บารมีสิบอย่างที่ไม่มีใครสร้างเสร็จในชาติเดียว
วันพระที่ผ่านมา เราไปทำบุญที่วัดเหมือนทุกครั้ง ใส่บาตรตอนเช้า ถวายสังฆทานสายๆ นั่งฟังพระเทศน์จนจบกัณฑ์ กลับบ้านมาด้วยใจที่คิดว่าตัวเองสะสมความดีไว้ได้อีกก้อนหนึ่งแล้ว
แต่ตกเย็นวันเดียวกันนั้นเอง เราตวาดใส่ลูกเสียงดัง เพราะเขาทำแก้วน้ำหกรดโซฟาตัวโปรด
เสียงที่หลุดออกไปแรงกว่าที่ตั้งใจมาก ลูกสะดุ้ง แล้วเดินร้องไห้เข้าห้องไป
เรานั่งนิ่งอยู่คนเดียวตรงนั้น มือยังเปียกน้ำที่หกอยู่เลย แล้วคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำบุญมาตั้งกี่ปี ทำไมใจยังโกรธง่ายเหมือนเดิม
ความดีที่รู้สึกเหมือนนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง
คืนนั้นคำถามนี้วนอยู่ในหัวไม่หยุด ไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้ด้วย
ทุกครั้งที่คิดว่าตัวเองใจเย็นขึ้นแล้ว สงบขึ้นแล้ว ปล่อยวางเป็นแล้ว มักมีเหตุการณ์เล็กๆ มาพิสูจน์ว่ายังไม่ใช่อยู่ดี บางทีเป็นคำพูดของคนขับรถที่ปาดหน้า บางทีเป็นเสียงบ่นของคนในบ้าน บางทีก็แค่แก้วน้ำหกใบเดียว
ความรู้สึกที่แย่ที่สุดในคืนแบบนั้นไม่ใช่ความโกรธเอง แต่เป็นความรู้สึกว่าที่ทำบุญมาทั้งหมด สวดมนต์มาทั้งหมด นั่งสมาธิมาทั้งหมด มันสูญเปล่า เหมือนเราเดินวนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ไปไหนสักที
เราเผลอคิดไปว่าความดีควรจะสะสมแบบเงินฝาก ทำวันนี้แล้วพรุ่งนี้ต้องดีขึ้นกว่าเดิมเห็นได้ชัด ถ้าไม่เห็นผล ก็แปลว่าที่ทำมาไม่มีความหมาย
พอคิดแบบนั้นบ่อยเข้า บางคืนก็อยากเลิกทำไปเลย เพราะรู้สึกว่าทำไปก็เท่านั้น ใจก็ยังเป็นแบบเดิม กลับมาโกรธง่าย น้อยใจง่าย อิจฉาง่ายเหมือนที่เคยเป็น
แต่ถ้าลองมองย้อนกลับไปอีกที คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่ "ทำไมยังไม่ดีขึ้น" แต่เป็น "เราคาดหวังว่าใจจะสมบูรณ์ภายในกี่วันกันแน่"
เส้นทางที่พระพุทธเจ้าเองก็เดินมานาน
ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าอยู่ชุดหนึ่งที่เรียกว่าชาดก เป็นเรื่องราวชาติก่อนๆ ของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย
เรื่องเหล่านี้เล่าถึงชีวิตนับไม่ถ้วนที่ท่านเวียนว่ายเกิดตาย บางชาติเกิดเป็นกษัตริย์ บางชาติเกิดเป็นพราหมณ์ยากจน บางชาติเกิดเป็นสัตว์ป่า แต่ทุกชาติมีสิ่งหนึ่งที่ท่านค่อยๆ สร้างขึ้นเหมือนกัน คือคุณธรรมสิบอย่างที่เรียกว่าบารมี
บารมีแปลง่ายๆ ได้ว่า คุณความดีที่ทำให้ครบถ้วนขึ้นทีละน้อย ไม่ใช่คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วเต็มร้อยตั้งแต่ต้น
สิบอย่างนั้นเริ่มจากการให้ ที่ค่อยๆ ขยายจากให้ของเล็กน้อยไปจนถึงให้ได้โดยไม่หวงแม้แต่สิ่งที่รักที่สุด ต่อด้วยการรักษาศีลให้เป็นกรอบของกายและวาจา การปล่อยวางจากความอยากที่พาใจฟุ้งซ่าน ปัญญาที่ค่อยๆ เห็นสิ่งต่างๆ ตามจริงมากขึ้น ความเพียรที่ไม่ทิ้งกลางทาง ความอดทนต่อสิ่งที่ไม่ถูกใจ ความซื่อตรงต่อคำพูดและต่อตัวเอง ความตั้งใจมั่นที่ไม่กลับกลอก ความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น และท้ายที่สุดคือใจที่วางเฉยได้เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่หวัง
เรื่องเล่าที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดในชุดนี้ คือชาดกว่าด้วยพระเวสสันดร กษัตริย์ผู้ให้ทานจนแทบไม่เหลืออะไรไว้เพื่อตัวเอง เรื่องนี้ไม่ได้เล่าเพื่อบอกว่าต้องให้จนหมดตัวถึงจะเรียกว่าดี แต่เล่าเพื่อให้เห็นว่าคุณธรรมข้อหนึ่งอาจใช้เวลาสร้างข้ามภพข้ามชาติ กว่าจะเต็มบริบูรณ์
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่ผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้สมบูรณ์ในชาติเดียว ท่านล้มบ้าง พลาดบ้าง เกิดใหม่แล้วเริ่มสะสมต่อบ้าง
การปล่อยวางจากความอยากที่เรียกว่าเนกขัมมะ ไม่ได้แปลว่าต้องออกบวชถึงจะทำได้ ในชีวิตคนธรรมดา มันอาจเป็นแค่วันที่เราเลือกไม่ซื้อของที่อยากได้เพราะรู้ว่าซื้อไปก็ไม่ได้ทำให้ใจอิ่มขึ้นจริง ส่วนปัญญาที่ค่อยๆ เห็นตามจริง ก็เริ่มจากการสังเกตใจตัวเองบ่อยๆ อย่างที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ เห็นว่าความโกรธมาแล้วก็ไป เห็นว่าไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไปสักอย่าง
ในอิติวุตตกะมีพุทธพจน์บทหนึ่งที่ตรัสถึงเรื่องการให้ไว้ว่า
หากสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งการแบ่งปันอย่างที่เราตถาคตรู้ เขาจะไม่บริโภคโดยไม่แบ่งปันก่อนเลย
ท่านไม่ได้บอกว่าให้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่พูดถึงการรู้ผลของมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นนิสัยของใจ นั่นคือลักษณะของบารมี มันไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เป็นสิ่งที่ทำซ้ำจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับใจ
โอ่งน้ำหน้าบ้านกับสายฝนที่มองไม่เห็นว่าเติมเท่าไหร่
ลองนึกถึงโอ่งน้ำใบใหญ่ที่ตั้งไว้รองน้ำฝนหน้าบ้าน
วันแรกที่ฝนตก น้ำหยดลงมาจากชายคาทีละหยด มองปราดเดียวแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ระดับน้ำในโอ่งยังอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อวาน
ถ้าเราไปยืนจ้องโอ่งทุกชั่วโมงเพื่อดูว่าน้ำขึ้นหรือยัง เราจะรู้สึกท้อ เพราะแทบไม่เห็นอะไรขยับ
แต่ถ้าปล่อยให้ฝนตกไปเรื่อยๆ ตามฤดูของมัน ผ่านไปหนึ่งเดือน โอ่งใบนั้นจะเต็มขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ได้นับหยดแม้แต่หยดเดียว
ความดีที่เราทำในแต่ละวันก็เหมือนหยดน้ำฝนพวกนั้น การยิ้มให้คนแปลกหน้าหนึ่งครั้ง การอดทนไม่พูดคำแรงกลับไปหนึ่งครั้ง การให้อภัยเรื่องเล็กๆ หนึ่งเรื่อง แต่ละอย่างเบาจนแทบไม่รู้สึกว่ามีน้ำหนัก
สิ่งที่ทำให้เราท้อไม่ใช่เพราะความดีไม่สะสม แต่เพราะเราไปยืนจ้องโอ่งใกล้เกินไป จ้องบ่อยเกินไป แล้วคาดหวังจะเห็นระดับน้ำขยับทุกวัน
โอ่งไม่เคยรู้ตัวว่ากำลังเต็ม มันแค่รองรับหยดน้ำไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราเดินผ่านแล้วเหลือบไปเห็นว่าน้ำใกล้เต็มปากโอ่งแล้ว โดยไม่มีวันไหนเลยที่รู้สึกว่ามันเต็มขึ้นแบบก้าวกระโดด
แล้วแต่ละวันจะดูแลโอ่งใบนี้ยังไง
พอเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการสะสมทีละหยด คำถามต่อมาคือ แล้วหยดน้ำแต่ละหยดหน้าตาเป็นแบบไหนในชีวิตจริง
การให้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินก้อนใหญ่หรือของบริจาคชิ้นโต บางวันมันอาจเป็นแค่การสละที่นั่งบนรถเมล์ให้คนแก่ หรือฟังเพื่อนบ่นสิบนาทีโดยไม่ขัด ให้เวลาก็เป็นการให้ชนิดหนึ่ง และมักจะยากกว่าให้เงินด้วยซ้ำ
การรักษาศีล ไม่ต้องรอวันพระ ทุกวันมีจังหวะให้เลือกอยู่แล้วว่าจะพูดความจริงหรือพูดให้สะดวกปาก จะโกหกเล็กๆ เพื่อเลี่ยงความอึดอัดหรือจะยอมอึดอัดแล้วพูดตรง ศีลข้อเล็กๆ ที่รักษาได้ในบทสนทนาสั้นๆ แบบนี้แหละที่ค่อยๆ กลายเป็นกรอบของใจ
ความอดทนทดสอบได้ง่ายที่สุดตอนรถติด ตอนรอคิว ตอนมีคนพูดจาไม่ถูกใจ ลองสังเกตดูว่าตอนนั้นเรากัดฟันทนแบบเจ็บปวด หรือทนแบบเข้าใจว่าเรื่องนี้ผ่านไปได้ ทั้งสองแบบเรียกว่าอดทนเหมือนกัน แต่แบบหลังเท่านั้นที่สะสมเป็นบารมี
ความซื่อตรงเริ่มจากเรื่องเล็กที่สุด คือซื่อตรงกับตัวเอง ตอนที่ทำอะไรผิดพลาด แทนที่จะหาเหตุผลกลบเกลื่อนให้ตัวเองฟังดูดีขึ้น ลองยอมรับตรงๆ กับตัวเองก่อนสักครั้งว่าเราพลาดตรงไหน คำพูดที่ให้กับคนอื่นจะตรงได้ ก็ต้องเริ่มจากคำพูดที่ให้กับตัวเองตรงก่อน
ส่วนความตั้งใจมั่น ไม่ได้แปลว่าต้องทำสำเร็จทุกครั้งที่ตั้งใจ แต่แปลว่าพอทำพลาดแล้วยังกลับมาตั้งต้นใหม่ได้ คืนที่ตวาดใส่ลูกแล้วรู้สึกแย่กับตัวเอง ถ้าพรุ่งนี้เรายังตั้งใจจะลองใจเย็นอีกครั้ง นั่นคือความตั้งใจมั่นที่ยังไม่ขาดตอน แม้ผลของเมื่อวานจะไม่สวยงามก็ตาม
ในโอวาทปาฏิโมกข์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้สั้นๆ ว่า
ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง
คำว่าตบะในที่นี้ไม่ได้แปลว่าการทรมานตัวเอง แต่หมายถึงสิ่งที่เผาผลาญกิเลสให้เบาบางลง ท่านจัดให้ความอดทนเป็นตบะที่แรงที่สุดข้อหนึ่ง เพราะมันไม่ต้องอาศัยการหนีไปที่ไหน แค่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วไม่ตอบโต้กลับ
ความเพียรอยู่ในวันที่ไม่อยากนั่งสมาธิแต่ก็ยังนั่งสิบนาที วันที่ไม่อยากมีเมตตากับใครเลยแต่ก็ยังพยายามคิดถึงเขาด้วยความเข้าใจสักนิด ความเพียรไม่ได้วัดที่ความสำเร็จ วัดที่ว่าพรุ่งนี้เรายังจะลองอีกไหม
เมตตากับความวางเฉยฟังดูเหมือนอยู่คนละขั้ว แต่จริงๆ ไปด้วยกัน เมตตาคือการปรารถนาดีต่อคนตรงหน้า ส่วนความวางเฉยคือการปล่อยให้ผลของสิ่งที่เราทำเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ไม่ใช่บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนตามที่เราอยากให้เป็น
ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากคืนนี้สักสามอย่าง ลองจำแค่นี้พอ
- ความดีในแต่ละวันไม่ต้องเห็นผลทันที มันสะสมแบบหยดน้ำ ไม่ใช่แบบก้าวกระโดด
- ตอนที่ใจพลาด ไม่ได้แปลว่าที่ทำมาทั้งหมดเป็นศูนย์ แค่หยดน้ำหยดหนึ่งยังไม่ตกลงโอ่งวันนี้
- จังหวะที่ทดสอบบารมีจริงๆ คือเรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่นานๆ เกิดที
คืนนี้แก้วน้ำใบนั้นยังหกอยู่เหมือนเดิม
เรื่องแก้วน้ำหกกับเสียงตวาดที่หลุดออกไปเมื่อเย็นนี้ ยังแก้ไม่ได้ในคืนนี้หรอก
แต่พรุ่งนี้เช้า เราอาจจะเดินไปกอดลูกก่อนเขาไปโรงเรียน พูดขอโทษสั้นๆ โดยไม่ต้องอธิบายยืดยาว นั่นก็เป็นหยดน้ำอีกหยดหนึ่งที่ตกลงในโอ่งใบเดิม
ไม่มีใครสร้างบารมีเสร็จในคืนเดียว หรือแม้แต่ในชาติเดียว
โอ่งใบนี้ยังไม่เต็ม แต่ฝนก็ยังตกอยู่ทุกคืนเหมือนเดิม
