คืนที่สิทธัตถะเดินออกจากวังโดยไม่ปลุกใครตื่น
เที่ยงคืนในวังกบิลพัสดุ์ เสียงพิณและเสียงหัวเราะจากงานเลี้ยงตอนหัวค่ำเงียบไปนานแล้ว นางสนมที่เฝ้าห้องหลับกันหมดทุกคน เหลือเพียงเทียนเล่มเดียวจุดอยู่ที่มุมห้องบรรทม
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงประตู
เขาไม่ได้เพิ่งเข้ามา เขายืนอยู่ตรงนั้นมาสักพักแล้ว มองผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนหลับสนิท แขนข้างหนึ่งกอดทารกไว้แนบอก
ทารกคนนั้นเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน เขายังไม่เคยอุ้ม ยังไม่เคยเห็นตาลืมโพลงมองหน้าเขาสักครั้ง
คืนนี้เขาจะเดินออกจากวังนี้ไปตลอดกาล และเขาตั้งใจแล้วว่าจะไม่ปลุกใครเลยแม้แต่คนเดียว
ถ้าปลุกให้ตื่น อาจไม่ได้ออกไปอีกเลย
ลองนึกภาพให้ชัดกว่านั้นอีกนิด
ถ้าคืนนี้เขาเดินเข้าไปนั่งข้างเตียง ปลุกนางพิมพาให้ตื่น บอกว่าเขาจะไป จะเกิดอะไรขึ้น
นางคงถาม ไปไหน ไปทำไม แล้วลูกล่ะ แล้วพ่อแม่ล่ะ แล้วเมืองที่รอเขาสืบทอดล่ะ
คำถามพวกนี้ไม่มีคำตอบไหนที่ฟังแล้วไม่เจ็บ และเขารู้ดีว่าตัวเองจะตอบคำถามพวกนั้นไม่ได้เลยสักข้อ
ไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุผล แต่เพราะเหตุผลของเขาเป็นเหตุผลที่ต้องใช้ทั้งชีวิตถึงจะเข้าใจ จะไปอธิบายให้จบในคืนเดียวได้อย่างไร
และถ้านางพิมพาร้องไห้ ถ้าลูกตื่นมาร้องตาม เขารู้ตัวเองดีว่าใจเขาจะอ่อนลงทันที
ความรักไม่ได้ทำให้คนอ่อนแอ แต่ความรักทำให้คนที่กำลังจะเดินออกไป เดินช้าลงจนอาจไม่ได้เดินไปไหนอีกเลย
เขาจึงเลือกที่จะเจ็บคนเดียวในคืนนี้ ดีกว่าให้ทุกคนเจ็บพร้อมกันแล้วเขาก็ยังต้องเดินออกไปอยู่ดี
เจ้าชายที่มีทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียว
สิทธัตถะไม่ใช่คนที่ชีวิตขาดอะไร
พ่อของเขาสร้างปราสาทให้อยู่สามหลังตามสามฤดู ให้มีแต่คนหนุ่มสาวหน้าตาสดใสอยู่รอบตัว ไม่ให้เห็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย ปิดประตูวังทุกบานกันไม่ให้ความทุกข์เข้ามาแตะตัวเขาแม้แต่นิดเดียว
แต่มีอยู่วันหนึ่ง เขาออกไปนอกวังโดยไม่ได้ตั้งใจจะเจออะไร แล้วก็ได้เห็นสิ่งที่พ่อพยายามซ่อนไว้ทั้งชีวิต
เห็นคนแก่หลังโกงเดินเซ เห็นคนป่วยนอนซมอยู่ข้างทาง เห็นศพที่ถูกหามไปเผา แล้วเห็นนักบวชรูปหนึ่งที่เดินผ่านมาด้วยหน้าตาสงบ ทั้งที่โลกที่เขาเดินอยู่ก็มีแก่ มีเจ็บ มีตายเหมือนกัน
คืนนั้นสิทธัตถะนอนไม่หลับเป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่ใช่เพราะกลัวตาย แต่เพราะเขาเพิ่งรู้ว่าทุกคนที่เขารักกำลังเดินเข้าหาความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ทุกวัน รวมทั้งตัวเขาเองด้วย แล้วไม่มีใครในวังพูดถึงเรื่องนี้เลยสักคำ
พระองค์เคยเล่าย้อนถึงช่วงชีวิตนั้นไว้ทำนองว่า ตอนอยู่ในวังพระองค์ก็มีทุกอย่างครบ แต่พอนึกถึงว่าตัวเองก็ยังต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอยู่ดี ความภูมิใจในความหนุ่ม ในความไม่มีโรค ในชีวิตที่ยังอยู่ ก็เหือดหายไปหมด
นี่ไม่ใช่ความทุกข์แบบที่แก้ได้ด้วยของที่มีอยู่ในวัง ไม่มียาชนิดไหน ไม่มีนางสนมคนไหน ไม่มีสมบัติชิ้นไหนที่ตอบคำถามนี้ได้
เขาจึงรู้ว่าคำตอบไม่ได้อยู่ในวังนี้
คำสอนที่ยังไม่มีในตอนนั้น แต่มีเหตุอยู่แล้ว
ตอนคืนที่เขาเดินออกจากวัง สิทธัตถะยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า เขายังไม่รู้คำตอบ เขารู้แค่ว่าคำถามมีอยู่จริง และวังนี้ไม่มีที่ให้เขาหาคำตอบ
ในพระไตรปิฎก มีถ้อยคำที่ใช้พูดถึงเหตุผลของการออกบวชอยู่บ่อยครั้งว่า
ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง
คำว่า "คับแคบ" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าวังเล็ก หรือชีวิตครอบครัวไม่ดี สิทธัตถะไม่ได้ทิ้งวังเพราะวังไม่ดีพอ
แต่คับแคบในความหมายที่ว่า ชีวิตแบบนั้นเต็มไปด้วยเรื่องที่ต้องดูแล ต้องรักษา ต้องกลัวเสีย จนแทบไม่มีที่ว่างเหลือให้มองเห็นอะไรไกลไปกว่ากำแพงวัง
และสิ่งที่เขากลัวจะเสียที่สุดในคืนนั้น ก็คือคนสองคนที่นอนหลับอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในภายหลังว่า
จากที่รัก ย่อมเกิดความโศก จากที่รัก ย่อมเกิดความกลัว ผู้ใดพ้นจากความรักได้แล้ว ย่อมไม่มีความโศก ที่ไหนจะมีความกลัว
ฟังตอนนี้อาจรู้สึกแข็งไปหน่อย เหมือนบอกว่าอย่ารัก แต่ถ้าอ่านช้า ๆ จะเห็นว่าท่านไม่ได้ตำหนิความรัก ท่านแค่ชี้ให้เห็นว่าที่ใดมีของรัก ที่นั่นมีที่มาของความกลัวซ่อนอยู่ด้วยเสมอ
คืนนั้นสิทธัตถะกลัวมาก กลัวว่าถ้าปลุกนางพิมพาตื่น เขาจะเสียใจเกินกว่าจะเดินออกไปได้ ความกลัวนั้นแหละที่พิสูจน์ว่าเขารักนางและลูกจริง ๆ
เขาไม่ได้ออกไปเพราะไม่รัก เขาออกไปทั้งที่รักที่สุด
เหมือนคนที่ต้องรีบพาแม่ไปโรงพยาบาลตอนตีสาม
ลองนึกภาพอีกแบบหนึ่งดู
ถ้าแม่ที่บ้านล้มป่วยหนักกลางดึก อาการทรุดลงเรื่อย ๆ ทุกนาทีมีค่า เราต้องรีบพาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้
แต่ลูกน้อยของเรานอนหลับอยู่ในห้อง ถ้าปลุกให้ตื่นมาบอกว่าจะไปไหน จะกลับกี่โมง ลูกอาจร้องไห้ อาจไม่ยอมให้ไป อาจงอแงจนกว่าจะกล่อมนอนใหม่ได้ก็อาจสายเกินไปสำหรับแม่ที่กำลังรอ
เราจึงแอบเดินออกจากบ้านเงียบ ๆ ปล่อยให้ลูกหลับต่อไป ทิ้งข้อความไว้ให้คนอื่นในบ้านอ่านตอนเช้า
ไม่ใช่เพราะไม่รักลูก แต่เพราะสิ่งที่ต้องทำ ทำได้แค่ตอนที่ไม่มีใครมาดึงแขนไว้
สิทธัตถะก็อยู่ในคืนแบบนั้น สิ่งที่รอเขาอยู่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉิน แต่เป็นคำถามเรื่องความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่รอคำตอบมานานเกินจะรอต่อไปอีกคืน
คำที่ฝากไว้กับนายฉันนะ
ก่อนออกจากเมือง สิทธัตถะไม่ได้เงียบไปเสียทั้งหมด
เขาปลุกนายฉันนะ สารถีคู่ใจ ให้เตรียมม้ากัณฐกะ แล้วพาเขาออกจากวังไปจนถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา
ที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น สิทธัตถะลงจากหลังม้า ตัดผมของตัวเองออกด้วยพระขรรค์ ถอดเครื่องทรงทั้งหมดออกจากตัว แล้วส่งทุกอย่างคืนให้นายฉันนะ พร้อมกับม้าที่เขารักมาแต่เด็ก
นายฉันนะร้องไห้ ขอร้องให้เขากลับ บอกว่าถ้ากลับไปไม่ได้ ขอตามไปด้วยก็ยังดี
สิทธัตถะตอบเขาว่า "เจ้าจงกลับไปเถิด บอกพระบิดาว่าเราสบายดี ไม่ได้จากไปเพราะโกรธเคือง หรือเบื่อหน่ายคนใดคนหนึ่ง แต่ไปเพื่อค้นหาทางพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย เมื่อพบแล้วจะกลับมาบอกทุกคนเอง"
นายฉันนะกลับไปคนเดียว พร้อมม้าที่ร้องไห้จนตายในเวลาต่อมาเพราะคิดถึงเจ้าของ
ส่วนสิทธัตถะเดินต่อไปในชุดนักบวชที่ขอแลกกับพรานป่าคนหนึ่งริมทาง ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีใครรู้จักเขาอีกต่อไป
สิ่งที่พอทำได้ในคืนที่ต้องเลือก
เรื่องของสิทธัตถะเกิดขึ้นเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่คืนแบบนั้นยังเกิดกับคนธรรมดาอยู่เรื่อย ๆ
คืนที่ต้องตัดสินใจย้ายไปทำงานอีกจังหวัดหนึ่งทั้งที่พ่อแม่แก่แล้ว คืนที่ต้องเลิกกับใครสักคนทั้งที่ยังรักอยู่ คืนที่ต้องเดินออกจากธุรกิจของครอบครัวเพื่อไปทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ คืนที่ต้องบอกลาความสัมพันธ์ที่ทุกคนรอบข้างอยากให้ไปต่อ
สิ่งที่เรื่องนี้บอกไม่ใช่ว่าให้ทิ้งทุกอย่างแล้วเดินหนีไปกลางดึกเหมือนสิทธัตถะทำ ชีวิตของคนธรรมดาไม่เหมือนกัน คนที่เรารักไม่ควรตื่นมาแล้วพบว่าเราหายไปโดยไม่มีคำอธิบายอะไรเลย
แต่สิ่งที่พอเอามาใช้ได้คือ การรู้จักแยกให้ออกระหว่างการตัดสินใจที่มาจากความรักที่แท้ กับการตัดสินใจที่มาจากความกลัวจะถูกคนอื่นตัดสิน
ก่อนจะตัดสินใจเรื่องใหญ่สักเรื่อง อาจลองนั่งเงียบ ๆ สักสิบนาทีในที่ที่ไม่มีใครรบกวน แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่าถ้าไม่มีใครรู้ว่าเราเลือกอะไร เราจะยังเลือกแบบเดิมไหม คำตอบตรงนั้นมักจะบอกได้ว่าเรื่องนี้เป็นของเราจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่เราทำเพราะกลัวคนอื่นผิดหวัง
และถ้าถึงจุดที่ต้องเลือกจริง ๆ ระหว่างสิ่งที่ใจเรียกร้องกับสิ่งที่คนรอบตัวคาดหวัง ให้ลองบอกคนที่เรารักตรง ๆ เท่าที่กล้าบอกได้ ไม่ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจทั้งหมด แค่บอกว่าเรากำลังเจอกับอะไรอยู่ในใจ เพราะการปิดบังไปเรื่อย ๆ มักทำให้วันที่ต้องบอกความจริงเจ็บกว่าที่ควรจะเป็น
ส่วนคนที่เคยถูกคนรักเดินจากไปโดยไม่บอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจากไปแบบไหน เรื่องของนางพิมพาก็อาจช่วยได้บ้าง เพราะนางไม่รู้ในคืนนั้น แต่นางก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้ ยังเลี้ยงราหุลจนโต และในเวลาต่อมานางก็เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น การไม่รู้ในคืนหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันเข้าใจเลย
เช้าวันนั้นที่ราหุลตื่นมาไม่เจอพ่อ
เช้าวันนั้น นางพิมพาตื่นขึ้นมาในห้องที่เย็นกว่าปกติ
ราหุลยังหลับอยู่ในอ้อมแขน ไม่รู้อะไรเลยว่าเมื่อคืนมีใครยืนมองเขาอยู่นาน ก่อนจะเดินจากไป
ข่าวการหายไปของสิทธัตถะคงลือไปทั่ววังในเวลาไม่นาน คนคงวิ่งหากันจ้าละหวั่น มีคนร้องไห้ มีคนโกรธ มีคนตกใจ
ส่วนสิทธัตถะตอนนั้นคงเดินอยู่กลางป่าคนเดียว ในชุดนักบวชที่ยังไม่คุ้นเคย ไม่รู้ว่าอะไรรอเขาอยู่ข้างหน้า รู้แค่ว่าเขาต้องเดินต่อไป
หกปีให้หลัง ชายคนนั้นจะกลับมาอีกครั้ง ไม่ใช่ในชุดเจ้าชาย และไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
แต่เช้านั้น ยังไม่มีใครในวังรู้เรื่องนั้นเลย มีแต่เตียงว่างเตียงหนึ่ง กับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ว่าทำไมเขาถึงไม่ปลุกใครสักคน
