สังสารวัฏ: ทำไมเรื่องเดิมวนกลับมาไม่จบสักที
สามทุ่มกว่า ๆ เราวางโทรศัพท์ลงข้างเตียง หลังคุยกับแม่จบ
น้ำเสียงแม่วันนี้เหมือนเดิมทุกอย่าง คำถามเดิมที่แม่ถามเราทุกครั้งที่โทรมา คำตอบที่เราเตรียมไว้ก็เดิม ๆ
พอวางสาย เรานอนเพ่งเพดาน แล้วนึกขึ้นได้ว่าเรื่องแบบนี้มันวนมากี่รอบแล้ว
เถียงกับแม่เรื่องเดิม เถียงกับแฟนเรื่องเดิม เสียใจกับเพื่อนคนเดิมด้วยสาเหตุเดิม
เหมือนเรากำลังดูละครเรื่องเดียวกันที่ฉายซ้ำ แค่เปลี่ยนวันฉายเท่านั้น
ที่แปลกกว่านั้นคือ เรารู้ตัวว่ากำลังพูดประโยคเดิมอยู่ด้วยซ้ำ ตอนที่กำลังพูด
แต่ก็ยังพูดออกไปจนจบอยู่ดี เหมือนมีใครกดปุ่มเล่นเทปม้วนเก่าให้เราฟังทั้งที่เราจำเนื้อเรื่องได้หมดแล้ว
รู้สึกว่าวนอยู่ที่เดิม ทั้งที่พยายามเดินไปข้างหน้า
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่คืนเดียว
มันคือความรู้สึกที่ค่อย ๆ สะสม จนวันหนึ่งเราหยุดแล้วถามตัวเองว่า ทำไมปีนี้กับปีที่แล้วถึงรู้สึกเหมือนกันเป๊ะ
งานเปลี่ยน คนรอบตัวเปลี่ยน แต่ความทุกข์แบบเดิมก็ยังหาทางกลับมาเจอเราจนได้
บางคนรู้สึกแบบนี้กับความสัมพันธ์ คบใครก็เจอปัญหาแบบเดิมซ้ำ ๆ
บางคนรู้สึกแบบนี้กับเงิน หาได้เท่าไหร่ก็หมดไปกับความกังวลแบบเดิม
บางคนรู้สึกแบบนี้กับอารมณ์ตัวเอง โกรธเรื่องเดิม เสียใจเรื่องเดิม สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก แล้วก็ทำอีก
เราไม่ได้โง่ เราไม่ได้ขี้เกียจพยายาม เราแค่ไม่รู้ว่าทำไมวงจรนี้ถึงไม่ยอมจบสักที
บางทีเราลองแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ ๆ มาหลายรอบแล้วด้วยซ้ำ อ่านหนังสือมาก็หลายเล่ม ฟังคำแนะนำมาก็หลายคน
แต่พอเจอสถานการณ์เดิมจริง ๆ ตอนนั้นแหละที่ทุกอย่างที่เคยตั้งใจไว้หายไปหมด เหลือแค่ปฏิกิริยาเดิม ๆ ที่ตอบสนองเร็วกว่าความตั้งใจเสมอ
เหมือนมีบางอย่างในตัวเราที่แข็งแรงกว่าความตั้งใจดี ๆ ที่เราสร้างไว้
เมื่อพระพุทธเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่า "สงสาร"
คำว่า "สังสารวัฏ" ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในทางธรรม มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องของภพภูมิ ตายแล้วเกิดใหม่ เกิดเป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง วนไปเรื่อย ๆ
เรื่องนั้นก็เป็นความหมายหนึ่งจริง แต่ถ้ามองใกล้ตัวลงมาอีกนิด สังสารวัฏก็คือสิ่งที่เรากำลังรู้สึกอยู่ในคืนที่นอนไม่หลับนี่เอง
คือการวนซ้ำของความทุกข์ ที่ไม่รู้จะจบตรงไหน
พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ในหมวดที่เรียกว่าอนมตัคคสังยุตว่า
ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ
ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ลองอ่านช้า ๆ อีกรอบ
ท่านไม่ได้บอกว่าสงสารเกิดจากโชคชะตา หรือมีใครลงโทษเรา ท่านชี้ตรงไปที่สองคำ คือ "อวิชชา" กับ "ตัณหา"
อวิชชาคือความไม่เห็นตามจริงว่าอะไรเป็นเหตุเป็นผลกับอะไร เราเห็นแต่ผลที่มากระทบหน้าตรง ๆ แต่ไม่ทันเห็นว่าใจเราต่างหากที่ปรุงแต่งเรื่องนั้นให้หนักขึ้นอีกชั้น
ส่วนตัณหาคือความอยาก
ความอยากนี่เองที่ผลักให้เราวิ่งกลับเข้าหาสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เราเถียงกับแม่เรื่องเดิม เพราะเรายังอยากให้แม่เห็นด้วยกับเราแบบเดียวกับที่เคยอยากเมื่อสิบปีก่อน ความอยากนั้นแหละที่ลากเรากลับไปจุดเดิมทุกครั้ง
ในหมวดเดียวกันนี้ พระพุทธเจ้ายังตรัสถึงน้ำตาของสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารไว้ด้วย
น้ำตาที่ท่านทั้งหลายหลั่งไหลออกมา เพราะความเศร้าโศก ร้องไห้คร่ำครวญ ในระหว่างที่ท่องเที่ยวไปมาอยู่ตลอดกาลนานนี้ มีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่เสียอีก
ท่านไม่ได้พูดเพื่อให้เรากลัว
ท่านพูดเพื่อให้เห็นว่าเรื่องนี้ผ่านมานานแค่ไหนแล้ว และผ่านมากับทุกคน ไม่ใช่แค่เรา
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะบางครั้งเราเข้าใจผิดว่ากรรมกับสังสารวัฏเป็นเรื่องของการลงโทษ ทำไม่ดีแล้วต้องชดใช้แบบขู่ ๆ
แต่ในคำสอนที่ท่านวางไว้ มันเป็นเรื่องของเหตุกับผลธรรมดา ๆ
มีเชื้อคือตัณหาอยู่ตรงไหน ไฟก็ยังลุกอยู่ตรงนั้น ไม่มีเชื้อ ไฟก็ดับเอง ไม่มีใครมานั่งจดบัญชีลงโทษเราทีละข้อ
ควายที่เดินวนรอบเครื่องสีข้าว
ลองนึกถึงเครื่องสีข้าวแบบเก่าที่ใช้ควายเดินวน
เขาผูกเชือกจากคอควายไปที่แกนกลาง ควายเดินไปเรื่อย ๆ ตามแรงเคยชิน วันหนึ่งเดินได้หลายสิบรอบ
ถ้าถามว่าวันนี้ควายเดินไปกี่กิโล คำตอบอาจจะเยอะมาก
แต่ถ้าถามว่าตอนเย็นควายอยู่ที่ไหน คำตอบคือจุดเดิมที่เริ่มต้นตอนเช้า
ควายไม่ได้เดินผิด มันเดินตามที่ถูกผูกไว้ให้เดิน
สิ่งที่ทำให้มันวนอยู่ที่เดิมไม่ใช่ขา ไม่ใช่ความขยัน แต่คือเชือกที่ผูกคออยู่กับแกนกลาง
ใจของเราก็เดินแบบนั้นบ่อย ๆ
เราขยันมาก พยายามมาก แก้ปัญหาเก่งขึ้นทุกปี
แต่ถ้ายังมีเชือกเส้นเดิมผูกอยู่ คือความอยากให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่ใจต้องการ เราก็จะเดินกลับมาจุดเดิมเสมอ ไม่ว่าจะเดินเร็วแค่ไหน
บางคนถึงกับเปลี่ยนงาน เปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนคนรัก คิดว่าเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแล้วเรื่องเดิมจะไม่ตามมา
แต่พอผ่านไปสักพัก ความรู้สึกคุ้น ๆ ก็กลับมาเยือนอีก เพราะเชือกที่ผูกอยู่ไม่ได้ผูกกับงานเก่า บ้านเก่า หรือคนเก่า มันผูกอยู่กับใจเราเอง
สิ่งที่จะพาพ้นวงไม่ใช่การเดินให้เร็วขึ้น หรือเปลี่ยนแกนที่เดินวน แต่คือการมองลงมาเห็นเชือกเส้นนั้นเสียก่อน
แล้วจะเริ่มคลายเชือกตรงไหนได้บ้าง
เชือกเส้นนี้คลายไม่ได้ในคืนเดียว แต่มีจุดเล็ก ๆ ที่พอเริ่มแตะได้จริงในชีวิตประจำวัน
จุดแรกคือการสังเกตว่าเรื่องไหนในชีวิตวนซ้ำที่สุด ลองใช้เวลาสักสิบนาทีตอนเช้าวันหยุด นั่งนึกย้อนดูปีที่ผ่านมา
แล้วจดคร่าว ๆ ว่าความทุกข์แบบไหนโผล่มาบ่อยที่สุด ไม่ต้องหาคำตอบตอนนั้น แค่เห็นภาพรวมก็พอ
จุดที่สองคือตอนกำลังจะเดินเข้าวงเดิมอีกครั้ง เช่น กำลังจะเถียงเรื่องเดิมกับคนเดิม ลองหยุดสักสามวินาทีก่อนเปิดปาก
แล้วถามใจตัวเองเบา ๆ ว่าตอนนี้เรากำลังอยากได้อะไรจากอีกฝ่าย ไม่ต้องตอบให้สวยหรู แค่รู้ทันว่าความอยากกำลังเดินนำหน้าอยู่
จุดที่สามคือช่วงเย็นก่อนนอน ลองนั่งเงียบ ๆ สักห้านาที หายใจเข้าออกตามปกติ ไม่ต้องบังคับให้ใจสงบ
แค่สังเกตว่าความคิดที่วนซ้ำวันนี้มาแบบไหน มาตอนไหน แล้วปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ต้องเดินตามมันต่อ การนั่งแบบนี้ไม่ได้ทำให้เชือกขาดทันที แต่ทำให้เราเห็นเชือกชัดขึ้นทุกวัน
จุดที่สี่คือการทำอะไรสักอย่างที่ตัดวงจรเดิมแม้เพียงนิดเดียว เช่น ถ้าเคยตอบโต้ทันทีตอนโกรธ ลองเปลี่ยนเป็นเดินออกจากห้องก่อนสักสองนาที
ไม่ใช่เพื่อหนีปัญหา แต่เพื่อขัดจังหวะเดิมที่เคยวนไว้หนึ่งจังหวะ แค่นั้นบางทีก็พอให้เรื่องราวคืนนั้นจบไม่เหมือนทุกที
จุดที่ห้าคือการพูดเรื่องนี้ให้คนที่ไว้ใจฟังบ้าง ไม่ใช่เพื่อให้เขาแก้ปัญหาให้เรา แต่เพราะเวลาพูดออกมาเป็นคำ เรามักได้ยินตัวเองชัดขึ้นกว่าตอนที่มันวนอยู่ในหัวเงียบ ๆ
บางครั้งแค่พูดออกมาว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราซ้ำเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ก็ทำให้เห็นเชือกเส้นที่ผูกเราอยู่ชัดขึ้นทันที
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง
- สังเกตดูว่าเรื่องไหนในชีวิตวนซ้ำบ่อยที่สุด นั่นคือจุดที่เชือกผูกอยู่
- ก่อนเดินเข้าวงเดิม หยุดสักสามวินาทีแล้วถามใจว่ากำลังอยากได้อะไร
- นั่งเงียบสักห้านาทีตอนเย็น เพื่อเห็นความคิดที่วนซ้ำโดยไม่ต้องเดินตามมันไป
คืนนี้อาจจะยังวนอยู่เหมือนเดิม
ถ้าคืนนี้เรายังจับต้นชนปลายไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร
การเห็นว่าตัวเองกำลังวนอยู่ที่เดิม ไม่ใช่ความล้มเหลว มันคือจุดเริ่มต้นของการเห็นเชือกที่ผูกอยู่
ควายที่รู้ว่าตัวเองถูกผูก อย่างน้อยก็ต่างจากควายที่เดินไปโดยไม่เคยสงสัยอะไรเลย
พรุ่งนี้เรื่องเดิมอาจจะโผล่มาอีก คนที่พูดประโยคนั้นอาจจะพูดแบบเดิมอีกครั้ง
เราอาจจะยังเผลอเดินตามแรงเชือกเส้นเดิมอยู่บ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติของคนที่เดินอยู่ในเส้นทางนี้มานาน
แต่ถ้าเรามองเห็นมันไวขึ้นอีกนิดกว่าเมื่อวาน นั่นก็นับว่าก้าวหนึ่งแล้วสำหรับคืนนี้
