มรรคมีองค์ 8 ทางสายกลางที่ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป
คืนวันอาทิตย์ เขานั่งอยู่หน้าปฏิทินในมือถือ เปิดแอปนับก้าว เปิดแอปจดบันทึกอาหาร เปิดแอปนั่งสมาธิ ทั้งสามแอปเพิ่งโหลดมาเมื่อบ่ายนี้เอง
พรุ่งนี้เขาจะเริ่มใหม่ทั้งหมด
ตื่นตีห้า วิ่งห้ากิโล งดข้าวเย็น งดโซเชียล นั่งสมาธิชั่วโมงหนึ่งก่อนนอน ทำทุกอย่างพร้อมกันในคราวเดียว เพราะปีที่ผ่านมามันแย่พอแล้ว
เขาทำได้จริงสามวัน
วันที่สี่ตื่นไม่ไหว วันที่ห้าสั่งชานมไข่มุกแก้วใหญ่กินคนเดียวตอนเที่ยงคืน แอปทั้งสามค้างอยู่ที่หน้าจอเดิมมาสองสัปดาห์แล้ว
ที่น่าแปลกคือ เขาไม่ได้ล้มเหลวเพราะขี้เกียจ
เขาล้มเหลวเพราะพยายามหนักเกินไปต่างหาก
ตอนที่ตั้งใจทำทุกอย่างพร้อมกัน มันให้ความรู้สึกดีมากในคืนแรก เหมือนได้กอบกู้ชีวิตคืนมา ความรู้สึกนั้นหอมหวานจนอยากทำให้สุดทาง ยิ่งทำหนักเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองจริงจังเท่านั้น
แต่ร่างกายกับใจไม่ได้ทำงานแบบนั้น มันรับได้ระดับหนึ่ง พอเกินระดับนั้นมันไม่ได้ค่อย ๆ ถอย มันพังทีเดียว
แล้วพอพังแล้ว ก็มักจะไม่กลับไปทำอะไรเลย สลับขั้วไปอีกด้าน จากทำทุกอย่างเป็นไม่ทำอะไรเลย จากเข้มงวดสุดขีดเป็นปล่อยตัวสุดขีด
ชีวิตหลายคนวนอยู่แบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องออกกำลังกาย เรื่องงานก็เหมือนกัน บางช่วงทำงานหามรุ่งหามค่ำจนล้ม บางช่วงไม่แตะงานเลยจนงานกองท่วมหัว เรื่องใจก็เหมือนกัน บางทีเก็บความโกรธไว้จนไม่พูดอะไรเลย บางทีระเบิดออกมาจนพูดสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจพูด
สุดโต่งด้านหนึ่งไม่เคยพาไปไหน มันแค่เหวี่ยงไปหาสุดโต่งอีกด้านเสมอ
ที่แปลกกว่านั้นคือ ทุกครั้งที่ล้มจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่ง เรามักโทษตัวเองว่าใจไม่แข็งพอ ทั้งที่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความแข็งของใจเลย มันอยู่ที่ระยะทางที่เราตั้งไว้ไกลเกินกว่าที่ใจตัวเองจะเดินถึง
เรื่องนี้พระพุทธเจ้าเคยผ่านมาก่อนแล้ว
ก่อนจะตรัสรู้ พระองค์เคยลองทำทุกอย่างสุดทางมาแล้วจริง ๆ
ตอนแรกท่านใช้ชีวิตในวังอย่างสุขสบายที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะมีได้ ไม่มีอะไรขาด แต่ก็ไม่พบคำตอบ
พอออกจากวัง ท่านไปอีกสุดทางหนึ่ง ทรมานร่างกายอย่างหนัก อดอาหารจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นั่งจนล้มลงกับพื้น ทำอย่างนี้อยู่หกปี
ทั้งสองทางไม่พาไปถึงไหน
ท่านจึงวางทั้งสองทางลง แล้วเลือกเดินทางที่สาม ทางที่ไม่ตึงจนขาด และไม่หย่อนจนไร้แรง
ทางนั้นคือมรรคมีองค์แปด หรือทางสายกลาง — มัชฌิมาปฏิปทา
ในพระสูตรหนึ่งเล่าว่า มีพระรูปหนึ่งชื่อโสณะ ก่อนบวชท่านเคยเล่นพิณเก่ง พอมาบวชแล้วตั้งใจปฏิบัติหนักมาก เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกเป็นแผล แต่จิตก็ยังไม่สงบสักที ท่านเริ่มท้อ คิดจะสึก
พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาท่าน แล้วถามคำถามธรรมดามาก ท่านถามว่า ตอนที่ยังเล่นพิณอยู่ ถ้าสายพิณตึงเกินไป เสียงจะเพราะไหม
พระโสณะตอบว่าไม่เพราะ
ท่านถามต่อว่า แล้วถ้าสายหย่อนเกินไปล่ะ
พระโสณะตอบว่าก็ไม่เพราะเหมือนกัน
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
ความเพียรที่ตึงเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนเกินไปย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เพราะฉะนั้นพึงตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ
พระโสณะฟังแล้วปรับความเพียรของตัวเองใหม่ ไม่นานก็บรรลุธรรม
มรรคมีองค์แปดจึงไม่ใช่สูตรลับที่ต้องท่องจำ แต่เป็นการจัดวางชีวิตแปดด้านให้พอดีกันแบบนี้ แบ่งได้เป็นสามกลุ่มใหญ่
กลุ่มแรกเรื่องปัญญา คือเห็นถูกตามที่สิ่งต่าง ๆ เป็นจริง ไม่ใช่เห็นตามที่อยากให้เป็น และคิดถูก คือคิดโดยไม่ผูกไว้กับความอยากได้อยากมี
กลุ่มที่สองเรื่องศีล คือพูดถูก ทำถูก เลี้ยงชีพถูก สามข้อนี้ล้วนแปลว่าไม่เบียดเบียนใคร ทั้งด้วยคำพูด การกระทำ และหน้าที่การงาน
กลุ่มที่สามเรื่องสมาธิ คือพยายามถูก ระลึกถูก ตั้งใจมั่นถูก สามข้อนี้คือการฝึกใจให้อยู่กับปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ฝึกแบบเผาผลาญตัวเองในคราวเดียว
ทั้งแปดข้อไม่ได้แยกทำทีละข้อ เหมือนเชือกแปดเส้นที่ถักเป็นเปียเดียวกัน ดึงเส้นไหนแรงไปเปียก็เบี้ยว
ต้นไม้ที่รดน้ำจนตาย
มีต้นมะลิต้นหนึ่งอยู่หน้าบ้าน คนปลูกรักมันมาก อยากให้โตเร็ว ๆ
รดน้ำทุกเช้าเย็น รดจนดินแฉะตลอดเวลา ใส่ปุ๋ยทุกสัปดาห์ คิดว่ายิ่งให้มากยิ่งดี
ผ่านไปเดือนหนึ่ง ใบเริ่มเหลือง รากเริ่มเน่า เพราะดินไม่เคยแห้งเลยสักวัน รากหายใจไม่ได้
คนปลูกตกใจ กลัวว่าต้นจะตาย เลยหยุดรดน้ำไปเลยสองสัปดาห์ให้ดินแห้งสนิท
ต้นมะลิเหี่ยวหนักกว่าเดิม เพราะตอนนี้มันขาดน้ำสุดขีดแทน
ต้นไม้ต้นเดียวกัน ตายได้ทั้งจากน้ำมากไปและน้ำน้อยไป สิ่งที่มันต้องการจริง ๆ ไม่ใช่น้ำมากที่สุดหรือน้อยที่สุด แต่เป็นปริมาณที่พอดีกับรากของมัน รดแล้วปล่อยให้ดินได้แห้งบ้างก่อนรดรอบใหม่
ใจของเราก็ทำงานคล้ายต้นไม้ต้นนั้น ทุ่มบีบคั้นตัวเองมากไปก็เหี่ยว ปล่อยละเลยตัวเองมากไปก็เหี่ยวเหมือนกัน มรรคมีองค์แปดไม่ได้บอกให้เราหยุดรดน้ำ แค่บอกให้รดในปริมาณที่รากรับไหว
จุดพอดีของแต่ละต้นไม่เท่ากันด้วย ต้นมะลิต้นนี้ต้องการน้ำปริมาณหนึ่ง ต้นกระบองเพชรข้าง ๆ ต้องการน้อยกว่านั้นมาก จุดพอดีของแต่ละคนก็เช่นกัน ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องนั่งสมาธิกี่นาที ต้องออกกำลังกายกี่วัน คนหนึ่งอาจพอดีที่สิบนาที อีกคนอาจพอดีที่ห้านาที เรื่องสำคัญคือรู้จักรากของตัวเอง ไม่ใช่ไปเทียบกับต้นอื่น
เอาแปดข้อนี้มาใช้กับวันธรรมดา ๆ ได้ยังไง
ไม่ต้องรอวันที่ชีวิตพังก่อนถึงจะเริ่ม ลองเอาสามสี่เรื่องนี้มาสอดแทรกในวันธรรมดาดูก่อนก็ได้
เรื่องแรกคือคำพูด ก่อนพิมพ์ข้อความตอบใครตอนโมโห ลองวางมือถือลงสักสิบวินาที หายใจเข้าออกช้า ๆ สักสามครั้ง แล้วค่อยอ่านสิ่งที่จะพิมพ์อีกรอบ ไม่ใช่เพื่อเก็บกด แต่เพื่อให้คำพูดที่ออกไปเป็นคำที่เราเลือกจริง ๆ ไม่ใช่คำที่อารมณ์เลือกให้ นี่คือส่วนของการพูดถูก ทำได้ทุกครั้งที่รู้สึกร้อนวูบก่อนพิมพ์หรือก่อนพูด
เรื่องที่สองคือความพยายามในงาน ลองสังเกตดูว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเราอยู่ฝั่งไหนมากกว่ากัน ฝั่งหักโหมจนไม่มีเวลาหายใจ หรือฝั่งผัดวันจนงานกองสุม ถ้าหักโหมเกินไป ลองตั้งเวลาเลิกงานที่แน่นอนสักวันละหนึ่งชั่วโมงก่อนเวลาที่เคยเลิก ถ้าผัดวันเกินไป ลองตั้งเวลาทำงานสั้น ๆ แค่ยี่สิบนาทีต่อวันโดยไม่ต้องรอให้พร้อม ทั้งสองแบบคือการปรับความเพียรให้กลับมาอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่การเพิ่มหรือลดวินัยแบบสุดทาง
เรื่องที่สามคือการนั่งสมาธิและการระลึกรู้ในชีวิตประจำวัน ถ้าเพิ่งเริ่ม อย่าตั้งเป้าเป็นชั่วโมง ลองนั่งแค่ห้านาทีตอนเช้าก่อนเปิดมือถือ นั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ไม่ต้องขัดสมาธิให้เจ็บขา แค่รู้ลมหายใจเข้าออก พอจิตล่องลอยไปคิดเรื่องอื่นก็แค่พากลับมาเฉย ๆ ไม่ต้องดุตัวเอง นอกจากนั่งสมาธิ ลองแทรกความระลึกรู้เข้าไปในงานที่ทำอยู่แล้วก็ได้ อย่างตอนล้างจาน รู้สึกถึงน้ำอุ่นที่ไหลผ่านมือ รู้สึกถึงจานที่ลื่นในมือ ไม่ต้องเพิ่มเวลาในตารางเลยสักนาที
เรื่องสุดท้ายคือการเลี้ยงชีพและการใช้ชีวิตประจำวันโดยรวม ลองถามตัวเองเป็นระยะว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้กำลังเบียดเบียนใครอยู่หรือเปล่า ทั้งเบียดเบียนคนอื่นและเบียดเบียนตัวเอง ไม่ต้องเป็นคำถามใหญ่โต แค่เป็นคำถามเล็ก ๆ ที่ถามบ่อย ๆ พอ
ถ้าจะจำสั้น ๆ ลองจำสามอย่างนี้
- สังเกตว่าตอนนี้กำลังเอียงไปทางตึงหรือทางหย่อน ก่อนจะแก้อะไร
- ปรับทีละนิด ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งหมดในคืนเดียว
- ทำน้อยแต่ทำได้จริงทุกวัน ดีกว่าทำเยอะแล้วเลิกกลางทาง
ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดคืนนี้
พรุ่งนี้ไม่ต้องตื่นตีห้า ไม่ต้องวิ่งห้ากิโล ไม่ต้องงดทุกอย่างพร้อมกัน
แค่ลองมองดูว่าตอนนี้เรากำลังดึงสายไหนแน่นเกินไป แล้วผ่อนมันลงนิดเดียวก็พอ
ต้นมะลิหน้าบ้านต้นนั้น ถ้ารดน้ำพอดี มันจะค่อย ๆ แตกใบใหม่เอง ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องบังคับ
แค่รดให้พอดี แล้วปล่อยให้มันโตไปตามจังหวะของมัน
