามแต่ละคนและแต่ละวัน ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องเจอเหมือนกันทุกคืน
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากคืนนี้ ลองจำสี่อย่างนี้พอ
- เห็นว่าใจกำลังขุ่นแบบไหน ก่อนจะพยายามทำให้มันใส
- ยิ่งบังคับน้ำที่ขุ่น มันยิ่งขุ่นหนักขึ้น
- ความอยากและความโกรธมักมาเร็วไปเร็ว ถ้าแค่เห็นเฉย ๆ
- ความง่วงกับความฟุ้ง มักแก้ได้ด้วยการขยับกายหรือจดสิ่งที่ค้างใจไว้ก่อน
คืนนี้ยังนั่งไม่นิ่งก็ได้
ถ้าคืนนี้นั่งสิบห้านาทีแล้วยังฟุ้งเหมือนเดิม ก็ไม่ได้แปลว่าที่ผ่านมาทำผิดทางมาตลอด
บ่อน้ำทุกบ่อมีวันที่ลมแรง มีวันที่แดดร้อนจนน้ำระเหยขุ่น เป็นเรื่องธรรมดาของบ่อ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติของใครคนใดคนหนึ่ง
พรุ่งนี้กลางวัน ถ้าจำได้ตอนไหนที่ใจกำลังขุ่น ลองสังเกตดูเฉย ๆ ว่าขุ่นแบบไหนในห้าแบบนี้ ไม่ต้องรีบแก้ ไม่ต้องรีบห้าม
แค่รู้จักหน้าตาของน้ำขุ่นแต่ละแบบให้คุ้นเคยขึ้นทีละนิด คืนต่อ ๆ ไปที่นั่งลงบนเสื่อผืนเดิม อาจจะเห็นเงาหน้าตัวเองได้นานขึ้นอีกนิดหนึ่งก็ได้
