สัมปชัญญะ: ลืมของทุกวันจนกลัวว่าตัวเองผิดปกติ
สามทุ่มกว่า รถจอดอยู่หน้าปากซอยแล้ว มือยังอยู่ที่เข็มขัดนิรภัย แต่หัวคิดวนอยู่คำถามเดียว
ปิดแก๊สหรือยัง
ตอนเช้าต้มน้ำชงกาแฟ จำได้แค่ว่ายกกาลงจากเตา ส่วนที่ว่าบิดลูกบิดปิดหรือเปล่า ความจำมันหายไปเป็นช่องว่าง เหมือนใครตัดฉากนั้นออกจากหนัง
สุดท้ายต้องขับรถกลับ ฝ่ารถติดอีกรอบ ไปยืนจ้องเตาแก๊สอยู่สามสิบวินาที เห็นว่าปิดสนิทดี เหมือนที่เป็นทุกครั้ง
ไม่มีใครเห็นตอนที่ยืนอยู่หน้าเตาคนเดียวแบบนั้น มีแต่ตัวเองที่รู้ว่าเสียเวลาไปเท่าไหร่ และรู้สึกแปลก ๆ กับตัวเองไปเท่าไหร่
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดครั้งเดียว อาทิตย์ก่อนลืมว่าเอากุญแจไปวางไว้ไหน ควานหาอยู่ครึ่งชั่วโมง สุดท้ายเจอในตู้เย็น เมื่อวานเดินเข้าห้องนอนไปหยิบของ ยืนอยู่กลางห้องแล้วนึกไม่ออกว่าจะหยิบอะไร
ที่หนักใจกว่านั้นคือตอนคุยกับเพื่อนเก่าเมื่อสัปดาห์ก่อน พูดชื่อคนรู้จักคนหนึ่งไปครึ่งประโยค แล้วชื่อนั้นหายไปเฉย ๆ กลางอากาศ ต้องยิ้มแหะ ๆ บอกว่าขอนึกก่อน ทั้งที่เป็นคนที่รู้จักกันมาสิบกว่าปี
ลูกที่บ้านเริ่มพูดขึ้นมาว่า พาไปหาหมอดีไหม
คำถามนั้นแหละที่ทำให้ใจหล่นวูบยิ่งกว่าเรื่องลืมของเสียอีก
กลัวอะไรกันแน่
ถ้าให้พูดตรง ๆ สิ่งที่กลัวไม่ใช่แค่ลืมกุญแจ
ที่กลัวคือภาพของญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคยรู้จัก คนที่ค่อย ๆ จำหน้าลูกหลานไม่ได้ทีละคน จำวันจำเวลาไม่ได้ จนสุดท้ายนั่งเงียบอยู่บนเตียงทั้งวัน
พอตัวเองลืมของถี่ขึ้น สมองก็ลากภาพนั้นมาต่อทันที เหมือนกลัวว่ากำลังเดินไปทางเดียวกัน
ยิ่งกลัวก็ยิ่งจับผิดตัวเอง เดินเข้าครัวก็คอยเช็คว่าจำได้ไหมว่ามาทำอะไร คุยกับเพื่อนก็คอยฟังตัวเองว่าพูดวนไหม ทุกความเผลอเล็ก ๆ กลายเป็นหลักฐานยืนยันความกลัวไปหมด
บางคืนถึงขั้นหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ค้นหาอาการ อ่านไปสักสิบบรรทัดก็รู้สึกว่าตัวเองมีครบทุกอย่างที่เขียนไว้ ทั้งที่จริง ๆ อาการพวกนั้นคนทั่วไปก็มีกันเป็นปกติ เพียงแต่ไม่เคยหยิบมานั่งไล่ทีละข้อแบบนี้มาก่อน
ทั้งที่ความจริงแล้ว คนอายุยี่สิบก็ลืมกุญแจได้ คนที่ไม่มีปัญหาความจำเลยก็ยังยืนกลางห้องแล้วนึกไม่ออกว่าจะหยิบอะไรได้เหมือนกัน
เพียงแต่วันที่ใจไม่กลัว เราหัวเราะแล้วเดินกลับไปหยิบใหม่ ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้น พอเริ่มกลัว ทุกความเผลอที่เคยผ่านไปเฉย ๆ กลับถูกจับมาชั่งน้ำหนักใหม่ทุกครั้ง
รู้ตัว ไม่ใช่แค่จำได้
ในคำสอนทางธรรมมีคำอยู่คำหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ตรง ๆ คือคำว่า สัมปชัญญะ แปลง่าย ๆ ว่า ความรู้ตัวชัดในสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนั้น ไม่ใช่ความจำที่ย้อนกลับมานึกทีหลัง
คำนี้มักพูดคู่กับ สติ ซึ่งคือการระลึกได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ส่วนสัมปชัญญะคือความรู้ตัวที่ตามประกบไปด้วยตลอดขณะทำ
ฟังดูใกล้กัน แต่ต่างกันตรงจังหวะเวลา
สติทำให้เรานึกออกว่าเมื่อกี้ทำอะไรไปแล้ว ส่วนสัมปชัญญะทำให้เรารู้อยู่ว่าตอนนี้กำลังทำอะไร ปัญหาของคนที่ปิดแก๊สแล้วจำไม่ได้ ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ความจำเสีย แต่อยู่ที่ตอนบิดลูกบิด ใจไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด
มือบิดลูกบิดจริง ตาอาจจะมองด้วยซ้ำ แต่ใจลอยไปคิดเรื่องงานที่ค้างอยู่ หรือประโยคที่จะพูดกับใครอีกคนในอีกสิบนาทีข้างหน้า
พอใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น เหตุการณ์นั้นก็ไม่เคยถูกบันทึกไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่ว่าจำไม่ได้ แต่ไม่มีอะไรให้จำ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า
ความไม่ประมาทเป็นทางไปสู่ความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางไปสู่ความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ส่วนผู้ประมาทแม้ยังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนตายไปแล้ว
คำว่าความประมาทในที่นี้ ท่านไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องใหญ่ ๆ อย่างความประมาทในชีวิต แต่รวมถึงความประมาทเล็ก ๆ แบบวันต่อวัน คือการทำอะไรโดยใจไม่อยู่กับสิ่งนั้น ปล่อยให้ร่างกายทำไปตามความเคยชิน ส่วนใจลอยไปอยู่ที่อื่นตลอดเวลา
ชีวิตที่ใจไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย จึงเหมือนคนที่ยังหายใจอยู่ แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ตรงไหนเลยสักวินาที
พระที่ฝึกเดินจงกรมหรือฉันข้าวอย่างช้า ๆ ก็กำลังฝึกเรื่องเดียวกันนี้เอง ไม่ได้ฝึกเพื่อให้เดินสวยหรือฉันข้าวให้ดูดี แต่ฝึกให้ใจอยู่กับมือที่ตักข้าว อยู่กับเท้าที่ก้าวย่าง ทีละจังหวะจริง ๆ ไม่ใช่เดินไปแล้วใจลอยไปคิดเรื่องอื่น
เราไม่ต้องเดินจงกรมทั้งวันก็ฝึกได้ แค่เลือกเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวันสักเรื่องหนึ่ง แล้วลองอยู่กับมันเต็ม ๆ ดูบ้าง
กล้องวงจรปิดที่ไม่มีใครนั่งดูจอ
ลองนึกถึงกล้องวงจรปิดที่ติดไว้หน้าร้าน
กล้องอัดภาพไว้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่เคยพลาดสักเฟรม ทุกอย่างที่ผ่านหน้าร้านถูกบันทึกไว้จริง
แต่ถ้าไม่มีใครนั่งอยู่หน้าจอตอนนั้น ต่อให้มีคนเดินผ่านหน้าร้านไปสิบคน เจ้าของร้านก็จะไม่รู้เลยว่าใครผ่านไปบ้าง จนกว่าจะย้อนเทปดู
การปิดแก๊สตอนเช้าก็เหมือนกัน มือทำงานนั้นจริง เหมือนภาพที่กล้องอัดไว้จริง แต่ถ้าตอนนั้นไม่มีใครนั่งดูจอ คือไม่มีใจอยู่ตรงนั้น เหตุการณ์นั้นก็เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นสำหรับเรา
เราไม่ได้ขาดกล้อง เราแค่ไม่ได้นั่งดูจอตอนที่มันเกิด
ยิ่งช่วงหลังใจต้องแบ่งไปดูจอหลายจอพร้อมกัน จอเรื่องงาน จอเรื่องเงิน จอเรื่องลูก จอเรื่องข่าว จนแทบไม่เหลือใจไว้นั่งดูจอเรื่องเล็ก ๆ อย่างการปิดแก๊สหรือล็อกประตูเลย ไม่แปลกที่จอพวกนี้จะถูกละเลยไปก่อนเป็นอันดับแรก
ความรู้สึกกลัวว่าตัวเองผิดปกติ จึงมักมาจากการเข้าใจผิดว่าไฟล์มันหาย ทั้งที่จริง ๆ มันไม่เคยถูกอัดตั้งแต่ต้น เพราะไม่มีคนนั่งเฝ้าหน้าจอในวินาทีนั้นเอง
จะพาใจกลับมานั่งหน้าจอได้ยังไง
ข่าวดีของเรื่องนี้คือ การนั่งหน้าจอฝึกกันได้ ไม่ต้องรอให้เก่งมาก่อน แค่เริ่มจากเรื่องเล็กที่สุดในบ้าน
ก่อนบิดลูกบิดปิดแก๊สทุกครั้ง ลองหยุดแค่ครึ่งวินาที มองที่ลูกบิดจริง ๆ แล้วพูดในใจสั้น ๆ ว่า ปิดแล้ว ไม่ต้องพูดออกเสียงก็ได้ถ้าอยู่นอกบ้าน แต่ถ้าอยู่คนเดียวในครัว พูดออกเสียงเบา ๆ จะช่วยได้มากกว่าคิดในใจเฉย ๆ เพราะเสียงของตัวเองจะดึงใจกลับมาที่ตรงนั้นทันที
เวลาล็อกประตูก็เหมือนกัน มือจับกุญแจบิด หูฟังเสียงล็อกคลิก แล้วมองที่ลูกบิดอีกครั้งหนึ่งก่อนเดินจากไป ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงสองวินาที แต่มันคือช่วงเวลาที่ใจได้นั่งดูจอจริง ๆ ไม่ใช่แค่มือทำไปเฉย ๆ
อีกจุดหนึ่งที่ช่วยได้มากคือช่วงเปลี่ยนห้อง เวลาก้าวข้ามธรณีประตูจากห้องหนึ่งไปอีกห้อง ให้ถือว่าธรณีประตูนั้นเป็นจุดเช็คอิน ก้าวข้ามไปแล้วถามตัวเองแวบเดียวว่า ตอนนี้เรากำลังจะทำอะไร คำถามสั้น ๆ แค่นี้พอ ไม่ต้องตอบให้ยาว
ที่ต้องระวังคือช่วงเวลาที่ทำสองอย่างพร้อมกัน อย่างเดินไปหยิบของพร้อมคิดเรื่องงาน หรือกินข้าวพร้อมดูมือถือ ช่วงนั้นแหละที่กล้องอัดภาพไว้ แต่คนดูจอเดินออกไปแล้ว ถ้าลดการทำสองอย่างพร้อมกันได้บ้าง แม้ไม่ต้องทุกครั้ง ใจจะกลับมาอยู่กับปัจจุบันบ่อยขึ้นเองโดยไม่ต้องฝืน
เรื่องลืมชื่อคนกลางประโยคก็ฝึกได้คล้ายกัน ตอนที่มีคนแนะนำตัวหรือเอ่ยชื่อใครขึ้นมา ลองหยุดฟังชื่อนั้นให้เต็มคำก่อนคิดเรื่องอื่นต่อ อาจพูดชื่อนั้นซ้ำในใจอีกครั้งหนึ่ง หรือถ้าเป็นการเจอกันจริง ๆ ก็เอ่ยชื่อนั้นกลับไปในประโยคถัดไปเลย วิธีนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องจำชื่อ แต่ช่วยดึงใจให้อยู่กับคนตรงหน้าจริง ๆ ระหว่างคุยด้วย
ตอนค่ำก่อนนอน อาจลองใช้เวลาสักหนึ่งนาทีทบทวนวันที่ผ่านมาเบา ๆ ไม่ใช่เพื่อทดสอบความจำตัวเอง แต่เพื่อฝึกความเคยชินที่จะพาใจย้อนกลับมาอยู่กับสิ่งที่ทำ ถ้านึกออกบางช่วงไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่รู้ว่าช่วงนั้นใจลอยไปที่ไหน ก็ถือว่าได้ฝึกแล้ว
ส่วนถ้าอาการลืมมันหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทบชีวิตประจำวันจริงจัง เช่น จำเส้นทางกลับบ้านตัวเองไม่ได้ หรือลืมคนใกล้ตัวไปเลย เรื่องนั้นควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูให้ชัดเจน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอายหรือปล่อยไว้ เพราะการลืมของทั่วไปที่มาจากใจไม่อยู่กับปัจจุบัน กับอาการที่เป็นสัญญาณทางการแพทย์ เป็นคนละเรื่องกัน และแพทย์เท่านั้นที่จะแยกให้ได้ชัดที่สุด
ลองจับสามจุดนี้ไว้ก่อนก็พอ
- ก่อนทำอะไรที่ทำซ้ำทุกวัน หยุดครึ่งวินาทีแล้วมองสิ่งนั้นจริง ๆ
- ใช้ธรณีประตูหรือจุดเปลี่ยนห้องเป็นสัญญาณเช็คอินกับตัวเอง
- ถ้าอาการหนักขึ้นจนกระทบชีวิตจริง ให้ไปพบแพทย์ ไม่ต้องเดาเอง
คืนนี้ที่ยังไม่แน่ใจว่าปิดแก๊สหรือยัง
ถ้าคืนนี้ยังต้องขับรถกลับไปเช็คเตาแก๊สอีกรอบ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่ได้แปลว่าเราผิดปกติ แค่แปลว่าเมื่อเช้าตอนบิดลูกบิด ใจเราลอยไปอยู่ที่อื่นเสียก่อน
พรุ่งนี้เช้า ลองหยุดครึ่งวินาทีตรงหน้าเตาแก๊สดูอีกครั้ง แค่ครึ่งวินาทีนั้น อาจพอทำให้คืนพรุ่งนี้ไม่ต้องขับรถกลับมาเช็คอีกแล้ว
