หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
คืนที่นอนไม่หลับเพราะคำพูดของคนคนเดียว
ชีวิตและธรรมะ

คืนที่นอนไม่หลับเพราะคำพูดของคนคนเดียว

21 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

สองทุ่มครึ่ง งานเลิกแล้ว ข้าวก็กินแล้ว จานก็ล้างแล้ว ทุกอย่างในบ้านเรียบร้อยดี

แต่พอหัวถึงหมอน ประโยคนั้นก็กลับมา

ประโยคที่เพื่อนร่วมงานพูดตอนบ่ายสาม ต่อหน้าคนอีกห้าคน น้ำเสียงที่เขาใช้ สายตาของคนที่นั่งฟังอยู่ตรงนั้น เราจำได้หมดทุกรายละเอียด แม้แต่ว่าตอนนั้นแอร์เย็นเกินไปนิดหนึ่ง

เราพลิกตัว บอกตัวเองว่าเรื่องแค่นี้เอง พรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว

แล้วอีกห้านาทีต่อมา เราก็เถียงกับเขาอยู่ในหัวอีกรอบ คราวนี้เราตอบกลับได้คมกว่าเดิม ในหัวเราชนะ แต่พอลืมตาขึ้นมาก็ยังเป็นตีหนึ่ง และพรุ่งนี้เราก็ต้องไปเจอเขาอีก

คนพูดนอนหลับไปนานแล้ว

เรื่องที่แปลกที่สุดของคืนแบบนี้ คือคนที่พูดประโยคนั้นออกมา ตอนนี้เขาหลับสนิท

เขาอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยพูดอะไรไว้ บางทีเขาพูดตอนที่ตัวเองกำลังเครียดเรื่องอื่นอยู่ บางทีเขาไม่ได้ตั้งใจให้มันหนักขนาดนั้น บางทีเขาแค่เป็นคนพูดแบบนั้นกับทุกคน

ประโยคนั้นออกจากปากเขาไปแล้วในเวลาสามวินาที

แต่เราเก็บมันมาเปิดฟังซ้ำอีกร้อยรอบ ในเวลาเจ็ดชั่วโมง

ตรงนี้แหละที่น่าสังเกต ความเจ็บจากคำพูดนั้น สามวินาทีแรกเป็นของเขา ที่เหลือทั้งหมดเป็นของเรา เราเป็นคนกดเล่นซ้ำเอง

ไม่ได้จะบอกว่าเราผิดที่เจ็บ คนเราเจ็บได้ ใครโดนพูดแบบนั้นก็เจ็บทั้งนั้น แต่ถ้าเราเห็นว่าส่วนไหนเป็นของเขาและส่วนไหนเป็นของเรา เราจะเริ่มรู้ว่าตรงไหนที่เราพอจะทำอะไรได้บ้าง

และถ้าลองสังเกตให้ลึกลงไปอีกนิด สิ่งที่ทำให้เจ็บที่สุดมักไม่ใช่คำพูดของเขาตรง ๆ

แต่เป็นสิ่งที่เราแปลมันออกมา

เขาพูดว่างานชิ้นนี้ยังใช้ไม่ได้ เราได้ยินว่าเราไม่เก่งพอ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อ ๆ เราได้ยินว่าเขาไม่เห็นค่าเรามาตั้งนานแล้ว เขาพูดต่อหน้าคนอื่น เราได้ยินว่าทุกคนในห้องนั้นก็คิดแบบเดียวกัน

คำที่ออกจากปากเขามีอยู่ประโยคเดียว แต่คำที่เข้าไปอยู่ในใจเรามีสิบประโยค เก้าประโยคที่เหลือเราเติมเอง

เติมโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย มันเติมเร็วมากจนเราไม่ทันเห็นว่ามันเติม

เสียงเคาะประตู กับแขกที่นอนค้าง

ลองนึกภาพว่ามีคนมาเคาะประตูบ้านเราตอนบ่าย

เคาะแรง เสียงดัง เราตกใจ นั่นเป็นเรื่องที่เราห้ามไม่ได้ ใครมาเคาะประตูบ้านเรา เราเลือกไม่ได้

แต่หลังจากนั้น เรามีทางเลือกอยู่

เราจะเดินไปเปิดประตู เชิญเขาเข้ามานั่ง รินน้ำให้ ฟังเขาพูดจนถึงเที่ยงคืน แล้วจัดที่ให้เขานอนค้างในห้องนอนของเราเองก็ได้

หรือเราจะได้ยินเสียงเคาะ รู้ว่ามีคนมาเคาะ แล้วปล่อยให้เขายืนอยู่ตรงนั้นจนเบื่อไปเองก็ได้

คำพูดของคนอื่นก็เหมือนเสียงเคาะประตู มันดังขึ้นแล้วก็จบไป ส่วนคืนที่เรานอนไม่หลับ คือคืนที่เราเชิญเขาเข้ามานอนค้างในบ้าน แล้วยังตื่นมาทำกับข้าวเลี้ยงเขาต่อในตอนเช้าอีก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทว่า

เขาด่าเรา เขาทำร้ายเรา เขาเอาชนะเรา เขาลักของของเรา ผู้ใดผูกความคิดนั้นไว้ เวรของผู้นั้นย่อมไม่ระงับ

คำว่า "ผูกความคิดนั้นไว้" น่าสนใจมาก ท่านไม่ได้บอกว่าอย่าเจ็บ ท่านไม่ได้บอกว่าเขาไม่ผิด ท่านบอกแค่ว่า ถ้าเรายังผูกมันไว้ มันก็ยังไม่จบ

และคนที่ถือเชือกอยู่ในมือ ก็คือเรา

วันที่มีคนเดินตามด่าพระพุทธเจ้า

มีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก เล่าถึงพราหมณ์คนหนึ่งที่โกรธมาก เพราะคนในตระกูลของเขาไปบวชกับพระพุทธเจ้า

เขาเดินเข้าไปหาแล้วด่า ด่าแรงด้วย ด่าอยู่นาน

พระพุทธเจ้าฟังจนเขาด่าเสร็จ แล้วถามกลับด้วยคำถามธรรมดามาก ท่านถามว่า ที่บ้านของพราหมณ์เคยมีแขกมาเยี่ยมไหม

พราหมณ์ตอบว่ามี

ท่านถามต่อว่า เวลาแขกมา พราหมณ์จัดของกินของใช้ต้อนรับเขาใช่ไหม

พราหมณ์ตอบว่าใช่

ท่านถามอีกว่า ถ้าแขกคนนั้นไม่รับของที่พราหมณ์ยกให้ ของนั้นเป็นของใคร

พราหมณ์ตอบว่า ก็เป็นของข้าพเจ้าอยู่อย่างเดิม

พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า คำด่าที่ท่านนำมาให้เรา เราไม่รับ มันก็ยังเป็นของท่านอยู่อย่างเดิม

เรื่องนี้เล่ากันมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ฟังตอนตีหนึ่งของคืนที่นอนไม่หลับ มันยังพอดีอยู่

เพราะสิ่งที่ท่านทำไม่ใช่การเถียงชนะ ไม่ใช่การอดทนกัดฟันเก็บไว้ในใจ และไม่ใช่การทำเป็นไม่ได้ยิน

ท่านได้ยินทุกคำ ท่านรู้ว่าเขาพูดว่าอะไร

ท่านแค่ไม่ยื่นมือไปรับ

ทำยังไงถึงจะไม่รับ ในเมื่อใจมันรับไปแล้ว

ตรงนี้คือส่วนที่ยากที่สุด เพราะพอเราอ่านเรื่องแบบนี้จบ เราก็อยากทำได้บ้าง แล้วก็พบว่าทำไม่ได้ สิบเอ็ดโมงคืนถัดมา ประโยคเดิมก็ยังกลับมาอยู่ดี

ที่ทำไม่ได้ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งพอ แต่เพราะเราพยายามทำผิดจังหวะ

เราไปพยายามตอนที่มันเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว เหมือนพยายามหยุดรถตอนที่รถชนไปแล้ว

จังหวะที่พอทำอะไรได้จริง อยู่ก่อนหน้านั้นนิดเดียว คือตอนที่เรารู้ตัวว่ากำลังจะกดเล่นซ้ำอีกรอบ

ลองสังเกตดู ก่อนที่เราจะเถียงกับเขาในหัว จะมีเสี้ยวหนึ่งที่เรารู้สึกตัวว่าเรากำลังจะเริ่มแล้ว มันเป็นความรู้สึกคล้ายกับตอนที่มือเรากำลังจะหยิบขนมชิ้นที่สาม เรารู้อยู่ว่ากำลังจะหยิบ

เสี้ยวนั้นแหละคือประตู

สิ่งที่ทำได้ในเสี้ยวนั้นไม่ใช่การบังคับให้ตัวเองเลิกคิด เพราะยิ่งบังคับยิ่งคิด แต่เป็นการพาความสนใจกลับมาที่ร่างกาย ซึ่งอยู่ในปัจจุบันเสมอ

ลองเอามือวางบนหน้าท้อง แล้วรู้สึกถึงลมหายใจที่ดันมือขึ้นและยุบลง สักสิบครั้ง ไม่ต้องนับให้ตรง ไม่ต้องหายใจให้ลึกเป็นพิเศษ แค่รู้ว่าตอนนี้กำลังหายใจเข้า ตอนนี้กำลังหายใจออก

ระหว่างนั้นความคิดจะแทรกกลับมา นั่นเป็นเรื่องปกติมาก ไม่ได้แปลว่าเราทำผิด พอรู้ว่ามันกลับมาแล้ว ก็พามือกลับมาที่ท้องอีกครั้ง

คืนแรกอาจจะต้องพากลับสามสิบรอบ คืนที่เจ็ดอาจจะเหลือสิบรอบ นั่นคือความคืบหน้าแล้ว

อีกอย่างที่ทำได้ตอนกลางวันคือ หยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนคำพูดของเขาลงไปเท่าที่เขาพูดจริง ๆ คำต่อคำ ไม่เติมน้ำเสียง ไม่เติมสายตา ไม่เติมความหมาย

พอเขียนเสร็จ หลายคนจะแปลกใจว่ามันสั้นกว่าที่จำไว้มาก บางทีเหลือแค่บรรทัดเดียว

ส่วนที่เหลือทั้งหมดที่ทำให้เรานอนไม่หลับ อยู่นอกกระดาษแผ่นนั้น

อีกอย่างที่ช่วยได้จริงคือ ตอนกลางวัน ให้ลองพูดเรื่องนั้นออกมาให้คนที่ไว้ใจฟังหนึ่งครั้ง แบบเล่าเฉย ๆ ไม่ต้องหาข้อสรุป เพราะเรื่องที่ไม่เคยถูกพูดออกมาเลย มักจะเลือกเวลาตีหนึ่งเป็นเวลาพูด

และถ้าจำเป็นต้องคุยกับเขาจริง ๆ ให้คุยตอนกลางวัน ตอนที่ยังไม่เหนื่อย ไม่ใช่ตอนที่เพิ่งเถียงชนะเขาในหัวมาสิบรอบ เพราะคนที่เดินไปคุยด้วยใจแบบนั้น ไม่ได้ไปคุย แต่ไปทวงคืน

หลวงปู่ชาเคยพูดไว้สั้น ๆ ว่า

ถ้าปล่อยวางน้อย ก็สงบน้อย ถ้าปล่อยวางมาก ก็สงบมาก ถ้าปล่อยวางหมด ก็สงบหมด

ท่านไม่ได้บอกให้ปล่อยวางหมดในคืนเดียว

ท่านบอกว่ามันเป็นสัดส่วนกัน วางได้เท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้น คืนนี้วางได้นิดเดียวก็ยังนับ

ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ

  • คำพูดของเขาจบไปตั้งแต่บ่ายสามแล้ว ที่ยังอยู่คือเสียงของเราเอง
  • จังหวะที่ทำอะไรได้ คือตอนที่รู้ตัวว่ากำลังจะเริ่มคิดซ้ำ ไม่ใช่ตอนที่คิดไปแล้ว
  • เอามือวางที่ท้อง แล้วอยู่กับลมหายใจสิบครั้ง พาความคิดกลับมาได้ทุกครั้งที่มันหนีไป

คืนนี้อาจจะยังไม่หลับ

ถ้าคืนนี้ทำแล้วยังไม่หลับ ก็ไม่เป็นไร

การนอนไม่หลับหนึ่งคืนไม่ได้แปลว่าเราปล่อยวางไม่เป็น มันแปลว่าเราเป็นคน และคนก็เจ็บได้

พรุ่งนี้เราจะยังต้องไปเจอเขา เขาอาจจะทักทายเราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งก็อาจจะจริงสำหรับเขา

ส่วนเราจะเหนื่อยกว่าเขาหน่อย เพราะเมื่อคืนเรานอนน้อย

แต่คืนถัดไป ถ้าเรารู้ทันตัวเองได้เร็วขึ้นสักนิด เสียงเคาะประตูนั้นก็อาจจะดังอยู่ข้างนอกแค่นั้น ไม่ได้เข้ามานอนค้างในห้องของเราอีก

แค่นั้นก็พอสำหรับคืนหนึ่งแล้ว