หน้าแรก/บทความ/หลักธรรม
สิบปีแล้ว ทำไมยังตำหนิตัวเองเรื่องเดิม
หลักธรรม

สิบปีแล้ว ทำไมยังตำหนิตัวเองเรื่องเดิม

23 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

เย็นวันอังคาร ครัวเงียบ มีแค่เสียงมีดกระทบเขียง เราหั่นผักไปเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ

แล้วจู่ ๆ ภาพหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาโดยไม่ได้เรียก

ภาพของคืนหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน ห้องนั่งเล่นหลังเก่า ลูกชายวัยสิบห้ายืนอยู่ตรงหน้า และเราตะโกนใส่เขาด้วยคำที่ตอนนี้นึกแล้วยังสะดุ้ง

"ถ้าจะทำตัวแบบนี้ต่อไป ก็ไม่ต้องมาเรียกแม่"

พูดจบก็เดินเข้าห้อง ปิดประตูดังปัง ตอนนั้นคิดว่าแค่ระบายอารมณ์ พรุ่งนี้คงลืมไปเอง

แต่สิบปีผ่านไป ประโยคนั้นยังไม่เคยลืมเลยสักวัน

มีดยังหั่นผักต่อ มืออีกข้างวางบนเขียงเหมือนเดิม แต่ในหัวเราอยู่ในห้องนั้นอีกครั้ง เห็นหน้าลูกตอนได้ยินคำนั้น เห็นสายตาที่เขาไม่ยอมมองหน้าเราอีกเลยตลอดคืนนั้น

ทำไมภาพเดิมถึงกลับมาได้ทุกครั้ง

ลูกโตแล้ว มีครอบครัวของตัวเอง กลับมาเยี่ยมทุกเดือน คุยกันได้ปกติ ไม่มีใครพูดถึงคืนนั้นอีกเลยสักครั้งในรอบสิบปี

บางทีเขาอาจจำได้เลือน ๆ หรือลืมไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะสำหรับเขาอาจเป็นแค่คืนหนึ่งในหลายร้อยคืนที่แม่อารมณ์เสีย

แต่สำหรับเรา คืนนั้นไม่เคยจบ

ทุกครั้งที่เห็นเขาเกร็งนิด ๆ ตอนคุยกับเรา หรือทุกครั้งที่เขาเลือกโทรหาพ่อก่อนแทนที่จะโทรหาเรา ภาพคืนนั้นจะโผล่ขึ้นมาทันที พร้อมกับคำถามเดิมที่ถามตัวเองมาแล้วนับพันครั้ง เราทำแบบนั้นกับลูกได้ยังไง

เราตัดสินตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยมาตรฐานที่เราไม่เคยใช้กับใครเลย แม้แต่กับคนที่เคยทำเรื่องหนักกว่านี้

ถ้าเพื่อนสนิทมาเล่าให้ฟังว่าเขาเคยตวาดใส่ลูกตอนเครียดจัดเมื่อสิบปีก่อน เราคงบอกเขาว่า แค่คืนเดียว ทุกคนพลาดกันได้ ลูกยังรักเธออยู่ไม่ใช่เหรอ

แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง เรากลับไม่เคยพูดประโยคนั้นกับตัวเองสักครั้ง

บางทีเราคิดว่าการตำหนิตัวเองซ้ำ ๆ แบบนี้คือการมีสำนึก คือการเป็นคนดีที่ยังรู้สึกผิด ถ้าวันไหนเผลอลืมคืนนั้นไปได้ เรากลับรู้สึกผิดซ้อนเข้าไปอีกชั้นว่าเราใจแข็งไปหรือเปล่า

แต่สำนึกกับการซ้อมด่าตัวเองไม่ใช่เรื่องเดียวกัน สำนึกทำให้เราเปลี่ยนวิธีพูดกับลูกในวันต่อ ๆ มา ซึ่งเราก็ทำไปแล้วตลอดสิบปีที่ผ่านมา ส่วนการซ้อมด่าตัวเองทุกคืนไม่ได้เปลี่ยนอะไรเพิ่มเติมเลย มันแค่ทำให้เราเหนื่อยซ้ำในเรื่องที่แก้ไม่ได้แล้ว

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เกลียดตัวเอง

ในธรรมบท มีคำสอนบทหนึ่งที่มักถูกยกมาพูดถึงเรื่องการพึ่งตนเอง แต่ถ้าอ่านให้ลึกลงไป มันพูดถึงเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน

ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ เมื่อฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งซึ่งหาได้ยาก

ท่านเรียกตัวเราเองว่า "ที่พึ่ง" ไม่ใช่ "จำเลย"

ที่พึ่งมีหน้าที่ดูแล ปกป้อง ประคับประคอง ไม่ใช่หน้าที่นั่งตัดสินซ้ำไปซ้ำมาทุกคืนว่าเราแย่แค่ไหน

ลองนึกดูว่า ถ้าเรามีคนคนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นที่พึ่งของเรา แต่ทุกคืนเขามานั่งข้างเตียง ท่องความผิดของเราให้ฟังซ้ำ ๆ เราจะยังอยากให้เขาอยู่ใกล้ ๆ อีกไหม

นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำกับตัวเองอยู่ทุกคืนที่ผ่านมา

ในการแผ่เมตตาตามที่ครูบาอาจารย์สอนสืบต่อกันมา ท่านให้เริ่มแผ่เมตตาที่ตัวเราเองก่อนเสมอ ก่อนจะแผ่ออกไปถึงคนอื่น ไม่ใช่เพราะตัวเราสำคัญกว่าใคร แต่เพราะถ้าในใจเรายังเต็มไปด้วยคำตัดสินตัวเอง เราจะไม่มีอะไรเหลือให้แผ่ออกไปให้ใครได้เลย เมตตาที่มีให้เพื่อน ให้ลูก ให้คนแปลกหน้าได้ง่ายดาย จึงควรมีให้ตัวเราเองด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ข้อยกเว้น

หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยเล่าเรื่องแก้วน้ำใบหนึ่งให้ลูกศิษย์ฟัง ท่านชอบแก้วใบนั้นมาก แต่ท่านบอกว่าสำหรับท่านแล้ว แก้วใบนี้แตกไปตั้งแต่ตอนที่ท่านหยิบมันขึ้นมาใช้แล้ว

แก้วใบนี้มันแตกอยู่แล้ว วันหนึ่งลมพัดโต๊ะสั่น หรือมือใครมาโดนมันตกแตก ฉันก็แค่พูดว่า "อ้อ" เพราะฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องแตกสักวัน

ท่านไม่ได้บอกให้เลิกรักแก้วใบนั้น ท่านแค่บอกว่าเมื่อมันแตกแล้ว มันก็แตกแล้ว การนั่งเสียใจกับเศษแก้วทุกคืนไม่ได้ทำให้แก้วกลับมาเป็นใบเดิม

คืนนั้นเมื่อสิบปีก่อนก็เหมือนแก้วที่แตกไปแล้ว มันเกิดขึ้นแล้ว จบไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่ประตูห้องปิดลง สิ่งที่ยังไม่จบคือการที่เรายังนั่งกวาดเศษแก้วเดิมมาดูซ้ำทุกคืนนั่นเอง

ทางเดินที่หญ้าตายเป็นร่อง

บ้านที่มีสนามหญ้าหลังบ้าน ถ้าทุกวันเราเดินตัดผ่านจุดเดียวกันไปที่ประตูรั้ว ไม่นานหญ้าตรงนั้นก็จะตาย กลายเป็นทางดินแคบ ๆ กลางสนามสีเขียว

เดือนแรกทางนั้นอาจยังไม่ชัด แต่ยิ่งเดินซ้ำ ร่องก็ยิ่งลึก จนสุดท้ายเราแทบไม่ต้องเลือกเดินทางนั้นแล้ว เท้าพาไปเองโดยอัตโนมัติ

ใจก็เดินเป็นทางแบบนั้นได้เหมือนกัน

ทุกครั้งที่เราเรียกภาพคืนนั้นกลับมาซ้อมด่าตัวเองอีกรอบ เท่ากับเราเดินย่ำทางเดิมอีกครั้งหนึ่ง ร่องนั้นก็ลึกขึ้นอีกนิด จนตอนนี้แค่เห็นลูกเกร็งนิดเดียว ใจก็พาเราวิ่งไปตามร่องนั้นเองโดยไม่ต้องตั้งใจด้วยซ้ำ

สนามหญ้าไม่ได้ผิดอะไรที่มีร่องทาง ร่องทางเกิดจากการเดินซ้ำเท่านั้นเอง และถ้าจะให้หญ้าตรงนั้นขึ้นใหม่ ก็ไม่ใช่การไปนั่งด่าตัวเองที่เคยเดินทางนั้น แต่คือการเริ่มเลือกเดินทางอื่นบ้าง แม้จะอ้อมกว่า แม้จะยังไม่คุ้นเท้าเท่าเดิมก็ตาม

คนที่เดินผ่านสนามนั้นวันแรกที่ร่องเริ่มเป็นทาง ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะลึกขนาดนี้ในอีกสิบปีข้างหน้า เราก็เหมือนกัน คืนนั้นที่พูดคำนั้นออกไป ไม่มีใครในตอนนั้นรู้ว่ามันจะกลายเป็นทางที่ใจเดินกลับไปซ้ำนานขนาดนี้ นั่นไม่ได้แปลว่าเราต้องแบกมันไปตลอด แค่แปลว่าถึงเวลาลองเปลี่ยนทางเดินดูบ้างแล้ว

เอาไปใช้ตอนที่ภาพนั้นกลับมาอีก

ครั้งต่อไปที่ภาพคืนนั้นโผล่ขึ้นมาเอง อาจตอนล้างจาน ตอนขับรถติดไฟแดง หรือตอนตีหนึ่งเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา ลองสังเกตก่อนว่าใจกำลังจะเดินเข้าร่องเดิมแล้วหรือยัง แค่รู้ตัวตรงนั้นก่อน ก็นับว่าต่างจากเดิมแล้ว เพราะปกติเราจะเดินเข้าไปในภาพนั้นเต็มตัวโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเดินอยู่

พอรู้ตัวแล้ว ลองพูดกับตัวเองด้วยประโยคแบบที่เราจะพูดกับเพื่อนสนิทที่มาเล่าเรื่องเดียวกันให้ฟัง ไม่ใช่ประโยคที่นุ่มจนไม่จริง แต่เป็นประโยคที่ยุติธรรม เช่น คืนนั้นเราเหนื่อยมาก เราพลาด เราพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด และเราก็อยู่กับผลของมันมาสิบปีแล้ว พอแค่นี้ก่อนได้ไหม ลองพูดออกเสียงเบา ๆ จริง ๆ ไม่ใช่แค่คิดในหัว เพราะเสียงที่ออกจากปากตัวเองมีน้ำหนักต่างจากเสียงที่วนอยู่ในความคิด

ถ้าเป็นไปได้ ลองหาเวลาที่ใจสงบสักหน่อย เขียนคืนนั้นลงกระดาษเท่าที่จำได้จริง ๆ เกิดอะไรขึ้นก่อนคำพูดนั้น เราเหนื่อยแค่ไหน เครียดเรื่องอะไรอยู่ในวันนั้น หลายคนพอเขียนจบจะเห็นภาพที่กว้างกว่าที่จำไว้ในหัว ไม่ใช่เพื่อหาข้ออ้างให้ตัวเอง แต่เพื่อเห็นว่าคนที่พูดคำนั้นออกไปเมื่อสิบปีก่อน ไม่ใช่คนที่ตั้งใจทำร้ายใคร แต่เป็นคนที่กำลังจมอยู่กับความเหนื่อยล้าของตัวเองในวันนั้นเท่านั้นเอง

และถ้าความสัมพันธ์กับลูกตอนนี้ยังดีอยู่ ยังคุยกันได้ ยังมาเยี่ยมกันสม่ำเสมอ ลองให้น้ำหนักกับสิบปีที่ผ่านมาทั้งหมดบ้าง ไม่ใช่แค่คืนเดียวคืนนั้น เพราะความสัมพันธ์ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยคืนที่แย่ที่สุด แต่ถูกสร้างขึ้นจากทุกวันที่ตามมาหลังจากนั้นด้วยเหมือนกัน และถ้าวันไหนพอจะพูดกับลูกได้ตรง ๆ สักประโยคว่าคืนนั้นเราเสียใจ ก็ลองพูด ไม่ใช่เพื่อขอให้เขายกโทษให้ ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น แต่เพราะบางเรื่องพอพูดออกมาแล้ว มันเบาลงสำหรับทั้งสองฝ่ายโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวว่ามันหนักขนาดนั้นมาตลอด

อีกอย่างที่ลองถามตัวเองได้ในคืนที่ภาพนั้นกลับมา คือถ้าเจอสถานการณ์แบบเดิมอีกครั้งวันนี้ เราจะพูดแบบนั้นอีกไหม ถ้าคำตอบคือไม่แล้ว นั่นแปลว่าบทเรียนจากคืนนั้นเราเรียนจบไปนานแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้ไม่ใช่บทเรียนที่ยังไม่จบ แต่เป็นแค่ความเคยชินที่ยังกลับมาเยี่ยมเราเฉย ๆ

คืนนี้ถ้าภาพนั้นกลับมาอีก

ก็ปล่อยให้มันมา ไม่ต้องไล่มันออกไป

แค่ลองสังเกตว่าเรากำลังจะเดินเข้าร่องเดิมอีกครั้งหรือเปล่า แล้วถ้าไหวจริง ๆ ลองเดินอ้อมออกมาสักก้าวสองก้าว

หญ้าที่ตายเป็นร่องมาสิบปี ไม่ได้ขึ้นใหม่ในคืนเดียวหรอก

แต่ก้าวที่เดินอ้อมในคืนนี้ ก็เป็นก้าวแรกที่นับได้เหมือนกัน