ทิศทั้งหกที่ไหว้ทุกเช้า แต่ไม่เคยรู้ว่าไหว้ทำไม
เช้าวันหนึ่ง ก่อนออกจากบ้านไปทำงาน หญิงคนหนึ่งเดินไปยืนตรงระเบียงบ้าน หันหน้าไปทางทิศตะวันออกก่อน แล้วค่อย ๆ หมุนตัวไปทีละทิศ พนมมือไหว้ทิศละครั้ง จนครบสี่ทิศ
เธอทำแบบนี้ทุกเช้ามาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่พ่อยังไม่เสีย
พ่อสอนไว้ตอนที่ท่านนอนป่วยอยู่บนเตียงเมื่อนานมาแล้วว่า ให้ไหว้ทิศทุกเช้า จะได้มีสิริมงคล ท่านจากไปก่อนจะทันอธิบายว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น เธอก็เลยทำต่อมาเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ความหมาย
จนเช้าวันหนึ่ง ลูกสาวตัวเล็ก ๆ ยืนดูอยู่ข้าง ๆ แล้วถามขึ้นมาว่า "แม่ไหว้ทำไมคะ"
เธออึ้งไปพักหนึ่ง แล้วตอบได้แค่ว่า "อากงสอนไว้"
คำถามของลูกวนอยู่ในหัวทั้งวัน เธอไหว้มาสิบกว่าปี แต่ไม่เคยรู้เลยว่าไหว้ไปเพื่ออะไร
เราต่างก็ทำอะไรต่อมาโดยไม่รู้ความหมาย
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดกับเรื่องไหว้ทิศอย่างเดียว
หลายคนใช้ชีวิตทั้งชีวิตทำตามสิ่งที่พ่อแม่สอนไว้ โดยไม่เคยถามตัวเองว่าเข้าใจมันจริงหรือเปล่า
ทำบุญเพราะเคยเห็นแม่ทำ กราบพระเพราะเป็นธรรมเนียม ปฏิบัติต่อสามีภรรยาแบบที่เห็นในบ้านตัวเองตอนเด็ก โดยไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นควรทำเพราะอะไรกันแน่ ควรมีขอบเขตแค่ไหน ทำแล้วได้อะไร
พอถึงจุดหนึ่งของชีวิต อาจเป็นตอนที่ต้องเลี้ยงพ่อแม่ที่แก่ตัวลง ตอนที่ต้องตัดสินใจเรื่องเพื่อนที่ไม่จริงใจ หรือตอนที่ต้องเป็นหัวหน้าคนครั้งแรก คำถามแบบเดียวกับที่ลูกถามตอนเช้าวันนั้นก็ผุดขึ้นมา
เราใช้ชีวิตอยู่กับคนรอบตัวมาตั้งนาน แต่ไม่เคยมีใครบอกวิธีที่ชัดเจนเลยว่า ควรอยู่กับพ่อแม่ยังไง อยู่กับคู่ครองยังไง อยู่กับเพื่อน กับลูกน้อง กับเจ้านายยังไง
บางทีเราก็ทำเกินในความสัมพันธ์หนึ่ง แล้วทำขาดในอีกความสัมพันธ์หนึ่งโดยไม่รู้ตัว ทุ่มให้งานจนไม่เหลือเวลาให้พ่อแม่ ทุ่มให้ลูกจนลืมดูแลคนข้างกาย เราไม่ได้เกลียดใครในนั้นสักคน เราแค่ไม่มีแผนที่
ชายหนุ่มที่ไหว้ทิศทุกเช้าเหมือนกัน
เรื่องนี้มีคำตอบอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยพุทธกาล
มีเรื่องเล่าไว้ในพระไตรปิฎกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านเมืองราชคฤห์แต่เช้าตรู่ ท่านเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อสิงคาลกะ อาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ผมยังเปียก นุ่งผ้าเรียบร้อย กำลังหันหน้าไหว้ทิศทั้งหกอยู่ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องล่าง และทิศเบื้องบน
พระพุทธเจ้าจึงถามว่า ทำไมถึงไหว้ทิศแบบนี้
สิงคาลกะตอบว่า พ่อของเขาสั่งไว้ก่อนตายว่าให้ไหว้ทิศทุกวัน เขาก็เลยทำตาม โดยไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร
พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เขาเลิกไหว้ และไม่ได้บอกว่าพ่อของเขาสอนผิด
ท่านบอกว่า ในธรรมวินัยของพระอริยะ การไหว้ทิศไม่ได้ทำแบบที่สิงคาลกะเข้าใจ
แล้วท่านก็อธิบายใหม่ทั้งหมด ทิศทั้งหกที่แท้จริงไม่ใช่ทิศบนฟ้า แต่คือคนที่อยู่รอบตัวเรานี่เอง
ทิศตะวันออกคือพ่อแม่ ทิศใต้คือครูอาจารย์ ทิศตะวันตกคือสามีภรรยา ทิศเหนือคือมิตรสหาย ทิศเบื้องล่างคือลูกจ้างกับคนทำงานให้เรา ทิศเบื้องบนคือพระสงฆ์และนักบวชผู้ทรงศีล
และแต่ละทิศไม่ใช่แค่กราบไหว้เฉย ๆ แล้วจบ แต่มีหน้าที่ที่ต้องทำต่อกัน ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายเดียว
ท่านตรัสถึงหน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่ และหน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ทำนองว่า
ลูกพึงเลี้ยงดูท่านตอบแทน ช่วยทำกิจการงานแทนท่าน ดำรงวงศ์ตระกูลไว้ ประพฤติตนให้สมควรรับทรัพย์มรดก และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศให้ ส่วนพ่อแม่ก็พึงห้ามลูกจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ศึกษาศิลปวิทยา หาคู่ครองที่เหมาะสมให้ และมอบทรัพย์มรดกให้ตามเวลาอันควร
ท่านพูดถึงทุกทิศแบบนี้ ทั้งครูกับศิษย์ สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน นายจ้างกับลูกจ้าง คนให้ทานกับนักบวช ไม่มีทิศไหนถูกละเลยไป แม้แต่คนรับใช้ในบ้านก็ยังมีทิศของตัวเอง
เรื่องสามีภรรยา ท่านตรัสไว้ทำนองว่า
สามีพึงยกย่องภรรยา ไม่ดูหมิ่น ไม่นอกใจ มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้ และหาเครื่องประดับมาให้ตามกำลัง ส่วนภรรยาก็พึงจัดการงานบ้านให้เรียบร้อย สงเคราะห์ญาติทั้งสองฝ่าย ไม่นอกใจ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ และขยันขันแข็งในหน้าที่ทุกอย่าง
เข็มทิศที่ไม่มีใครเคยดูว่าชี้ไปทางไหน
ลองนึกภาพเข็มทิศดู
เข็มทิศไม่ได้มีไว้ให้เรายกขึ้นบูชา เข็มทิศมีไว้บอกทาง เพื่อให้เราเดินไปถูกทิศ ไปให้ถึงที่ที่ต้องการ
การไหว้ทิศแบบที่สิงคาลกะทำ เหมือนถือเข็มทิศไว้ในมือ ยกขึ้นกราบทุกเช้า แต่ไม่เคยดูว่าเข็มมันชี้ไปทางไหน แล้วก็ไม่เคยเดินตามมันเลยสักก้าว
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำ คือหยิบเข็มทิศอันเดียวกันนั้นพลิกกลับมาให้ดูว่า เข็มมันชี้ไปที่คนตรงหน้าเรานี่เอง ชี้ไปที่พ่อแม่ที่กำลังแก่ตัวลงในบ้าน ชี้ไปที่คนที่นอนอยู่ข้าง ๆ เรา ชี้ไปที่เพื่อนที่โทรมาตอนดึก ชี้ไปที่ลูกน้องที่รอคำสั่งจากเราอยู่
การกราบไหว้ทิศจึงไม่ได้ผิด แต่มันยังไม่ครบ ครบก็ต่อเมื่อเราเดินไปหาคนที่เข็มชี้ไปหา แล้วทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดกับเขา
เหมือนคนที่ถือแผนที่ไว้ทั้งชีวิตแต่ไม่เคยกางออกดู แผนที่นั้นไม่ได้ผิด มันแค่ยังไม่ถูกใช้งาน
ทิศไหนที่เรากำลังละเลยอยู่
พอเข้าใจแบบนี้แล้ว สิ่งที่พอทำได้จริงในชีวิตประจำวันมีอยู่ไม่กี่อย่าง
ลองเลือกทิศหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองบกพร่องที่สุดตอนนี้ อาจเป็นทิศตะวันออกที่แปลว่าพ่อแม่ ถ้านานแล้วไม่ได้โทรหา ไม่ได้ถามว่าท่านกินข้าวหรือยัง ลองเริ่มจากโทรครั้งเดียวในสัปดาห์นี้ ไม่ต้องยาว แค่ถามว่าสบายดีไหม แค่นั้นก็เป็นการเดินตามเข็มทิศแล้ว
ถ้าทิศที่หนักใจคือทิศตะวันตก คือคนที่อยู่ร่วมบ้านด้วยกัน ลองสังเกตดูว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเราพูดกับเขาด้วยคำที่ยกย่องเขาบ้างหรือเปล่า หรือมีแต่คำสั่งกับคำบ่น การพูดหนึ่งประโยคที่ให้เกียรติเขาต่อหน้าคนอื่น เป็นเรื่องเล็กมากที่มักถูกลืม
ถ้าเป็นทิศใต้คือครูอาจารย์ หรือคนที่เคยสอนอะไรเราไว้ตอนที่เรายังทำไม่เป็น ลองนึกดูว่าคนคนนั้นยังอยู่ไหม ถ้ายังอยู่ ข้อความสั้น ๆ สักบรรทัดเพื่อบอกว่ายังจำสิ่งที่ท่านสอนได้ ก็มีความหมายมากกว่าที่คิด และถ้าท่านจากไปแล้ว การเอาสิ่งที่ท่านสอนไปใช้ให้ถูกทาง ก็เป็นการตอบแทนที่ท่านคงพอใจไม่น้อย
ถ้าเป็นทิศเบื้องล่างคือคนที่ทำงานให้เรา ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องในออฟฟิศหรือคนที่มาช่วยงานบ้าน ลองถามตัวเองว่าเรามอบงานให้เขาตามกำลังเขาไหม ให้พักผ่อนพอไหม พูดขอบคุณเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ คนกลุ่มนี้มักเป็นทิศที่เรามองข้ามที่สุด เพราะคิดว่าเขาทำงานให้เราอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ
ถ้าเป็นทิศเหนือคือเพื่อน ลองแยกให้ออกว่าเพื่อนแบบไหนที่อยู่ด้วยแล้วเราสบายใจ ชวนไปในทางดี กับเพื่อนแบบไหนที่ชวนไปในทางที่ทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้น ไม่ต้องตัดใครทิ้งทันที แต่ลองสังเกตดูเงียบ ๆ ก่อนว่าหลังเจอเพื่อนคนนั้นแล้วใจเราเป็นยังไง
ถ้าเป็นทิศเบื้องบนคือคนที่เราเคารพนับถือทางใจ อาจเป็นพระที่เราเคยไปกราบ หรือใครก็ตามที่เคยประคองใจเราไว้ในวันที่แย่ที่สุด ลองแวะเวียนไปฟังคำสอนบ้างเมื่อมีโอกาส ไม่ใช่นึกถึงท่านแค่ตอนที่ทุกข์หนักจนทนไม่ไหวเท่านั้น
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ไม่มีข้อไหนในคำสอนนี้ที่บอกให้ทำเพื่อหวังผลตอบแทน พ่อแม่ทำหน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ใช่เพื่อรอให้ลูกกตัญญูคืน สามีภรรยาทำหน้าที่ต่อกัน ไม่ใช่เพื่อต่อรอง แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ส่วนอีกฝ่ายจะตอบสนองยังไงเป็นเรื่องของเขา
ถ้าจะจับหลักไว้สั้น ๆ ลองจำสามข้อนี้พอ
- มองคนรอบตัวเป็นทิศทั้งหก ไม่ใช่แค่ทิศบนฟ้า
- แต่ละทิศมีหน้าที่สองทาง ไม่ใช่ฝ่ายเดียว
- ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเริ่ม
เช้าวันต่อมา
หญิงคนที่ไหว้ทิศทุกเช้าคนนั้น ยังไหว้ทิศเหมือนเดิมในเช้าวันต่อมา
แต่ก่อนจะออกจากบ้าน เธอเดินไปกอดแม่ที่นั่งอยู่ในครัว แล้วถามว่าเมื่อคืนนอนหลับดีไหม
เย็นวันนั้นเธอส่งข้อความไปหาครูเก่าคนหนึ่งที่ไม่ได้คุยกันมาหลายปี แค่บอกว่ายังจำสิ่งที่ครูสอนได้อยู่
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากในวันนั้น บ้านยังเหมือนเดิม งานยังเหมือนเดิม แต่ทิศตะวันออกของเธอ ไม่ได้อยู่ที่ขอบฟ้าอีกต่อไป
