เมื่อญาติมาทวงที่ดินที่พ่อยกให้เราไปแล้ว
เช้าวันหนึ่ง มีซองจดหมายสีน้ำตาลมาส่งถึงบ้าน มีตราประทับจากศาล
เราเปิดอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่น มันคือหนังสือแจ้งจากอาบุญ น้องชายของพ่อ คนที่เราเรียกว่าอาตั้งแต่จำความได้ ให้ไปเจรจาเรื่องที่ดินแปลงหลังบ้าน ผืนที่พ่อยกให้เราไว้ตั้งแต่ก่อนท่านจะเสีย
ที่ดินผืนนั้นเราถางหญ้า ปลูกมะม่วงไว้ด้วยมือตัวเอง จำได้แม่นว่าพ่อเคยพาไปเดินสำรวจแนวเขต ชี้ให้ดูต้นตะเคียนเก่าตรงมุมที่เป็นหมุด แล้วบอกสั้น ๆ ว่า "ผืนนี้พ่อยกให้ลูกนะ"
วันนี้อาบุญบอกว่า ที่ดินผืนนี้เป็นของปู่ที่ยังไม่ได้แบ่งให้ใครชัดเจน พ่อไม่มีสิทธิยกให้เราคนเดียว
เราวางจดหมายลงบนโต๊ะ มือยังสั่นอยู่ คนที่เคยกอดเราตอนงานศพพ่อ คนที่เคยช่วยยกโลง วันนี้กำลังจะฟ้องเราเรื่องที่ดินแปลงเดียวกัน
เสียงในใจที่ไม่มีใครได้ยิน
คืนนั้นเรานั่งอยู่หน้าโต๊ะกินข้าวคนเดียว มองซองจดหมายที่ยังวางไม่ได้เก็บ
สิ่งที่พลุ่งขึ้นมาก่อนไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นคำถามที่ไม่มีใครถามออกมาดัง ๆ ทำไมเป็นเขา ทำไมต้องเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
ถ้าคนแปลกหน้ามาอ้างสิทธิ์ในที่ดิน เราคงโกรธแบบหนึ่ง แต่นี่คือคนที่กินข้าวโต๊ะเดียวกับเรามาตั้งแต่เด็ก คนที่รู้ว่าพ่อรักเรามากแค่ไหน คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตอนเราร้องไห้หน้าหีบศพ
ความเจ็บมันเลยมีสองชั้นซ้อนกันอยู่ ชั้นแรกคือกลัวเสียที่ดิน กลัวเสียสิ่งที่พ่อตั้งใจยกให้ ชั้นที่สองที่ลึกกว่านั้น คือความรู้สึกว่าความสัมพันธ์ที่เคยเชื่อว่ามั่นคง จริง ๆ แล้วอาจไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด
เรานึกย้อนไปหาคำพูดของอาบุญในอดีต ครั้งที่เขาเคยพูดแซวเรื่องที่ดินผืนนี้ตอนงานบวชหลาน ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น วันนี้กลับมาคิดใหม่ว่าเขาอาจจะคิดเรื่องนี้มานานแล้ว
พอคิดถึงตรงนี้ ใจก็เผลอผูกเรื่องอื่นเข้ามาผสมด้วย เรื่องที่อาไม่เคยมาช่วยงานบ้านตอนพ่อป่วย เรื่องที่เขาเคยขอยืมเงินแล้วไม่คืนตรงเวลา ทุกเรื่องที่เคยให้อภัยไปแล้ว กลับถูกขุดขึ้นมาวางเรียงเป็นหลักฐานใหม่ ว่าคนคนนี้ไม่เคยหวังดีกับเราจริง
นี่คือจุดที่น่าสังเกต ความทุกข์จากเรื่องที่ดินผืนเดียว มันลามไปกินความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เคยมีมา ทั้งที่จริง ๆ เรื่องนี้ยังไม่จบ ยังไม่มีใครแพ้ชนะ แต่ใจเราตัดสินไปแล้วล่วงหน้าว่าความสัมพันธ์นี้จบแล้ว
เมื่อพ่อกับลุงเกือบรบกันเพราะสายน้ำ
มีเรื่องหนึ่งในสมัยพุทธกาลที่เล่ากันมานาน เกี่ยวกับสองตระกูลที่เป็นญาติกัน คือศากยะกับโกลิยะ
สองตระกูลนี้อยู่คนละฝั่งแม่น้ำโรหิณี ใช้น้ำจากแม่น้ำสายเดียวกันทำนา ปีหนึ่งฝนแล้งจัด น้ำในแม่น้ำเหลือน้อย ชาวนาทั้งสองฝั่งต่างอยากได้น้ำไปรดนาของตัวเองก่อน
เริ่มจากคนทำนาทะเลาะกันเรื่องบังคับปิดเปิดทางน้ำ แล้วลามไปถึงคนในหมู่บ้าน จนถึงเจ้านายของทั้งสองตระกูล ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายไม่ให้เกียรติ ต่างคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มากกว่า จนเตรียมจะยกทัพเข้าห้ำหั่นกัน ทั้งที่เดิมทีสองตระกูลนี้เป็นเครือญาติกันมาแต่ต้น
พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่อง เสด็จไปยืนกลางแม่น้ำ ระหว่างทัพทั้งสองฝ่ายที่เตรียมประจันหน้ากัน แล้วตรัสถามว่า น้ำกับเลือดของญาติพี่น้อง อย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน
ไม่มีใครตอบท่านได้ เพราะคำตอบมันชัดอยู่แล้วในใจทุกคน เพียงแต่ตอนที่โกรธ ไม่มีใครหยุดถามคำถามนี้กับตัวเอง
เรื่องนี้ไม่ได้จบด้วยการชี้ว่าใครถูกใครผิดเรื่องแบ่งน้ำ พระองค์ไม่ได้ตัดสินกรรมสิทธิ์ให้ฝ่ายไหน สิ่งที่ท่านทำคือดึงทั้งสองฝ่ายกลับมาเห็นสิ่งที่สำคัญกว่าน้ำ นั่นคือความเป็นญาติที่ยังมีอยู่
ในธรรมบทมีคาถาบทหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เกี่ยวกับความยึดถือในทรัพย์สมบัติ ความว่า
บุตรก็มี ทรัพย์ก็มี คนโง่ย่อมเดือดร้อนด้วยความยึดถือนั้น ตัวเราแท้ ๆ ยังไม่ใช่ของเรา บุตรจะเป็นของเราแต่ที่ไหน ทรัพย์จะเป็นของเราแต่ที่ไหน
ฟังดูเหมือนท่านกำลังบอกให้เราไม่แคร์ที่ดิน แต่จริง ๆ แล้วท่านกำลังชี้ให้เห็นสิ่งที่ลึกกว่านั้น คือความทุกข์ไม่ได้เกิดจากที่ดิน แต่เกิดจากใจที่กำแน่นไว้ว่าผืนนี้ต้อง "เป็นของเรา" ให้ได้เท่านั้น จนลืมไปว่าคนที่เรากำลังยื้อแย่งด้วย เคยเป็นคนที่เรารักมาก่อน
แผ่นดินที่ไม่มีใครถือไปได้
ลองนึกภาพคนสองคนยืนแย่งกันถือแผ่นผ้าห่มผืนหนึ่งกลางฤดูหนาว
ทั้งคู่ดึงกันไปมา คนหนึ่งดึงเข้าหาตัว อีกคนก็ดึงกลับ จนผ้าห่มเริ่มขาด มือทั้งสองข้างก็เย็นจนแดง เพราะแทนที่จะได้อุ่นจากผ้า กลับหมดแรงไปกับการดึงกันเอง
ที่ดินก็เหมือนผ้าห่มผืนนั้น ไม่ว่าใครจะดึงชนะในที่สุด สิ่งที่เสียไปแล้วแน่ ๆ ระหว่างทางคือความอุ่นใจที่เคยมีต่อกัน
และมีอีกภาพหนึ่งที่ควรนึกถึงคู่กัน คือแผ่นดินผืนนั้นเองไม่เคยเปลี่ยนไปไหน มันอยู่ตรงนั้นก่อนพ่อเราเกิด อยู่ตรงนั้นตอนปู่ยังหนุ่ม และจะยังอยู่ตรงนั้นต่อไปอีกนาน หลังจากที่เราทั้งคู่ไม่อยู่แล้ว
คนที่เคยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้มาก่อนหน้าปู่ก็มี เขาก็คิดว่าผืนนี้เป็นของเขาแน่นอน วันนี้ชื่อของเขาอาจไม่มีใครจำได้แล้วด้วยซ้ำ
ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ต้องรักษาสิทธิ์ที่ถูกต้องของตัวเอง ที่ดินที่พ่อตั้งใจยกให้เรามีค่าควรรักษาไว้จริง ๆ แต่การรักษาสิทธิ์กับการยึดจนลืมทุกอย่างรอบตัว เป็นคนละเรื่องกัน แผ่นดินให้เราอาศัยอยู่ชั่วคราว ไม่มีใครแบกมันติดตัวไปได้ในวันสุดท้าย
สิ่งที่พอทำได้ในสัปดาห์นี้
เรื่องแบบนี้แก้ให้จบในคืนเดียวไม่ได้ แต่มีบางอย่างที่พอเริ่มทำได้จริง โดยไม่ต้องรอให้ใจสงบเต็มร้อยก่อน
อย่างแรก ก่อนจะนัดเจรจาหรือปรึกษาทนาย ให้แยกเรื่องออกเป็นสองกอง กองหนึ่งคือข้อเท็จจริงเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ว่าเอกสารเขียนไว้อย่างไร พ่อโอนหรือมอบไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ อีกกองคือความรู้สึกที่มีต่ออาบุญในฐานะญาติ สองกองนี้มักถูกโยนปนกันจนแยกไม่ออกว่ากำลังทะเลาะเรื่องกฎหมายหรือทะเลาะเรื่องความรู้สึกน้อยใจ พอแยกออกจากกันได้ชัด การคุยเรื่องเอกสารจะตรงประเด็นขึ้นมาก และไม่ต้องเอาความรู้สึกน้อยใจไปปนในโต๊ะเจรจา
อย่างที่สอง ก่อนไปคุยกับอาบุญทุกครั้ง ให้ลองนั่งสงบใจสักสิบนาทีก่อน จะนั่งหลับตาในห้องพระหรือแค่นั่งเงียบ ๆ ที่ระเบียงบ้านก็ได้ ให้ความสนใจอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกจริง ๆ สักสิบรอบ ไม่ต้องคิดหาคำพูดที่จะไปเถียงกับเขาล่วงหน้า เพราะการซ้อมเถียงในหัวก่อนไปคุยจริง มักทำให้เราเดินเข้าไปด้วยท่าทีของคนที่พร้อมจะรบ ไม่ใช่คนที่พร้อมจะฟัง
อย่างที่สาม ลองหาเวลาสักครึ่งชั่วโมง นั่งคิดถึงอาบุญในแง่อื่นที่ไม่ใช่เรื่องที่ดิน นึกถึงตอนที่เขาเคยหัวเราะกับพ่อ นึกถึงตอนที่เขาอุ้มเราเป็นเด็ก ไม่ใช่เพื่อบังคับตัวเองให้หายโกรธ แต่เพื่อให้ใจได้เห็นภาพของเขาที่มีมากกว่าคนที่มาแย่งที่ดิน เพราะตอนนี้ใจเรามักเห็นเขาเป็นแค่ "คู่กรณี" มิติเดียว ทั้งที่จริงเขามีหลายมิติกว่านั้น
อย่างสุดท้าย ถ้าต้องเจรจาจริง ให้เลือกวันที่ใจทั้งสองฝ่ายยังไม่เหนื่อยจากเรื่องอื่น ไม่ใช่วันหลังงานศพหรือวันที่มีปากเสียงเรื่องอื่นมาก่อนหน้า และให้มีคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายเคารพนั่งฟังด้วย จะเป็นญาติผู้ใหญ่หรือทนายก็ได้ เพราะสองคนที่เคยรักกันมาก่อน มักพูดกับคนกลางได้ตรงกว่าพูดกันเองตรง ๆ
ถ้าจะจำสั้น ๆ ไว้สักสามข้อ ลองจำแบบนี้
- แยกเรื่องเอกสารกับเรื่องความรู้สึกออกจากกันก่อนทุกครั้งที่จะคุย
- นั่งอยู่กับลมหายใจสักสิบนาทีก่อนเจอหน้ากัน อย่าซ้อมเถียงในหัวล่วงหน้า
- อย่าให้ที่ดินผืนเดียวเป็นตัวตัดสินว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดจบแล้วหรือยัง
คืนนี้ที่ดินผืนนั้นยังอยู่ที่เดิม
ต้นตะเคียนตรงมุมที่ดินยังยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม ไม่ได้ขยับไปไหนเพราะจดหมายฉบับนั้น
เรื่องกรรมสิทธิ์อาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะจบ อาจจบด้วยการเจรจา หรืออาจต้องไปถึงชั้นศาล ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
แต่สิ่งที่พอเลือกได้ตั้งแต่คืนนี้ ไม่ใช่ผลของคดี เป็นแค่ว่าเราจะเดินเข้าไปคุยกับอาบุญด้วยใจแบบไหน ด้วยใจของคนที่พร้อมจะรบให้ถึงที่สุด หรือด้วยใจของคนที่ยังจำได้ว่าเขาเคยอุ้มเราตอนเด็ก
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แผ่นดินผืนนั้นก็จะยังอยู่ตรงนั้นต่อไปอีกนาน นานกว่าที่เราทั้งสองฝ่ายจะยังอยู่เสียอีก
