ง่วงทุกครั้งที่นั่งสมาธิ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีวาสนา
สามทุ่ม บ้านเงียบแล้ว เราปูเบาะนั่งสมาธิตามที่ตั้งใจไว้ทุกคืน หลับตาลง หายใจเข้าออกสักสองสามครั้ง
แล้วก็มีเสียงหัวโขกกับผนังห้อง
ลืมตาขึ้นมาพร้อมคอเอียงข้าง น้ำลายไหลย้อยนิดหนึ่ง นาฬิกาบอกว่าผ่านไปสิบห้านาทีแล้ว ตั้งใจจะนั่งดูลมหายใจ แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นการงีบหลับแบบไม่รู้ตัว
คืนต่อมาก็เป็นแบบเดิม คืนถัดไปก็เหมือนกันอีก
เราเริ่มถามตัวเองว่า คนอื่นเขานั่งกันเป็นชั่วโมงได้ยังไง ในคลิปที่เคยดู พระท่านนั่งนิ่งเป็นชั่วโมง ๆ หลังตรง หน้าสงบ แต่พอเราหลับตาแค่ห้านาที หัวก็เริ่มหนักเหมือนมีใครมาถ่วงไว้
ความรู้สึกที่มาก่อนความง่วง
ก่อนจะไปถึงเรื่องวิธีแก้ ลองอยู่กับความรู้สึกตรงนี้ก่อนสักหน่อย
ความรู้สึกแรกที่มักเกิดหลังตื่นจากอาการง่วงระหว่างนั่งสมาธิ ไม่ใช่ความง่วงเอง แต่เป็นความรู้สึกแพ้
แพ้ให้กับตัวเอง แพ้ให้กับความตั้งใจที่วางไว้ตอนหัวค่ำ บางคนถึงกับรู้สึกอายทั้งที่ไม่มีใครเห็น เหมือนตั้งใจจะไปวิ่งออกกำลังกาย แต่พอถึงหน้าประตูกลับเดินย้อนเข้าบ้านไปนอนต่อ
ตามมาด้วยคำถามที่แสบกว่านั้นอีก คือ "เราไม่มีวาสนาจะนั่งสมาธิหรือเปล่า" บางคนถึงกับเลิกนั่งไปเลย เพราะคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับเรื่องนี้ สมาธิคงเป็นของคนที่มีบุญเก่ามากกว่า
แต่ถ้าลองสังเกตดี ๆ ความง่วงเวลานั่งสมาธิมักไม่ได้มาเดี่ยว ๆ มันมาพร้อมกับความเหนื่อยที่สะสมมาทั้งวัน งานที่ยังไม่เสร็จ ความเครียดที่กดทับใจไว้โดยไม่รู้ตัว ร่างกายที่ไม่เคยได้พักจริง ๆ เลยสักวัน
พอถึงเวลาที่ควรจะเป็นเวลาแห่งความสงบที่สุดของวัน ร่างกายกลับตีความสัญญาณผิดไปว่า "นี่แหละ จังหวะที่ปลอดภัยพอจะหลับได้แล้ว"
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีวาสนา เป็นแค่ว่าร่างกายเราเหนื่อยจริง ๆ แล้วก็เลือกเวลาที่เงียบที่สุดของวันมาทวงหนี้การนอนคืน
มีอีกเรื่องหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง คือความง่วงเวลานั่งสมาธิ บางทีก็ไม่ใช่ความง่วงจริง ๆ ด้วยซ้ำ แต่เป็นวิธีที่ใจใช้หนีจากความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อยากเจอ
พอเรานั่งนิ่ง ๆ ไม่มีงานให้ทำ ไม่มีจอให้ดู ความรู้สึกที่เก็บกดไว้ทั้งวันก็มีโอกาสโผล่ขึ้นมา ความเหงา ความกังวลเรื่องเงิน ความเศร้าที่ยังไม่ได้จัดการ บางทีใจเลยเลือกทางที่ง่ายกว่า คือดับตัวเองลงไปในความง่วง เหมือนปิดไฟหนีความมืดที่กำลังจะโผล่มา
ถ้าเป็นแบบนี้ วิธีแก้อาจไม่ใช่แค่เรื่องเวลานอนอย่างเดียว แต่ต้องค่อย ๆ ฝึกอยู่กับความรู้สึกที่ไม่สบายใจให้ได้นานขึ้นทีละนิดด้วย
เมื่อพระผู้ใหญ่ก็เคยง่วงเวลานั่งสมาธิ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในพระไตรปิฎกมีเหตุการณ์หนึ่งเล่าไว้ชัดเจน เกี่ยวกับพระโมคคัลลานะ หนึ่งในพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศทางฤทธิ์
วันหนึ่งท่านนั่งสมาธิอยู่ในป่า แล้วก็ง่วงจนหลับคาที่นั่ง
พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณ จึงเสด็จไปหาท่านถึงที่นั่น เหตุการณ์นี้ปรากฏอยู่ในปจลายมานสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต
สิ่งที่น่าสนใจคือ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตำหนิท่านสักคำ ไม่ได้บอกว่าท่านขาดความเพียร หรือไม่สมควรเป็นสาวก
ท่านแค่ถามตรง ๆ ว่า โมคคัลลานะ ง่วงหรือ
แล้วจึงค่อย ๆ แนะวิธีแก้ให้ทีละขั้น เริ่มจากเบาที่สุดไปจนถึงหนักที่สุด ถ้าง่วงเพราะกำลังนึกถึงเรื่องหนึ่งอยู่ ให้เปลี่ยนไปนึกถึงเรื่องอื่น ถ้ายังง่วงอยู่ ให้ทบทวนธรรมที่เคยได้ยินได้ฟังมาในใจ ถ้ายังไม่หาย ให้ท่องธรรมนั้นออกเสียงดัง ๆ ถ้ายังง่วงอีก ให้ลูบหูทั้งสองข้าง นวดแขนนวดขา ถ้ายังไม่หาย ให้ลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างหน้า มองไปยังทิศต่าง ๆ และมองดูดวงดาวบนฟ้า ถ้ายังง่วงอยู่อีก ให้เดินจงกรมโดยกำหนดรู้ลมหายใจไปด้วย และถ้าทำทุกอย่างแล้วยังง่วงจนสุดจะทนจริง ๆ ให้นอนลงอย่างมีสติ ตั้งใจว่าจะลุกขึ้นทันทีที่รู้สึกตัว
ไม่มีตรงไหนในบทสนทนานั้นที่พระพุทธเจ้าดุท่าน มีแต่ความเข้าใจ และวิธีที่ทำได้จริงทีละขั้น
เรื่องนี้เล่ากันมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ฟังตอนที่เราเพิ่งสะดุ้งตื่นจากการงีบหลับบนเบาะสมาธิ มันก็ยังใช้ปลอบใจได้อยู่ดี เพราะแม้แต่พระอัครสาวกผู้เป็นเลิศทางฤทธิ์ ก็ยังเคยง่วงเวลานั่งสมาธิเหมือนกัน
ในธรรมบทมีคำสอนอีกบทหนึ่งที่มักถูกยกมาเตือนใจเรื่องความไม่ประมาท
ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ผู้ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว
คำว่าไม่ประมาทตรงนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องฝืนร่างกายจนล้ม แต่หมายถึงการรู้ทันสภาพของตัวเองตามที่มันเป็นจริง รู้ว่าตอนนี้ใจกำลังง่วง ไม่ใช่แกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วปล่อยให้หลับไปเฉย ๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ถีนมิทธะ เหมือนน้ำในบ่อที่มีตะไคร่ปกคลุม
ในหลักธรรมมีคำเรียกอาการนี้อยู่ คือถีนมิทธะ หนึ่งในนิวรณ์ห้า หรือสิ่งที่กั้นใจไม่ให้สงบ ถีนะคือความหดหู่ท้อแท้ของใจ มิทธะคือความง่วงเหงาของกาย สองอย่างนี้มักมาด้วยกันเสมอ
ลองนึกถึงบ่อน้ำบ่อหนึ่ง น้ำในบ่อนั้นใสพอจะมองเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้นได้
แต่ถ้าปล่อยบ่อนั้นทิ้งไว้นาน ๆ ไม่มีใครกวนน้ำ ไม่มีแดดส่องถึง ตะไคร่และผักบุ้งก็จะค่อย ๆ ขึ้นปกคลุมผิวน้ำ จนวันหนึ่งเราก้มลงมองก็ไม่เห็นเงาตัวเองอีกแล้ว เห็นแต่สีเขียวคลุมทึบ
ใจที่ถูกถีนมิทธะปกคลุมก็เป็นแบบนั้น ไม่ใช่ว่าน้ำในบ่อหายไปไหน น้ำยังอยู่ครบ ความสามารถที่จะรู้ตัวก็ยังอยู่ครบ เพียงแต่มีอะไรบางอย่างมาปกคลุมผิวหน้าไว้จนมองไม่เห็นความใสข้างใต้
สิ่งที่พระพุทธเจ้าแนะพระโมคคัลลานะทำ แท้จริงแล้วก็คือวิธีเขี่ยตะไคร่ออกจากผิวน้ำทีละชั้น เปลี่ยนอารมณ์ที่นึกถึง เหมือนเขี่ยใบไม้ใบเล็ก ๆ ท่องธรรมออกเสียง เหมือนใช้ไม้กวาดชั้นที่หนาขึ้นมาหน่อย ลุกขึ้นเดิน ล้างหน้า เหมือนลงไปกวนน้ำทั้งบ่อให้ตะไคร่แตกกระจาย
ไม่มีขั้นไหนที่ใช้กำลังบังคับให้น้ำหายขุ่นทันที ทุกขั้นเป็นการค่อย ๆ เปิดทางให้ความใสที่มีอยู่แล้วได้กลับมาเห็นอีกครั้ง
เอาไปใช้จริงตอนนั่งแล้วง่วง
ทีนี้ลองมาดูว่าเวลาที่นั่งสมาธิแล้วง่วงจริง ๆ พอจะทำอะไรได้บ้าง
อย่างแรก ให้สังเกตเวลาที่นั่งก่อน ถ้าเรานั่งตอนสามทุ่มหลังจากทำงานมาทั้งวันโดยไม่ได้พักเลย ร่างกายแทบไม่มีโอกาสไม่ง่วง ลองขยับเวลามาเป็นหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ตอนที่ร่างกายยังสดชื่นอยู่บ้าง หรือถ้าเป็นไปได้ ลองนั่งตอนเช้าหลังตื่นนอนสักสิบนาทีก่อนจะเริ่มวันใหม่ ช่วงนั้นสมองยังไม่ถูกงานถมจนล้า
อย่างที่สอง ท่านั่งมีผลมากกว่าที่คิด ถ้านั่งพิงผนังหรือนั่งในที่นุ่มสบายเกินไป ร่างกายจะตีความว่านี่คือสัญญาณให้พักผ่อน ลองนั่งหลังตรงโดยไม่มีที่พิง ปล่อยไหล่ลง ไม่เกร็ง แต่ก็ไม่ยวบ ถ้าง่วงมากเป็นพิเศษ ลองนั่งบนเก้าอี้แทนการนั่งขัดสมาธิบนพื้น เพราะท่าที่มั่นคงน้อยกว่าจะทำให้ร่างกายไม่กล้าหลับสนิทเกินไป
อย่างที่สาม เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มง่วงระหว่างนั่ง อย่าเพิ่งฝืนกดข่มมันด้วยการเพ่งลมหายใจให้แรงขึ้นเพียงอย่างเดียว ลองทำตามลำดับที่เบาไปหาหนักแบบที่พระพุทธเจ้าเคยแนะไว้ เริ่มจากลืมตาขึ้นเล็กน้อยแทนการหลับสนิท ให้แสงสว่างในห้องเข้ามาช่วยพยุงความตื่นตัวไว้ ถ้ายังง่วงอยู่ ลองขยับปลายนิ้วมือแตะกันเบา ๆ หรือนวดใบหูสักครู่ ถ้ายังไม่หาย ลองลุกขึ้นยืนแล้วเปลี่ยนไปเดินจงกรมแทนการนั่งต่อ กำหนดรู้ที่ฝ่าเท้าแตะพื้นแต่ละก้าว การเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยครั้งช่วยได้มากกว่าการฝืนนั่งนิ่งจนหลับคาที่
อย่างสุดท้าย ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังง่วงจนแทบทนไม่ไหว ให้ยอมรับตามตรงว่าคืนนี้ร่างกายต้องการพักจริง ๆ นอนลงอย่างมีสติ ตั้งใจไว้ก่อนว่าจะนั่งใหม่พรุ่งนี้ ดีกว่าฝืนนั่งจนหลับไปโดยไม่รู้ตัวแล้วตื่นมาโทษตัวเอง เพราะการยอมรับความจริงของร่างกายตรงนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการมีสติเหมือนกัน ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
ที่สำคัญคือ ทุกครั้งที่รู้ตัวว่ากำลังจะหลับแล้วเลือกทำอะไรสักอย่างจากขั้นตอนเหล่านี้ นั่นคือช่วงเวลาที่การฝึกกำลังเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ตอนที่นั่งนิ่งได้นานโดยไม่ง่วงเลย
อีกอย่างที่ช่วยได้คือการลดความคาดหวังเรื่องเวลาลงก่อน แทนที่จะตั้งเป้าว่าต้องนั่งให้ได้ครึ่งชั่วโมงเหมือนที่เห็นในคลิป ลองตั้งเป้าแค่ห้านาทีที่ตื่นเต็มที่ก่อน ห้านาทีที่รู้ตัวจริง ๆ ทุกลมหายใจ มีค่ากว่าครึ่งชั่วโมงที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นมาก พอทำได้ห้านาทีสม่ำเสมอ ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวเอง แล้วเวลาที่นั่งได้แบบตื่นตัวก็จะยาวขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องเร่ง
- เปลี่ยนเวลานั่งมาเป็นช่วงที่ร่างกายยังไม่ล้า ปรับท่านั่งให้ไม่สบายจนเกินไป ลืมตาหรือลุกเดินเมื่อเริ่มง่วง และถ้าง่วงจนสุดทางจริง ๆ ก็นอนพักอย่างมีสติแล้วเริ่มใหม่พรุ่งนี้
คืนพรุ่งนี้อาจจะยังง่วงอยู่
ถ้าคืนพรุ่งนี้นั่งแล้วยังหัวโขกผนังอีกครั้ง ก็ไม่ได้แปลว่าสิบวันที่ผ่านมาสูญเปล่า
ร่างกายที่เหนื่อยสะสมมาเป็นเดือน ไม่หายในคืนเดียว เหมือนบ่อน้ำที่ตะไคร่ขึ้นหนามาก ก็ต้องกวนหลายรอบกว่าจะเห็นเงาตัวเองชัดอีกครั้ง
พระโมคคัลลานะเองก็คงไม่ได้หายง่วงตั้งแต่ครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาหา ท่านต้องกลับไปฝึกใหม่อีกหลายครั้ง
สิ่งที่พอวางใจได้คือ ความง่วงระหว่างนั่งสมาธิไม่ได้บอกว่าเราไม่มีวาสนา มันแค่บอกว่าร่างกายเราเหนื่อยจริง และกำลังขอพักในจังหวะที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
พรุ่งนี้ถ้าหัวเริ่มโงนเงนอีกครั้ง ลองลืมตาขึ้นมองแสงไฟในห้องเบา ๆ ก่อน แล้วค่อยกลับไปนั่งใหม่
แค่นั้นก็นับว่าได้ฝึกแล้วสำหรับคืนนี้
