พระไพศาล วิสาโล: ความสงบที่ไม่ปิดประตูใส่โลก
เย็นวันอาทิตย์ เรากลับมาจากตึกเด็กในโรงพยาบาล ที่ไปช่วยเล่านิทานให้เด็กป่วยมะเร็งฟังทุกสัปดาห์
ตัวยังไม่ทันอาบน้ำ ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านก็ทักขึ้นมาระหว่างมื้อเย็นว่า "ไปช่วยคนอื่นมากนักก็ทุกข์เปล่า ๆ นะ ทำใจให้สงบไว้ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นมาก จะได้ไม่ทุกข์"
เราวางช้อนลงเบา ๆ ไม่ได้เถียงอะไร แต่ในใจมีอะไรบางอย่างจุกขึ้นมา
เด็กในตึกนั้นยังนอนร้องไห้อยู่ พรุ่งนี้เขาก็ยังต้องเจ็บอยู่เหมือนเดิม แล้วการที่เรานั่งสงบอยู่บ้าน มันช่วยอะไรเขาได้บ้าง
ความสงบที่รู้สึกผิด
ถ้าใครเคยรู้สึกแบบนี้ ลองสังเกตดูว่ามันไม่ใช่ความสงสัยในธรรมะ
แต่เป็นความสงสัยว่า ธรรมะที่เราฝึกอยู่ทุกวัน มันแปลว่าต้องถอยห่างจากโลกใช่ไหม
หลายคนเข้าใจว่าคนปฏิบัติธรรมที่ดี คือคนที่ใจนิ่งจนไม่กระเพื่อมกับอะไรเลย ไม่ว่าข้างนอกจะเกิดอะไรขึ้น น้ำท่วม ป่าถูกตัด เด็กป่วย คนแก่ถูกทิ้ง
พอเราไปช่วยแล้วกลับมาเหนื่อยหรือเศร้า บางคนก็บอกว่าเรายังปฏิบัติไม่ถึงไหน
แต่ลองคิดดูอีกที ถ้าธรรมะสอนให้เราสงบจนไม่รู้สึกอะไรกับความทุกข์ของคนอื่นเลย นั่นมันคือความสงบ หรือคือความชา
อีกอย่างที่แอบกวนใจ คือความรู้สึกผิดที่แปลก ๆ เวลาเราได้พักผ่อนอยู่สบาย ๆ ในบ้านตัวเอง แล้วอดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้ยังมีคนอีกไม่รู้เท่าไหร่ที่นอนไม่หลับเพราะความทุกข์ที่หนักกว่าเรามาก
เราไม่ได้อยากทิ้งความสงบที่มีอยู่ แต่ก็ไม่อยากเป็นคนที่สงบอยู่คนเดียวจนลืมไปว่าข้างนอกยังมีใครทุกข์อยู่
ความอึดอัดแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดกับเรา คนที่บวชมาทั้งชีวิตหลายรูปก็เคยตั้งคำถามนี้กับตัวเองมาก่อน และมีพระรูปหนึ่งที่ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับคำถามข้อนี้พอดี
พระที่ไม่ยอมให้ธรรมะอยู่แค่ในกำแพงวัด
ก่อนจะเป็นพระ ท่านเคยเป็นแค่นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งที่เดินอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีที่บ้านเมืองร้อนระอุที่สุดปีหนึ่งของประเทศ
ตอนนั้นท่านเห็นเพื่อนร่วมรุ่นล้มตายด้วยความรุนแรงทางการเมืองต่อหน้าต่อตา เห็นความเกลียดชังที่แบ่งฝ่ายคนไทยด้วยกันเองออกเป็นสองข้าง
คำถามที่ค้างอยู่ในใจท่านตอนนั้นไม่ใช่คำถามเรื่องพระเรื่องเจ้า แต่เป็นคำถามง่าย ๆ ว่า ทำไมคนที่เชื่อในศาสนาเดียวกัน ถึงยังทำร้ายกันได้ขนาดนี้
หลังจากนั้นท่านใช้เวลาหลายปีคลุกคลีอยู่กับงานเพื่อสังคม ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องป่าไม้ ก่อนจะตัดสินใจบวช และเลือกฝึกตนในสายวัดป่า ที่วัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ จนได้เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั่นมาจนถึงทุกวันนี้
มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังบวชแล้ว ท่านเริ่มเข้าไปเยี่ยมคนไข้ระยะสุดท้ายตามโรงพยาบาล นั่งอยู่ข้างเตียงคนที่กำลังจะตาย โดยไม่มีอะไรจะให้มากไปกว่าการนั่งอยู่ตรงนั้นเฉย ๆ
ไม่มีคาถา ไม่มีคำปลอบที่ทำให้โรคหาย มีแต่การอยู่เป็นเพื่อนคนที่กำลังกลัวที่สุดในชีวิต
หลายครั้งสิ่งที่คนไข้ต้องการจริง ๆ ไม่ใช่คำอธิบายว่าตายแล้วไปไหน แต่เป็นแค่มือใครสักคนที่วางอยู่บนมือเขา ตอนที่เขากลัวเกินกว่าจะพูดออกมาว่ากลัว
จากจุดเล็ก ๆ ตรงนั้น ท่านค่อย ๆ ก่อร่างงานที่ภายหลังกลายเป็นเครือข่ายพุทธิกา ที่ชวนคนทั่วประเทศมาเรียนรู้เรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ ทั้งสำหรับคนป่วยเองและญาติที่ต้องดูแล และท่านยังเขียนหนังสือเรื่องนี้ไว้เล่มหนึ่งชื่อ เผชิญความตายอย่างสงบ ที่อาสาสมัครดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหลายคนใช้เป็นคู่มือใจมาจนถึงทุกวันนี้
งานของท่านไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องความตาย ท่านยังพูดเรื่องป่า เรื่องแม่น้ำ เรื่องคนจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน โดยเชื่อมทุกเรื่องเข้ากับธรรมะเสมอ ไม่ใช่แยกกันคนละส่วน
เวลามีคนถามท่านว่าพระควรไปยุ่งเรื่องป่าไม้ทำไม ในเมื่อหน้าที่ของพระคือปฏิบัติธรรม ท่านมักตอบทำนองว่า ต้นไม้ที่ถูกโค่น แม่น้ำที่ถูกปล่อยสารพิษ ก็คือความทุกข์ของสรรพชีวิตเหมือนกัน ไม่ต่างจากความทุกข์ของคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียง
พระจึงไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการนั่งภาวนาในกุฏิ กับการเดินเข้าไปในหมู่บ้านที่กำลังจะเสียป่าให้กับนายทุน เพราะทั้งสองอย่างคือธรรมะเรื่องเดียวกัน เพียงแต่แสดงออกคนละรูปแบบ
ท่านมักอธิบายว่า พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ได้ตรัสรู้แล้วนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ไปตลอดชีวิต หลังตรัสรู้ไม่นาน พระองค์ส่งพระสาวกชุดแรกออกไปทั่วทิศ พร้อมกับพระดำรัสที่ยังมีคนเล่าถึงมาจนทุกวันนี้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก
พระดำรัสนี้สั้นมาก แต่บอกอะไรบางอย่างที่คนมักลืม ธรรมะไม่ได้ถูกค้นพบมาเพื่อเก็บไว้กับตัวคนเดียว มันถูกค้นพบมาเพื่อส่งต่อ
ท่านมักย้ำว่าความสงบที่แท้ ไม่ใช่ความสงบที่ปิดประตูใส่โลก แต่เป็นความสงบที่มั่นคงพอจะเดินเข้าไปในความทุกข์ของคนอื่นได้ โดยไม่ล้มไปพร้อมกับเขา
คลองส่งน้ำกับบ่อที่ปิดตาย
ลองนึกถึงหมู่บ้านที่มีบ่อน้ำใหญ่อยู่กลางทุ่ง
ถ้าบ่อนั้นเก็บน้ำไว้กับตัวเองเฉย ๆ ไม่มีทางระบายออกไปที่ไหนเลย น้ำในบ่อจะนิ่งไปเรื่อย ๆ ผิวน้ำอาจดูใสในตอนแรก แต่ไม่นานก็เริ่มมีตะไคร่ มีกลิ่น กลายเป็นน้ำที่ใช้อะไรไม่ได้อีกต่อไป แม้แต่ปลาในบ่อเองก็อยู่ไม่ได้
แต่ถ้าบ่อนั้นมีคลองเล็ก ๆ ต่อออกไปหานาข้าวรอบ ๆ น้ำจะไหลออกไปหล่อเลี้ยงต้นข้าว ไหลผ่านดินผ่านหญ้า แล้วก็ไหลกลับคืนสู่บ่อในฤดูฝนถัดไป บ่อแบบนี้จะมีน้ำใสอยู่ได้นานกว่า เพราะมันไม่เคยหยุดนิ่ง
ใจของเราก็อาจจะไม่ต่างกันมากนัก
การนั่งสมาธิ การรักษาศีล การฝึกสติ เหมือนกับการขุดบ่อ ทำให้ใจมีที่เก็บความสงบ
แต่ถ้าเก็บไว้อย่างเดียวโดยไม่เคยส่งออกไปให้ใคร ไม่ช้าความสงบนั้นก็อาจจะเริ่มเน่าอยู่ในตัวเอง กลายเป็นความเย็นชาที่แต่งตัวเป็นความสงบ
ส่วนความสงบที่ไหลออกไปหาคนอื่นได้บ้าง แม้จะไหลออกไปแล้วดูเหมือนพร่องลงในบ่อ กลับเป็นความสงบที่มั่นคงกว่า เพราะมันมีทางเข้าทางออก ไม่ใช่น้ำขังตาย
ที่สำคัญกว่านั้น คลองที่ส่งน้ำออกไปหานาข้าว ไม่ได้ทำให้บ่อแห้งเหือดไปเลย เพราะฝนก็ยังตกลงมาเติมบ่อได้เหมือนเดิม เหมือนกับใจที่ให้ออกไปแล้ว ก็ยังมีทางกลับมาเติมใหม่ได้เสมอ ตราบใดที่เรายังรู้จักกลับมานั่งนิ่ง ๆ กับตัวเองบ้าง
วันหนึ่งที่ลองเอามาใช้จริง
เช้าวันหนึ่งขณะไถฟีดข่าว เจอเรื่องคนถูกเอาเปรียบ หรือเรื่องธรรมชาติถูกทำลาย ใจจะพุ่งขึ้นทันทีเป็นความโกรธ อยากแชร์ อยากประณามให้สะใจ
ลองหยุดตรงนั้นสักสิบวินาทีก่อนกดอะไร หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ถามตัวเองว่าที่กำลังจะทำต่อไปนี้ ทำเพื่อให้เรื่องมันดีขึ้นจริง หรือแค่ทำเพื่อให้ความโกรธในใจเราได้ระบายออก
ถ้าไม่แน่ใจ ให้วางมือถือไว้ก่อน ความโกรธที่ไม่ได้ถูกส่งต่อทันที จะค่อย ๆ กลายเป็นความเข้าใจที่ชัดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง
พอสายขึ้นมาหน่อยเข้าสู่งานประจำวัน จะมีจังหวะเล็ก ๆ ที่พอทำอะไรให้คนอื่นได้โดยไม่ต้องรอให้ใครขอ อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่กำลังลำบากกับงานชิ้นหนึ่ง หรือคนแปลกหน้าที่ยืนงงอยู่หน้าลิฟต์ ทำแค่นั้นแล้วเดินต่อไปโดยไม่ต้องรอคำขอบคุณ เพราะสิ่งที่ท่านพระไพศาลมักพูดถึงคือ การให้ที่ดีที่สุด คือการให้ที่ไม่ต้องมีใครรู้ว่าเราให้
ตกบ่ายถ้ามีคนในบ้านที่กำลังป่วยหรือกำลังแก่ตัวลง ลองนั่งข้าง ๆ เขาสักสิบนาทีโดยไม่ต้องพูดอะไรมาก ไม่ต้องรีบแนะนำวิธีแก้ปัญหา แค่อยู่ตรงนั้นให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญเรื่องนี้อยู่คนเดียว บางทีสิ่งที่คนกำลังทุกข์ต้องการที่สุด ไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็นคนที่นั่งอยู่ด้วยนานพอ
พอถึงตอนกลางคืนก่อนนอน ลองนึกถึงคนในตึกที่เรายังห่วงอยู่ หรือนึกถึงวันหนึ่งที่ตัวเราเองจะต้องนอนอยู่บนเตียงแบบนั้นบ้างเหมือนกัน ไม่ใช่เพื่อให้กลัว แต่เพื่อให้เห็นว่าเวลาที่เหลืออยู่ในวันนี้มีค่าแค่ไหน แล้วพรุ่งนี้เช้าอยากจะใช้เวลานั้นทำอะไรให้ใครบ้าง
ระหว่างวันแบบนี้ อาจมีจังหวะที่เราหงุดหงิดกับคนในบ้านเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างจานที่ยังไม่ได้ล้าง หรือเสียงทีวีที่เปิดดังไป ลองสังเกตดูว่าความหงุดหงิดนั้นมันมาไวแค่ไหน เทียบกับความอดทนที่เรามีให้คนแปลกหน้าที่ยืนงงอยู่หน้าลิฟต์เมื่อตอนสาย ๆ
บางทีคนที่เราควรฝึกใจให้อ่อนโยนที่สุด ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่เจอแค่ครั้งเดียว แต่เป็นคนในบ้านที่เราต้องเจอหน้ากันทุกวัน
ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเก่งตั้งแต่วันแรก บางวันอาจจะลืมทุกข้อ บางวันอาจจะทำได้แค่ข้อเดียว นั่นก็ยังนับอยู่ดี
กลับมาที่มื้อเย็นวันนั้น
ถ้าคืนนั้นมีใครบอกเราอีกครั้งว่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นมากจะทุกข์เปล่า ๆ
เราอาจจะยังตอบไม่ได้ทันทีว่าจะเถียงยังไง
แต่อย่างน้อยตอนนี้เรารู้แล้วว่า ความสงบที่ปิดประตูใส่โลกไว้สนิท กับความสงบที่ยังเปิดทางให้ใจไหลออกไปหาคนอื่นได้บ้าง ไม่ใช่ความสงบแบบเดียวกัน
พรุ่งนี้เย็น เด็กในตึกนั้นก็ยังรอฟังนิทานต่ออยู่ดี
