มหาปรินิพพานสูตร: คืนสุดท้ายที่ท่านยังห่วงเรา
ตีสองของโรงพยาบาล เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เราสองคนพี่น้องนั่งอยู่ข้างเตียง มือเราจับมือแม่ไว้ มือที่เคยแข็งแรงตอนอุ้มเราตอนเด็ก ตอนนี้เหลือแค่ผิวบาง ๆ หุ้มกระดูก
หมอบอกเมื่อเย็นว่าคงอีกไม่นาน ให้ตั้งใจอยู่ด้วยกันเยอะ ๆ
เราไม่รู้จะรับมือกับคำว่า "ไม่นาน" ยังไง อยากให้มันนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ แต่ก็รู้อยู่ลึก ๆ ว่าห้ามไม่ได้
ตอนนั้นเองที่เรานึกถึงคำถามหนึ่งขึ้นมาเงียบ ๆ ในใจ แล้วพระพุทธเจ้าล่ะ ตอนที่ท่านจะจากไป ท่านรู้สึกยังไง คนที่อยู่รอบตัวท่านรู้สึกยังไง
สิ่งที่แน่นอยู่ในอกตอนนั่งเฝ้าคนที่กำลังจะจาก
ความรู้สึกตอนนั่งเฝ้าคนใกล้ตายไม่ใช่ความเศร้าอย่างเดียว มันซับซ้อนกว่านั้นมาก
มีความกลัวปนอยู่ กลัวว่าจะพลาดวินาทีสุดท้าย กลัวว่าจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นตอนที่ท่านหายใจครั้งสุดท้าย
มีความรู้สึกผิดแทรกเข้ามาด้วย นึกถึงครั้งที่เราเถียงกับแม่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นึกถึงคำที่ยังไม่ได้พูด นึกถึงเวลาที่เอาไปให้งานแทนที่จะเอามาให้ท่าน
และมีการต่อรองอยู่ในใจ แบบที่เราไม่กล้าพูดออกมาดัง ๆ ขอแค่อีกวันเดียว ขอให้ท่านลืมตาอีกครั้ง ขอให้พูดกับเราอีกประโยคเดียวก็พอ
เราอยากยึดทุกวินาทีไว้ไม่ให้หลุดมือ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามือเราไม่ได้มีไว้ยึดอะไรแบบนั้น
สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเผชิญกับความตาย แต่เป็นการอยู่กับความจริงที่ว่าเราควบคุมมันไม่ได้เลยสักนิด ทั้งที่อยากควบคุมมากที่สุดในชีวิต
บางทีเราก็โกรธตัวเองแทรกเข้ามาด้วย โกรธที่ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ โกรธที่ยังนั่งอยู่เฉย ๆ ทั้งที่คนตรงหน้ากำลังจากไปทีละน้อย
ความรู้สึกทั้งหมดนี้ไม่มีอันไหนผิด มันแค่มาพร้อมกันจนแยกไม่ออกว่าอันไหนคืออันไหน
คืนสุดท้ายใต้ต้นสาละ
เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในมหาปรินิพพานสูตร พระสูตรที่เล่าถึงช่วงสามเดือนสุดท้ายของพระพุทธเจ้า จนถึงคืนที่ท่านปรินิพพานที่เมืองกุสินารา
คืนนั้นท่านนอนพักระหว่างต้นสาละคู่หนึ่ง ซึ่งออกดอกผิดฤดู ดอกสาละร่วงลงมาปกคลุมพระวรกายท่านทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่มันควรจะบาน
พระอานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐากใกล้ชิดท่านมากว่ายี่สิบปี แอบเดินออกไปยืนร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตู มือเกาะกรอบประตูไว้ ปากพูดกับตัวเองว่า เรายังไม่ทันสำเร็จธรรมขั้นสูงเลย ครูของเราก็จะจากไปเสียแล้ว
พระพุทธเจ้าให้คนไปตามพระอานนท์เข้ามา แล้วท่านไม่ได้ดุ ไม่ได้บอกให้หยุดร้องไห้
ท่านพูดกับพระอานนท์ว่า ที่ผ่านมาพระอานนท์ดูแลท่านด้วยกาย วาจา ใจ ที่เปี่ยมด้วยเมตตาตลอดมา ไม่มีใครทำได้ดีเท่านี้อีกแล้ว
แล้วท่านถึงค่อยพูดถึงเรื่องที่พระอานนท์ไม่อยากได้ยิน ว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้น มีขึ้น ปรุงแต่งขึ้น สิ่งนั้นย่อมมีความแตกดับเป็นธรรมดา จะไปห้ามไม่ให้มันแตกดับนั้นเป็นไปไม่ได้
ก่อนหน้าคืนนั้นไม่กี่วัน ท่านยังพูดกับพระอานนท์ไว้อีกประโยคหนึ่ง ซึ่งฟังดูเหมือนคำสั่งเสียมากกว่าคำสอน
จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย
ท่านไม่ได้หมายความว่าอย่าพึ่งใครเลยในชีวิตประจำวัน แต่ท่านหมายถึงตอนที่ท่านไม่อยู่แล้ว สิ่งที่จะพาพวกเขาไปต่อได้ไม่ใช่ตัวท่านเอง แต่เป็นสิ่งที่ท่านสอนไว้ และการที่แต่ละคนหมั่นฝึกฝนตัวเองอย่างไม่ประมาท
ในคืนสุดท้ายจริง ๆ หลังจากตอบคำถามของนักบวชคนสุดท้ายที่มาขอฟังธรรมเสร็จ ท่านหันมาพูดกับภิกษุที่นั่งล้อมอยู่เป็นครั้งสุดท้าย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
พูดจบ ท่านก็หลับตาเข้าสู่ฌานตามลำดับ แล้วปรินิพพานในความเงียบสงบ ไม่มีเสียงคร่ำครวญ ไม่มีการอ้อนวอนขอให้อยู่ต่อ
ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน มีเรื่องเล็ก ๆ อีกเรื่องหนึ่งที่คนมักลืมพูดถึง นายจุนทะ ช่างทองผู้ถวายอาหารมื้อสุดท้ายแก่พระพุทธเจ้า ร้อนใจมากว่าอาหารของตนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้าประชวรหนัก
พระพุทธเจ้ารู้เรื่องนี้ ท่านสั่งพระอานนท์ให้ไปบอกนายจุนทะว่า อย่าได้เสียใจเลย การถวายอาหารมื้อนี้มีอานิสงส์เท่ากับมื้อที่ถวายก่อนท่านตรัสรู้ ทั้งสองมื้อมีค่าเท่ากัน
ท่านห่วงเรื่องความรู้สึกผิดของคนธรรมดาคนหนึ่ง ในคืนที่ท่านเองกำลังจะจากไป
ต้นไม้ที่หว่านเมล็ดไว้ทั่วป่าก่อนจะล้ม
ลองนึกถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งในป่า ต้นที่ยืนอยู่มานานจนนกมาทำรัง คนเดินป่าใช้อาศัยร่มเงา
วันหนึ่งต้นไม้นั้นเริ่มแก่ ใบเริ่มร่วง กิ่งเริ่มแห้ง คนที่รักต้นไม้ต้นนี้ย่อมอยากให้มันยืนอยู่แบบนั้นตลอดไป
แต่สิ่งที่ต้นไม้ทำไปตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การยืนให้ร่มเงา มันหว่านเมล็ดทิ้งไว้ทั่วป่าโดยที่ไม่มีใครสังเกต ลมพัดเมล็ดไปงอกเป็นต้นใหม่ที่ริมห้วยบ้าง บนเนินเขาบ้าง
พอต้นแม่ล้มลงจริง ๆ ป่าไม่ได้ว่างเปล่า เพราะมีต้นเล็ก ๆ งอกขึ้นมาแทนอยู่แล้วหลายสิบต้น แค่คนที่คุ้นกับร่มเงาเดิมยังมองไม่เห็นมัน เพราะใจยังจดจ่ออยู่กับต้นที่กำลังล้ม
พระพุทธเจ้าก็เหมือนต้นไม้ต้นนั้น สี่สิบห้าปีก่อนคืนนั้น ท่านไม่ได้แค่มีชีวิตอยู่เฉย ๆ ท่านสอน ท่านฝึกคน ท่านทิ้งคำสอนและวิธีปฏิบัติไว้ให้แล้วครบถ้วน
สิ่งที่ล้มลงคืนนั้นคือร่างกาย ไม่ใช่สิ่งที่ท่านหว่านไว้ทั้งชีวิต
คนที่เรากำลังนั่งเฝ้าอยู่ตอนนี้ก็เหมือนกัน ต่อให้ไม่ได้เป็นครูของใคร ไม่ได้สอนธรรมะให้ใครสักคำ แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ท่านก็หว่านบางอย่างทิ้งไว้ในตัวเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต วิธีที่ท่านใจเย็นตอนมีปัญหา วิธีที่ท่านให้อภัยคนอื่นได้ง่าย ๆ สิ่งเหล่านั้นกำลังงอกอยู่ในตัวเราแล้ว ตั้งแต่ก่อนคืนนี้เสียอีก
สิ่งที่พอทำได้จริงตอนนั่งเฝ้าคนที่เรารัก
เรื่องราวสองพันกว่าปีก่อนฟังดูไกลตัว แต่พอกลับมาที่ห้องผู้ป่วยตอนตีสอง มันกลับใกล้กว่าที่คิด
อย่างแรก ลองปล่อยให้ตัวเองพูดสิ่งที่ยังไม่ได้พูดออกมา ไม่ต้องรอให้เขาลืมตาก่อน คนที่นอนหลับลึกหลายคนยังได้ยินเสียงคนที่รักอยู่ข้าง ๆ พูดคำว่าขอบคุณ พูดคำว่าขอโทษ พูดว่ารักโดยไม่ต้องรอจังหวะที่สมบูรณ์แบบ เพราะจังหวะแบบนั้นอาจไม่มีอยู่จริง เหมือนที่พระพุทธเจ้าเองยังเอ่ยขอบคุณพระอานนท์ก่อนพูดเรื่องอื่นทุกอย่าง
อย่างที่สอง ถ้ามีเรื่องที่ค้างคาใจแบบพระอานนท์ที่รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่พอ ลองเขียนมันลงกระดาษก่อนนอนคืนนั้น เขียนสิ่งที่อยากบอกแม่หรือพ่อ ไม่ต้องอ่านให้ใครฟัง แค่เขียนให้มันออกมาจากอก เพราะความรู้สึกผิดที่ค้างอยู่ในใจมักหนักกว่าความสูญเสียเสียอีก
อย่างที่สาม ลองสังเกตลมหายใจของตัวเองสัก 5-10 ครั้งระหว่างที่นั่งเฝ้า ไม่ใช่เพื่อสงบใจให้ได้ตามสั่ง แต่เพื่อให้ตัวเรากลับมาอยู่ในห้องนั้นจริง ๆ แทนที่จะลอยไปคิดถึงเรื่องพรุ่งนี้หรือเรื่องที่ต้องจัดการต่อ เพราะเวลาที่เหลืออยู่มีค่าที่สุดตอนที่เราอยู่กับมันเต็มตัว
อย่างที่สี่ เมื่อถึงเวลาที่ต้องปล่อย ให้ลองนึกถึงสิ่งที่คนคนนั้นทิ้งไว้ให้เรา ไม่ใช่แค่ตอนสุดท้าย แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นิสัยที่เราติดมาจากท่าน คำสอนเล็ก ๆ ที่ท่านเคยพูด วิธีที่ท่านรับมือกับความยากลำบาก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปพร้อมลมหายใจสุดท้าย มันงอกอยู่ในตัวเราแล้ว เหมือนเมล็ดที่ต้นไม้หว่านไว้ทั่วป่าก่อนจะล้ม
ถ้าจะจำอะไรกลับไปจากคืนแบบนี้ ลองจำแค่นี้พอ
- สิ่งที่ยังไม่ได้พูด พูดได้เสมอแม้เขาจะไม่ตอบ
- ความรู้สึกผิดที่ค้างอยู่ ปลดออกได้ด้วยการเขียนหรือพูดมันออกมาตรง ๆ
- สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้เรา งอกอยู่ในตัวเราแล้วตั้งแต่ก่อนคืนนี้
เมื่อถึงเวลาที่ต้องปล่อยมือ
ไม่มีใครสอนให้เรานั่งเฝ้าคนที่กำลังจะจากไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ
พระอานนท์เองก็ยังร้องไห้ ทั้งที่อยู่ใกล้พระพุทธเจ้ามายี่สิบกว่าปี และท่านเองก็ไม่เคยดุพระอานนท์ที่ร้องไห้เลยสักคำ
เราไม่จำเป็นต้องทำใจได้ตั้งแต่คืนนี้ แค่รู้ว่ามือที่กำลังจับอยู่ตอนนี้ ไม่ได้จับไว้เพื่อกันไม่ให้จากไป
แต่จับไว้เพื่อบอกว่า ตอนนี้เรายังอยู่ตรงนี้ด้วยกัน
