คืนที่ใจยังไม่เลิกงาน แม้กายจะหลับแล้ว
สี่ทุ่มครึ่ง บ้านเงียบสนิท ลูกหลับไปแล้ว จานทุกใบถูกล้างเก็บเข้าตู้ ประตูล็อกครบทุกบาน
เราล้มตัวลงนอน ปิดไฟ ดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงคาง
ร่างกายบอกว่าเหนื่อยมาก ตาที่ลืมมาทั้งวันหนักอึ้ง
แต่พอหลับตาลง หัวกลับสว่างขึ้นมาแทน
พรุ่งนี้ต้องส่งงานชิ้นนั้น ต้องโทรหาคนนั้น ลืมจ่ายบิลใบนี้หรือยังนะ แล้วเรื่องที่พูดกับแม่เมื่อเช้า น้ำเสียงเราแรงไปหรือเปล่า
ความคิดแต่ละเรื่องผลัดกันเดินเข้ามาในหัว เหมือนมีแขกมาเข้าคิวรอคุยกับเราทีละคน ทั้งที่เราอยากได้แค่หลับ
พลิกตัวไปทางซ้าย พรุ่งนี้ต้องตื่นตีห้า พลิกกลับมาทางขวา อีกเจ็ดชั่วโมงเท่านั้นถ้าหลับตอนนี้
ยิ่งนับ ยิ่งตื่น
มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มาดูเวลา สี่ทุ่มห้าสิบสองนาทีแล้ว ใจแอบคำนวณอีกรอบว่าเหลือเวลานอนกี่ชั่วโมง
พอวางโทรศัพท์ลง แสงจากหน้าจอยังค้างอยู่ในตา ความคิดก็ยิ่งแล่นเร็วขึ้นไปอีก
ร่างกายเลิกงานแล้ว แต่หัวยังไม่ยอมเลิก
เรื่องแปลกของคืนแบบนี้ คือร่างกายพร้อมหลับมาตั้งนานแล้ว หัวใจเต้นช้าลง กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ทุกอย่างส่งสัญญาณว่าถึงเวลาพักแล้ว
มีแค่ส่วนเดียวที่ยังไม่ยอมปิดไฟ
สมองเราทำงานเหมือนสำนักงานที่เปิดทั้งวัน พอถึงเวลาเงียบจริง ๆ ครั้งแรกของวัน มันถึงมีเวลามานั่งไล่ดูเอกสารที่กองค้างไว้
ตอนกลางวันเราไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้ เพราะมีงานตรงหน้าให้ทำ มีคนคุยด้วย มีเสียงรอบตัวคอยดึงความสนใจ
พอทุกอย่างเงียบ ความคิดที่ถูกดองไว้ทั้งวันก็โผล่มาคุยกับเราพร้อมกันหมด
ไม่ใช่เพราะเราคิดมากผิดปกติ และไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอ
เป็นเพราะตอนกลางคืนคือเวลาเดียวที่ความคิดพวกนั้นหาช่องพูดได้
ยิ่งพยายามสั่งตัวเองว่า "อย่าคิด หลับไปเถอะ" กลับยิ่งไม่ได้ผล
เหมือนบอกใครสักคนว่าอย่านึกถึงช้างสีชมพู พอพูดจบ หัวเราก็มีช้างสีชมพูโผล่มาทันที การห้ามความคิดตรง ๆ จึงเป็นการเชื้อเชิญมันเข้ามาซ้ำอีกรอบโดยไม่ได้ตั้งใจ
สิ่งที่พอทำได้ไม่ใช่การห้ามความคิด แต่เป็นการเปลี่ยนที่ที่ใจไปวางไว้ ให้มันมีที่จอดใหม่ที่ไม่ใช่เรื่องราวในหัว
พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องการนอน
ในพระไตรปิฎกมีคำสอนเรื่องท่านอนของภิกษุ เรียกว่า สีหไสยา แปลตรงตัวว่า การนอนแบบราชสีห์
ท่านสอนให้นอนตะแคงขวา เท้าซ้อนเท้า มีสติรู้ตัวก่อนจะหลับ และตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะตื่นตอนไหน
รายละเอียดที่น่าสนใจไม่ใช่ท่านอน แต่เป็นคำว่า "มีสติรู้ตัวก่อนจะหลับ"
ท่านไม่ได้บอกว่าห้ามคิด ท่านไม่ได้บอกว่าต้องทำใจให้ว่างเปล่าถึงจะหลับได้
ท่านบอกแค่ว่า ให้รู้ตัวอยู่กับตัวเองตอนที่จะข้ามจากตื่นไปสู่หลับ ไม่ใช่ปล่อยให้ความคิดพาเราวิ่งไปเรื่อย ๆ จนหลับไปเองแบบไม่รู้ตัว
เรื่องจิตที่ดิ้นรนตอนกลางคืนแบบนี้ ท่านก็เคยพูดถึงไว้ในธรรมบท
จิตนี้ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามได้ยาก ผู้มีปัญญาย่อมทำจิตนั้นให้ตรงได้ ดุจช่างศรดัดลูกศรให้ตรง
คำว่า "ห้ามได้ยาก" ตรงนี้ทำให้ใจเราเบาลงนิดหนึ่ง เพราะแปลว่าจิตที่ดิ้นรนตอนตีหนึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติของเราคนเดียว มันเป็นธรรมชาติของจิตทุกดวง
ส่วนวิธีที่ท่านสอนให้ทำกับลมหายใจ ก็มีบอกไว้ตรง ๆ เหมือนกัน
หายใจเข้ายาว ก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว หายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายใจออกยาว
ท่านเรียกการฝึกแบบนี้ว่า อานาปานสติ แปลว่า สติที่ตั้งอยู่กับลมหายใจเข้าออก
ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านั้น รู้ว่าหายใจเข้า รู้ว่าหายใจออก แค่นั้นเอง
หลายคนคิดว่าสมาธิเป็นเรื่องของคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าพระพุทธรูปเท่านั้น แต่ท่านไม่เคยจำกัดไว้แบบนั้น ท่านสอนอานาปานสติไว้สำหรับทุกอิริยาบถ นั่งก็ทำได้ นอนก็ทำได้ เพราะสิ่งที่ฝึกคือความสนใจ ไม่ใช่ท่าทาง
สวิตช์หรี่ไฟ ไม่ใช่สวิตช์ปัด
การพยายามหลับให้ได้ เหมือนเราไปกดสวิตช์ปัดที่ผนัง คาดหวังว่าพอกดแล้วไฟจะดับวูบทันที
แต่การหลับไม่ทำงานแบบนั้น
การหลับเหมือนสวิตช์หรี่ไฟมากกว่า ต้องค่อย ๆ หมุนลง ทีละนิด แสงค่อย ๆ มืดลงทีละขั้น จนถึงจุดที่มืดสนิทโดยที่เราแทบไม่ทันสังเกตว่าผ่านจุดไหนไปแล้ว
คนที่นอนไม่หลับส่วนใหญ่พยายามกดสวิตช์ปัด ยิ่งกดแรง ยิ่งบอกตัวเองว่า "หลับเดี๋ยวนี้นะ" ไฟในหัวยิ่งสว่างขึ้น เพราะการบอกตัวเองแบบนั้นก็คือความคิดอีกก้อนหนึ่งที่เพิ่มเข้าไป
สิ่งที่ทำได้จริงคือหาที่จับของสวิตช์หรี่ไฟ แล้วค่อย ๆ หมุน
ที่จับนั้นคือลมหายใจ
เราหมุนไม่ได้ด้วยการสั่ง แต่หมุนได้ด้วยการวางความสนใจไว้ที่จุดเดียวเบา ๆ แล้วปล่อยให้ความสว่างมันลดของมันเอง
คนที่หมุนสวิตช์หรี่ไฟเป็น จะไม่มองไปที่ผนังทั้งห้องว่ามืดลงหรือยัง เขามองแค่ปลายนิ้วที่แตะอยู่กับที่จับ ความมืดจะค่อยตามมาเอง โดยที่ไม่ต้องคอยเช็ก
ลมหายใจก็เหมือนกัน เราไม่ต้องคอยถามตัวเองว่าหลับหรือยัง แค่วางความสนใจไว้ที่ลมหายใจตรงหน้าไปเรื่อย ๆ ความหลับจะมาเอง โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวว่ามันมาตอนไหน
เอาไปใช้คืนนี้ได้เลย
พอปิดไฟและนอนลงแล้ว ให้นอนตะแคงขวา วางแขนซ้ายพาดไว้เบา ๆ ขาซ้อนขาแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเป๊ะตามตำรา ขอแค่รู้สึกว่าตัวไม่เกร็ง
จากนั้นพาความสนใจไปที่ลมหายใจตรงปลายจมูก รู้แค่ว่าลมกำลังเข้า รู้แค่ว่าลมกำลังออก ไม่ต้องบังคับให้หายใจลึกกว่าปกติ ปล่อยให้ร่างกายหายใจไปตามจังหวะของมันเอง
ถ้าใจฟุ้งง่าย ให้นับตามลมหายใจ หายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับสอง ไปจนถึงสิบ แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่ต้องพยายามนับให้ครบสิบแบบไม่หลุดเลย ถ้าหลุดไปคิดเรื่องอื่นระหว่างทาง พอรู้ตัวก็แค่กลับมาเริ่มที่หนึ่งใหม่ ทำแบบนี้ได้ทั้งคืน ไม่มีคำว่าทำผิด
อีกวิธีที่ช่วยได้มากสำหรับคนที่นอนไม่หลับเพราะเรื่องงานค้างในหัว คือก่อนจะเข้านอนสักสิบนาที ให้หยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่งเขียนสิ่งที่ค้างคาใจลงไปให้หมด พรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง ยังไม่ได้จ่ายบิลอะไร ยังไม่ได้ตอบใคร เขียนทิ้งไว้บนโต๊ะ ไม่ต้องพกความคิดพวกนั้นขึ้นเตียงไปด้วย เพราะกระดาษจำแทนเราได้ สมองไม่ต้องคอยวนซ้ำเพื่อกันลืม
สำหรับคนที่ร่างกายเกร็งจนนอนไม่สบายตัว ให้ลองไล่ความรู้สึกไปทีละส่วน เริ่มจากปลายเท้า รู้สึกถึงน้ำหนักของเท้าที่วางอยู่บนที่นอน ค้างไว้สักสามลมหายใจ แล้วขยับความรู้สึกขึ้นมาที่น่อง ที่เข่า ที่ต้นขา ไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงศีรษะ แต่ละจุดไม่ต้องพยายามผ่อนคลายอะไรเป็นพิเศษ แค่วางความสนใจลงไปตรงนั้นเฉย ๆ ร่างกายมักจะผ่อนของมันเองเมื่อมีความสนใจไปวางไว้ตรงนั้น
ถ้าความคิดเรื่องเดิมกลับมาระหว่างทำสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องรำคาญตัวเอง แค่บอกในใจเบา ๆ ว่า "คิดหนอ" แล้วพาความสนใจกลับไปที่ลมหายใจอีกครั้ง คืนไหนที่ต้องพากลับมาสามสิบครั้งก็ไม่ใช่คืนที่ล้มเหลว เพราะทุกครั้งที่พากลับมา คือการฝึกที่ได้ผลจริงอยู่แล้ว
อีกจุดที่หลายคนพลาดคือพอทำไปสักพักแล้วยังไม่หลับ ก็เริ่มถามตัวเองว่า "ทำไมยังไม่หลับสักที" คำถามนี้เองที่ดึงใจกลับไปอยู่กับความคิดอีกรอบ ถ้าสังเกตว่าใจกำลังถามแบบนี้ ก็แค่รู้เฉย ๆ ว่ากำลังถาม แล้ววางกลับไปที่ลมหายใจต่อ ไม่ต้องหาคำตอบให้คำถามนั้น
ระหว่างที่ทำแบบนี้ อาจได้ยินเสียงพัดลม เสียงนาฬิกา เสียงรถวิ่งไกล ๆ ไม่ต้องรำคาญเสียงพวกนั้น แค่ปล่อยให้มันเป็นเสียงพื้นหลัง เหมือนเสียงอยู่นอกห้อง ส่วนเราอยู่กับลมหายใจในห้องของเราต่อไป
ถ้าให้จำสั้น ๆ สามข้อกลับไปใช้คืนนี้
- นอนตะแคงขวา วางความสนใจไว้ที่ลมหายใจ ไม่ใช่ที่ความคิด
- ฟุ้งเรื่องงานค้าง ให้เขียนใส่กระดาษไว้ก่อนขึ้นเตียง ไม่ต้องแบกขึ้นไปด้วย
- หลุดไปคิดกี่รอบก็พากลับมาได้เสมอ ไม่มีคำว่าทำผิด
ไม่ต้องหลับเป๊ะคืนนี้ก็ได้
บางคืนทำทุกอย่างที่ว่ามาแล้ว ก็ยังไม่หลับ นั่นก็ไม่ได้แปลว่าทำผิดวิธี
ร่างกายที่นอนนิ่ง ๆ อยู่กับลมหายใจ ต่อให้ยังไม่หลับ ก็ได้พักไปมากกว่าตอนที่นอนกลิ้งเถียงกับความคิดในหัว
พรุ่งนี้อาจจะยังง่วงอยู่บ้าง ก็ไม่เป็นไร
คืนถัดไป สวิตช์หรี่ไฟดวงเดิมยังอยู่ตรงนั้น รอให้เราค่อย ๆ หมุนมันลงอีกครั้ง
