สัมมาอาชีวะ เมื่องานใหม่จ่ายดีกว่า แต่ต้องโกหกลูกค้าทุกวัน
เย็นวันศุกร์ โทรศัพท์เด้งข้อความมาว่า "ผ่านแล้วครับ เริ่มงานจันทร์หน้าได้เลย"
เงินเดือนเก่าอยู่ที่สองหมื่นห้า งานใหม่ให้สามหมื่นแปด บวกคอมมิชชั่นอีกต่างหาก แค่ตัวเลขก็พอจะหายใจโล่งขึ้นมาได้ทั้งบ้าน ค่าเช่าที่ค้างอยู่สองเดือน ค่าเทอมลูกเทอมหน้า เงินที่ต้องส่งให้แม่ทุกสิ้นเดือน จะเริ่มพอมีลมหายใจ
แต่คืนนั้นกลับนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะดีใจ
เพราะตอนสัมภาษณ์รอบสุดท้าย หัวหน้าทีมขายพาไปนั่งฟังทีมพรีเซนต์ของจริงอยู่ครึ่งชั่วโมง ได้ยินพนักงานคนหนึ่งพูดกับลูกค้าทางโทรศัพท์ว่า สินค้าตัวนี้ผ่านการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาแล้วนับร้อยราย
ทั้งที่สิบนาทีก่อนหน้านั้น ในห้องประชุมเล็ก ๆ หัวหน้าเพิ่งบอกทีมเองว่า ตัวเลขที่ว่านั้นเป็นแค่ยอดขายที่ตั้งเป้าไว้ ไม่ใช่ผลรับรองอะไรทั้งนั้น
เงินเดือนที่จ่ายมาพร้อมกับคำโกหกทุกวัน
คืนนั้นนอนคิดอยู่นาน ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้เงิน อยากได้มาก อยากได้จนบางทีก็แอบคิดว่า เรื่องแค่นี้จะไปซีเรียสอะไรนักหนา คนอื่นเขาก็ทำกันทั้งนั้น ใคร ๆ ก็พูดเกินจริงกันบ้าง
แต่พอนึกถึงภาพตัวเองนั่งพูดโทรศัพท์แบบนั้นทุกวัน วันละสิบสาย ยี่สิบสาย ปีละหลายพันสาย ใจมันหดลงไปข้างใน
ไม่ใช่เพราะกลัวโดนจับได้ ไม่มีใครมาจับหรอก บริษัทก็สอนให้พูดแบบนี้อยู่แล้ว
แต่เป็นความรู้สึกอีกแบบ คล้าย ๆ กับตอนที่เอามือไปแตะน้ำร้อนโดยไม่ทันระวัง ใจมันสะดุ้งเองโดยที่หัวยังไม่ทันคิดอะไรเลย
ลูกค้าที่รับสายอยู่ปลายทาง อาจเป็นคนแก่ที่อยู่บ้านคนเดียว อาจเป็นคนที่กำลังกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเองอยู่พอดี เขาเชื่อคำว่า "แพทย์รับรอง" เพราะเขาไม่มีทางรู้ได้ว่าข้างในห้องประชุมพูดกันว่าอย่างไร
เขาเชื่อ แล้วเขาก็จ่ายเงิน
เงินเดือนสามหมื่นแปดที่จะได้ทุกสิ้นเดือน มันไม่ได้ลอยมาจากอากาศ มันมาจากเงินในกระเป๋าของคนที่เชื่อคำโกหกนั้น
นี่คือจุดที่ทำให้นอนไม่หลับ ไม่ใช่ตัวเลขเงินเดือน แต่เป็นคำถามที่ยังตอบตัวเองไม่ได้ ว่าจะเอาความสบายของตัวเองไปแลกกับความไว้ใจของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้จริงหรือ
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแค่ให้ทำงาน แต่สอนว่าทำงานแบบไหน
ในมรรคมีองค์แปด ทางที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้พ้นทุกข์ มีองค์ประกอบหนึ่งชื่อว่าสัมมาอาชีวะ แปลตรงตัวว่าการเลี้ยงชีพชอบ
หลายคนได้ยินคำนี้ครั้งแรกก็นึกว่าหมายถึงห้ามทำอาชีพบางอย่าง เช่น ห้ามขายเหล้า ห้ามขายอาวุธ ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่ง ในพระไตรปิฎกมีการกล่าวถึงการค้าขายที่ชาวพุทธไม่ควรทำอยู่ห้าอย่าง คือ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้าเนื้อสัตว์ ค้าของมึนเมา และค้ายาพิษ
แต่ถ้าอ่านให้ลึกกว่านั้น สัมมาอาชีวะไม่ได้ตัดสินกันแค่ที่ชื่ออาชีพ
ตัดสินกันที่ว่า อาชีพนั้นเบียดเบียนใครอยู่หรือเปล่า
ขายอาหารก็เป็นอาชีพสุจริตได้ ถ้าไม่โกหกว่าอาหารนั้นช่วยรักษาโรค ขายประกันก็เป็นอาชีพสุจริตได้ ถ้าไม่ปิดบังเงื่อนไขที่ลูกค้าควรรู้ ขายของออนไลน์ก็เป็นอาชีพสุจริตได้ ถ้าไม่ตกแต่งรีวิวให้ดูดีเกินจริง
อาชีพเดียวกัน คนสองคนทำ คนหนึ่งอาจอยู่ในทางสัมมาอาชีวะ อีกคนอาจไม่อยู่ ความต่างไม่ได้อยู่ที่ป้ายบริษัท แต่อยู่ที่วิธีที่แต่ละคนพูดกับลูกค้าทุกวัน
และสัมมาอาชีวะไม่ได้ยืนอยู่ตัวคนเดียวในมรรคแปด มันอยู่ติดกันกับสัมมาวาจา คือการพูดชอบ ซึ่งข้อแรกสุดคือการเว้นจากการพูดเท็จ
พูดง่าย ๆ คือ งานที่บังคับให้ต้องโกหกทุกวัน กับการเลี้ยงชีพที่ถูกทาง มันชนกันอยู่ในตัวเอง จะทำสองอย่างนี้พร้อมกันไม่ได้
ในธรรมบทมีข้อความบทหนึ่งที่แปลได้ใจความว่า
คนที่ล่วงละเมิดธรรมข้อเดียวคือการพูดเท็จ ไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา ย่อมไม่มีความชั่วใดที่เขาจะไม่กล้าทำ
ท่านไม่ได้บอกว่าคนพูดเท็จเป็นคนเลวโดยกำเนิด ท่านชี้ให้เห็นแค่ว่า พอเราเริ่มพูดเท็จได้ครั้งหนึ่งโดยไม่รู้สึกอะไร ครั้งต่อไปมันจะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราอาจจำไม่ได้แล้วว่าเส้นแบ่งมันเคยอยู่ตรงไหน
เรือที่รั่วทีละหยด
ลองนึกภาพเรือลำหนึ่งที่ใช้ข้ามฟากทุกวัน
วันแรกที่มันเริ่มมีรอยรั่วเล็ก ๆ ที่ท้องเรือ น้ำซึมเข้ามาแค่หยดสองหยด แทบไม่รู้สึกอะไรเลย เรือยังแล่นได้ปกติ คนนั่งเรือก็ยังคุยกันสบาย ๆ
คนแจวเรือรู้อยู่ว่ามีรอยรั่ว แต่คิดว่าแค่นี้ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยซ่อม
วันที่สองน้ำซึมเพิ่มขึ้นอีกนิด วันที่สามอีกนิด ไม่มีวันไหนที่น้ำเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ ทุกวันมันดูเหมือนวันก่อนหน้าเสมอ
จนวันหนึ่ง เรือที่เคยลอยเบา ๆ กลับหนักอึ้งอยู่กลางน้ำ โดยที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน
คำโกหกที่พูดกับลูกค้าแต่ละคำก็เหมือนหยดน้ำที่ซึมเข้ามาทีละหยด วันแรกที่พูดเกินจริงไปนิดหนึ่ง ใจอาจสะดุ้งอยู่บ้าง แต่พอผ่านไปสัปดาห์หนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง คำพูดแบบนั้นจะกลายเป็นเรื่องปกติ ไหลออกจากปากได้เองโดยไม่ต้องคิด
ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนเลวลง แต่เพราะใจคนเราปรับตัวเข้ากับสิ่งที่ทำซ้ำ ๆ ได้เก่งมาก
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่คำโกหกคำแรก สิ่งที่น่ากลัวคือวันที่เราพูดคำโกหกโดยไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป
แล้วจะเลือกยังไง เมื่อบิลค่าเช่ายังรออยู่
ตรงนี้คือจุดที่ยากที่สุด เพราะรู้หลักธรรมแล้วก็จริง แต่บิลค่าเช่าก็ยังต้องจ่าย ลูกยังต้องกินข้าว แม่ยังรอเงินสิ้นเดือนอยู่เหมือนเดิม
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนอดตายเพื่อรักษาศีล ท่านเข้าใจดีว่าคนต้องเลี้ยงชีพ สัมมาอาชีวะจึงไม่ใช่คำสั่งให้ลาออกทันทีโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่เป็นเข็มทิศให้ค่อย ๆ หาทางที่เบียดเบียนน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้
สิ่งแรกที่พอทำได้ก่อนตอบรับงาน คือลองแยกให้ชัดระหว่างสองเรื่องที่มักปนกัน เรื่องหนึ่งคือการพูดให้สินค้าน่าสนใจ ซึ่งเป็นทักษะการขายทั่วไป ไม่ผิดอะไร อีกเรื่องหนึ่งคือการพูดสิ่งที่ไม่เป็นความจริงเพื่อให้ปิดการขายได้ ถ้างานที่เสนอมาต้องพึ่งอย่างหลังเป็นหลัก นั่นคือสัญญาณที่ควรฟังให้ดี
ก่อนตอบรับ ลองถามหัวหน้าทีมตรง ๆ ว่าสคริปต์ที่ใช้พูดกับลูกค้ามีใครตรวจสอบความถูกต้องบ้างไหม คำตอบของเขาจะบอกอะไรได้เยอะกว่าที่คิด ถ้าเขาอึกอักหรือเลี่ยงตอบ นั่นก็เป็นคำตอบอยู่ในตัวแล้ว
ถ้าตัดสินใจรับงานเพราะจำเป็นจริง ๆ ระหว่างที่ยังหางานอื่นไม่ได้ ให้ลองตั้งกติกากับตัวเองไว้ล่วงหน้าว่า จะไม่พูดสิ่งที่รู้แน่ชัดว่าไม่จริง ต่อให้หัวหน้าจะขอให้พูด ส่วนคำโฆษณาเกินจริงที่ไม่ได้ผ่านปากเราเองอาจเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมดในทันที แต่คำที่ออกจากปากเราเองยังเลือกได้เสมอ
ระหว่างทำงานแบบนี้ ให้กันเวลาช่วงสั้น ๆ ทุกสัปดาห์ไว้ทบทวนกับตัวเอง อาจเป็นตอนเย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน นั่งนิ่ง ๆ สักห้านาที แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่าสัปดาห์นี้พูดอะไรที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่จริงไปบ้าง ไม่ต้องตอบให้ใครฟัง แค่ให้ตัวเองได้ยินคำตอบของตัวเอง
และขนานไปกับงานที่ทำอยู่ ให้เริ่มมองหาทางออกอื่นไปเรื่อย ๆ อย่างเงียบ ๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรอให้ทนไม่ไหวก่อนแล้วค่อยเริ่มหา เพราะยิ่งเริ่มช้า วันที่ใจชาไปกับคำโกหกก็ยิ่งมาถึงเร็วขึ้น
ลองจำสามอย่างนี้ไว้เป็นหลักคิด
- คำพูดของเราเองยังเลือกได้เสมอ ต่อให้เลือกงานไม่ได้
- ทบทวนตัวเองทุกสัปดาห์ ก่อนที่ใจจะชาจนไม่รู้สึกอะไรกับคำโกหก
- หาทางออกอื่นไปเรื่อย ๆ อย่างเงียบ ๆ ไม่ต้องรอให้ทนไม่ไหว
ยังไม่ต้องตัดสินใจคืนนี้ก็ได้
ถ้ายังตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะรับงานนี้ดีไหม ก็ไม่เป็นไร
ไม่มีใครตอบคำถามแบบนี้ได้ในคืนเดียว โดยเฉพาะเมื่อบิลกำลังรอ และคนที่บ้านกำลังรอด้วย
สิ่งที่พอทำได้ตอนนี้ ไม่ใช่การหาคำตอบที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการรู้ตัวไว้ก่อนว่ากำลังยืนอยู่ตรงไหน เห็นรอยรั่วที่ท้องเรืออยู่ตรงหน้า ก็ยังดีกว่าไม่เห็นมันเลย
พรุ่งนี้เช้าจะตอบพี่ HR ว่าอย่างไร ค่อยว่ากันอีกที
คืนนี้แค่ได้นอนหลับอย่างรู้ตัวว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ ก็นับว่าเป็นก้าวแรกที่ดีพอแล้ว
