คืนก่อนวันเข้าปฏิบัติธรรม ตอนใจยังไม่พร้อมเผชิญความเงียบ
กระเป๋าใบเล็กวางอยู่บนเตียงตั้งแต่เมื่อคืน ยังไม่มีอะไรใส่ลงไปสักชิ้น
พรุ่งนี้เช้าต้องออกจากบ้านไปเข้าวัด เจ็ดวัน ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีข่าว ไม่มีใครให้คุย
เราหยิบเสื้อขาวมาพับ วางลง แล้วก็หยิบขึ้นมาพับใหม่อีกรอบ ทั้งที่พับเรียบร้อยตั้งแต่รอบแรกแล้ว
มือพับผ้า แต่ใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น ใจกำลังคิดถึงงานที่ยังค้างอยู่บนโต๊ะ ลูกที่ต้องฝากแม่ดูสักอาทิตย์ และคำถามที่ไม่กล้าพูดออกมาดัง ๆ ว่า เราจะทนอยู่กับความเงียบเจ็ดวันได้จริงหรือ
มีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาในหัวว่า ทำไมไม่รอให้ชีวิตนิ่งกว่านี้ก่อนค่อยไป
กลัวอะไรกันแน่ในความเงียบ
ถ้าลองถามตัวเองตรง ๆ สิ่งที่กลัวไม่ใช่การนั่งสมาธินานเจ็ดวัน
เรานั่งเฉย ๆ ทำได้อยู่แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย
สิ่งที่กลัวคือช่วงที่ไม่มีอะไรกลบเสียงในหัวอีกต่อไป
ทุกวันเรามีงานให้ทำ มีจอให้ดู มีคนให้คุย มีเรื่องให้กังวลทีละเรื่อง สิ่งเหล่านี้เหมือนเพลงที่เปิดคลอตลอดเวลา ดังพอจะกลบเสียงอื่นที่แผ่วเบากว่า
พอเข้าไปในที่ที่ไม่มีเพลงคลอแล้ว เสียงที่แผ่วเบานั้นจะดังขึ้นมาแทน
เสียงของความเศร้าที่ยังไม่ได้ร้องไห้ให้จบ เสียงของความโกรธที่เก็บไว้นานจนลืมว่าโกรธเรื่องอะไร เสียงของคำถามที่ไม่กล้าถามตัวเอง อย่างเช่นว่าเราพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้จริงไหม
นี่แหละคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่กลัวเวลาจะเข้าปฏิบัติธรรม ไม่ใช่กลัวลำบากกาย แต่กลัวต้องเจอกับตัวเองแบบไม่มีอะไรกำบัง
และก็เป็นเรื่องธรรมดามากที่จะกลัว ใครก็กลัวทั้งนั้น
ความกลัวนี้เองที่มักแปลงร่างมาเป็นข้ออ้าง รอให้งานชิ้นนี้เสร็จก่อน รอให้ลูกสอบผ่านก่อน รอให้ปีนี้ผ่านไปก่อน ฟังดูมีเหตุผลทุกครั้ง แต่พองานชิ้นนั้นเสร็จจริง ก็จะมีงานชิ้นใหม่โผล่มาแทนที่เสมอ ชีวิตไม่เคยนิ่งพอสักครั้งอยู่แล้ว ถ้ารอให้นิ่งก่อนค่อยไป อาจไม่มีวันได้ไปสักที
พระพุทธเจ้าเองก็เคยเดินเข้าไปในความเงียบแบบนี้
ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะทำสิ่งที่คนรอบข้างมองว่าสุดโต่งมาก
ท่านทิ้งวัง ทิ้งภรรยา ทิ้งลูกที่เพิ่งเกิด เดินเข้าป่าไปคนเดียว ไม่มีใครบังคับ ไม่มีใครแนะนำ ท่านเลือกเอง
เหตุผลไม่ใช่เพราะเบื่อชีวิตในวัง แต่เพราะท่านเห็นว่าคำตอบที่ตามหาอยู่ จะไม่มีวันเจอท่ามกลางเสียงเพลงและงานเลี้ยงในวัง
ต้องมีที่ที่เงียบพอ ให้ใจได้เห็นตัวเองตามจริง
เรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาบอกว่า คืนที่ท่านตัดสินใจออกจากวัง นายฉันนะสารถีที่ตามเสด็จอยู่ด้วยความไม่เต็มใจนัก ยังพยายามทัดทานอยู่หลายครั้ง เพราะรู้ดีว่าคนข้างหลังจะเป็นทุกข์แค่ไหน แต่ท่านก็ยังตัดสินใจไปอยู่ดี ไม่ใช่เพราะไม่รักคนข้างหลัง แต่เพราะเห็นว่าถ้าไม่ไปตอนนี้ คงไม่มีวันไหนที่ใจพร้อมไปมากกว่านี้อีกแล้ว
ในพระไตรปิฎกมีคำเรียกที่ที่แบบนั้นว่าเสนาสนะอันสงัด หมายถึงที่พักที่ห่างไกลจากความวุ่นวาย ท่านสอนพระที่บวชใหม่เสมอให้แสวงหาที่แบบนี้เพื่อฝึกจิต ไม่ใช่เพราะที่วุ่นวายฝึกไม่ได้เลย แต่เพราะช่วงต้น ๆ ของการฝึก ใจยังไม่มีกำลังพอจะสู้กับสิ่งรบกวนรอบตัว
ในธรรมบทมีคำสอนบทหนึ่งที่พูดถึงคนที่กล้าอยู่กับตัวเองแบบนี้ไว้ว่า
ผู้ใดนั่งคนเดียว นอนคนเดียว เดินไปคนเดียวไม่เกียจคร้าน ฝึกตนอยู่คนเดียว ผู้นั้นพึงยินดีอยู่ในราวป่า
คำว่า "ยินดี" ตรงนี้น่าสนใจ ท่านไม่ได้บอกให้ทนอยู่คนเดียว ท่านบอกว่าจะถึงจุดที่ยินดีกับมันได้
แปลว่าความเงียบที่ตอนแรกน่ากลัว วันหนึ่งอาจกลายเป็นที่ที่สบายใจที่สุดก็ได้ ถ้าเราให้โอกาสตัวเองได้อยู่กับมันนานพอ
และอีกบทหนึ่งในธรรมบทกล่าวถึงเรื่องความเพียรไว้ว่า
ปัญญาเกิดขึ้นเพราะความเพียร ความเสื่อมแห่งปัญญาเกิดเพราะไม่มีความเพียร
การไปปฏิบัติธรรมไม่ใช่การไปพักผ่อน ไม่ใช่การไปเอาความสงบมาใส่ตัวเฉย ๆ แต่เป็นการไปลงแรงอย่างหนึ่ง แรงที่ใช้ไม่ใช่แรงกาย แต่เป็นแรงที่ใช้อยู่กับตัวเองโดยไม่หนี
เหมือนน้ำขุ่นที่ต้องวางนิ่งให้ตกตะกอน
ลองนึกภาพแก้วน้ำที่ตักมาจากบ่อ น้ำในแก้วนั้นขุ่น มองไม่เห็นก้นแก้วเลย
ถ้าเราเขย่าแก้วนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเขย่านานแค่ไหน น้ำก็ยังขุ่นอยู่อย่างนั้น
สิ่งเดียวที่ทำให้น้ำใสขึ้นได้ คือการวางแก้วนั้นลงเฉย ๆ แล้วปล่อยให้ตะกอนค่อย ๆ จมตัวลงเอง
ชีวิตประจำวันของเราเหมือนแก้วที่ถูกเขย่าอยู่ตลอดเวลา งาน ข่าว การแจ้งเตือน การพูดคุย ทุกอย่างเขย่าน้ำในใจเราไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันขุ่น เพราะไม่เคยเห็นมันนิ่งพอจะสังเกต
การไปปฏิบัติธรรมคือการยกแก้วนั้นออกมาวางไว้เฉย ๆ สักพัก
ช่วงแรกที่วางลง น้ำจะยังดูขุ่นเหมือนเดิม บางทีขุ่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะตะกอนที่เคยลอยกระจายทั่วแก้วตอนนี้เริ่มรวมตัวกันเห็นชัดขึ้น
ตรงนี้แหละที่หลายคนถอดใจ คิดว่าไปปฏิบัติแล้วยิ่งฟุ้งกว่าเดิม ทั้งที่จริง ๆ มันคือขั้นตอนก่อนที่น้ำจะเริ่มใส ไม่ใช่สัญญาณว่าทำผิด
ต้องรอให้ตะกอนจมตัวลงจนสุด น้ำถึงจะใสขึ้นมาให้เห็นเอง และเราจะไม่มีวันรู้ว่ามันใสได้ขนาดไหน ถ้าไม่เคยวางแก้วนั้นลงเลยสักครั้ง
เตรียมตัวก่อนไปอย่างไรให้ไม่ทรมานตัวเอง
สิ่งแรกที่ควรทำก่อนไปคือคุยกับคนที่บ้านให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่บอกว่าจะไปกี่วัน แต่บอกด้วยว่าช่วงนั้นจะติดต่อไม่ได้เลยหรือได้บ้าง เพื่อไม่ให้ใครที่บ้านนั่งเป็นห่วงเกินจำเป็น และเพื่อให้ใจเราเองไม่ต้องแอบกังวลเรื่องที่บ้านอยู่ตลอดเวลาที่นั่งภาวนา
เรื่องงานก็เช่นกัน ควรจัดการล่วงหน้าให้เสร็จเท่าที่ทำได้ก่อนวันไปสักสองสามวัน ไม่ใช่ทำจนดึกในคืนก่อนออกเดินทาง เพราะถ้าไปถึงวัดด้วยร่างกายที่เพลียจากการเคลียร์งาน ใจจะใช้สามวันแรกไปกับการพักฟื้นความเหนื่อยล้า แทนที่จะได้เริ่มฝึกจริง ๆ
เรื่องของใช้ ไม่จำเป็นต้องเตรียมเยอะ เสื้อผ้าสีสุภาพใส่สบายสักสามสี่ชุด ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นจริง ๆ ยาประจำตัวถ้ามี และสมุดเล่มเล็กกับปากกาไว้จดสิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจระหว่างวัน ไม่ต้องเอาหนังสือธรรมะไปอ่านเยอะ เพราะช่วงปฏิบัติเป็นเวลาของการสังเกตใจตัวเอง ไม่ใช่เวลาหาความรู้เพิ่ม
ก่อนวันไปหนึ่งคืน ลองตั้งใจไว้เบา ๆ ว่าจะไปทำอะไร ไม่ต้องตั้งเป้าใหญ่โตว่าจะต้องได้อะไรกลับมา แค่ตั้งใจว่าจะลองอยู่กับตัวเองให้เต็มที่เท่าที่ทำได้ในแต่ละวัน วันไหนฟุ้งก็ให้รู้ว่าฟุ้ง วันไหนสงบก็ให้รู้ว่าสงบ ไม่ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับใคร
ระหว่างอยู่ในที่ปฏิบัติ ถ้าวันแรกหรือวันที่สองรู้สึกฟุ้งซ่านมากกว่าตอนอยู่บ้านอีก อย่าเพิ่งตกใจและอย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองทำผิดวิธี ให้นึกถึงแก้วน้ำที่เพิ่งวางลง ตะกอนกำลังลอยขึ้นมาให้เห็น นั่นเป็นเรื่องปกติของคนที่เพิ่งวางแก้วลงเฉย ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนหรือหลายปี
เรื่องความเจ็บปวดทางกาย เช่นเมื่อยขาหรือปวดหลังตอนนั่งนาน ให้ปรับท่าได้ตามสมควร ไม่มีใครให้คะแนนว่าต้องนั่งนิ่งแบบไหน สิ่งสำคัญกว่าท่านั่งคือใจที่กำลังสังเกตความรู้สึกอยู่ตรงนั้นต่างหาก
อีกเรื่องที่ควรระวังคือการเอาตัวเองไปเทียบกับคนข้าง ๆ ในที่ปฏิบัติ บางคนดูสงบนิ่งตั้งแต่วันแรก บางคนเดินจงกรมได้นานเป็นชั่วโมงโดยไม่พัก เห็นแล้วอาจรู้สึกว่าตัวเองแย่กว่าเขา แต่ความจริงคือแต่ละคนแบกตะกอนมาคนละแบบ มาคนละปริมาณ ไม่มีทางเปรียบเทียบกันได้เลยสักนิด ถ้าติดขัดเรื่องอะไรจริง ๆ ให้ปรึกษาพระอาจารย์หรือพี่เลี้ยงประจำที่ปฏิบัติ ท่านเจอคนเจอปัญหาแบบนี้มาก่อนหน้าเรานับไม่ถ้วนแล้ว
ถ้าจะสรุปสั้น ๆ ก่อนออกเดินทาง มีเรื่องหลักอยู่ไม่กี่อย่างที่ควรจำไว้
- บอกคนที่บ้านและจัดงานให้เรียบร้อยก่อนไปอย่างน้อยสองสามวัน ไม่ใช่คืนสุดท้าย
- ของใช้เอาแค่จำเป็น ไม่ต้องเอาความรู้หรือความคาดหวังใหญ่โตติดตัวไปด้วย
- ตั้งใจไว้เบา ๆ ว่าจะอยู่กับตัวเองให้เต็มที่ในแต่ละวัน ไม่ตั้งเป้าว่าต้องได้อะไรกลับมา
- ถ้าฟุ้งกว่าเดิมในวันแรก ๆ ให้รู้ว่านั่นคือขั้นตอนหนึ่งของการวางแก้วลง ไม่ใช่ความล้มเหลว
กระเป๋าใบนั้นในที่สุดก็แพ็กเสร็จ
เสื้อผ้าสี่ชุด ของใช้จำเป็น สมุดเล่มเล็ก แค่นั้นเอง
ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่กังวลไว้ทั้งคืน
พรุ่งนี้เมื่อประตูวัดปิดหลังเราเดินเข้าไป เสียงเพลงที่เคยกลบทุกอย่างไว้จะค่อย ๆ เบาลง แล้วเสียงที่แผ่วเบากว่าจะเริ่มดังขึ้นมาแทน
อาจจะไม่สบายใจในวันแรก อาจจะอยากกลับบ้านตอนคืนที่สอง
แต่แก้วน้ำที่ไม่เคยถูกวางลงเลยสักครั้ง ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ใสขึ้นมาให้เห็นเหมือนกัน
