หน้าแรก/บทความ/ชีวิตและธรรมะ
เลื่อนฟีดจนดึก แล้วทำไมใจเรากลับเหนื่อยกว่าเดิม
ชีวิตและธรรมะ

เลื่อนฟีดจนดึก แล้วทำไมใจเรากลับเหนื่อยกว่าเดิม

1 ก.ย. 2569·อ่าน 7 นาที

ห้าทุ่มกว่า ลูกหลับแล้ว บ้านเงียบ

เราวางตัวลงบนเตียง กะว่าจะเลื่อนดูฟีดสักห้านาทีก่อนหลับ

ภาพแรกที่เจอคือเพื่อนสมัยเรียนถ่ายรูปหน้าบ้านหลังใหม่ ยิ้มกว้าง ป้ายชื่อโครงการเห็นชัดเจน

ภาพที่สองคือรุ่นน้องที่ทำงานได้ตำแหน่งใหม่ พร้อมแคปชั่นขอบคุณทุกคนที่ร่วมทางมาด้วยกัน

เรากดหัวใจให้ทั้งสองภาพ นิ้วโป้งไวกว่าความคิดเสียอีก

แล้วก็รู้สึกว่าอกแน่นขึ้นนิดหนึ่ง โดยไม่รู้ตัวว่าทำไม

ห้านาทีที่ตั้งใจไว้ กลายเป็นสี่สิบนาที เรายังนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะมีเรื่องผิดปกติอะไรในชีวิตเรา บ้านที่อยู่ก็ยังเป็นบ้านหลังเดิม งานที่ทำก็ยังเป็นงานเดิม

แต่ใจกลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างพร่องไป ทั้งที่เมื่อเช้ายังไม่รู้สึกแบบนี้เลย

เราปิดหน้าจอ วางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน หลับตาลง

อีกสามนาทีต่อมา มือก็เอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาดูอีกรอบ ทั้งที่ยังไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้นเลย

อะไรกำลังเกิดขึ้นในใจตอนนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าเราอิจฉาเพื่อนตรงๆ เราดีใจกับเขาจริงๆ ด้วยซ้ำ

แต่มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกัน เสียงที่ถามเบาๆ ว่า แล้วเราอยู่ตรงไหนของชีวิต

ฟีดหน้าจอเดียวมีคนเป็นร้อยกำลังโชว์ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา

เราเอาช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนเป็นร้อย มาเทียบกับช่วงเวลาธรรมดาๆ ของตัวเอง

ไม่มีใครโพสต์รูปตอนนั่งรอฟังผลตรวจเลือด ไม่มีใครโพสต์ตอนทะเลาะกับคู่ชีวิตเรื่องค่าผ่อนบ้าน

ฟีดที่เราเห็นจึงไม่ใช่ชีวิตของใครทั้งเล่ม เป็นแค่หน้าปกที่เขาเลือกเองว่าจะให้ใครเห็น

เรารู้เรื่องนี้อยู่ในหัว รู้ดีด้วยซ้ำว่าฟีดคือหน้าปกที่คนเลือกเอง

แต่ใจไม่ได้อ่านมันแบบหน้าปก ใจอ่านมันเหมือนอ่านทั้งเล่ม แล้วเอาไปเทียบกับชีวิตเราทั้งเล่มเหมือนกัน

หัวรู้อย่างหนึ่ง ใจรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง สองอย่างนี้ไม่ได้เดินไปพร้อมกันเสมอไป

ปกติเวลาเราน้อยใจเรื่องอะไร มันจะค่อยๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป

แต่ฟีดไม่เคยหยุด พรุ่งนี้จะมีภาพใหม่มาอีก วันถัดไปก็จะมีอีก

ใจที่เพิ่งวางเรื่องเมื่อวานได้แป๊บเดียว ก็ต้องเจอเรื่องใหม่ให้เทียบอีกรอบ

เหมือนแผลที่เพิ่งจะเริ่มตกสะเก็ด แล้วมีคนมาแกะออกทุกเช้า

บางวันเราเปิดฟีดไม่ใช่เพราะอยากรู้อะไรเป็นพิเศษ แค่มือว่างแป๊บเดียวก็เอื้อมไปหยิบแล้ว

รอรถเมล์ก็เปิด รอกาแฟก็เปิด เข้าห้องน้ำก็ยังเปิด

เหมือนใจเราหาที่ว่างไม่เจอเลยสักที่เดียวในแต่ละวัน ทั้งที่ที่ว่างพวกนั้นแต่ก่อนเคยเป็นเวลาที่ใจได้พักบ้าง

พระพุทธเจ้าไม่เคยเห็นฟีด แต่เห็นใจแบบนี้มาก่อน

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พระพุทธเจ้าเคยพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าโลกธรรม แปดอย่างที่หมุนวนอยู่ในชีวิตคนทุกคน ไม่ว่าจะมีฟีดหรือไม่มีฟีดก็ตาม

ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ถูกนินทา ได้รับคำสรรเสริญ มีสุข มีทุกข์

ท่านบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาของโลก หมุนมาแล้วก็หมุนไป ไม่มีใครได้แต่ด้านเดียวไปตลอดชีวิต

สิ่งที่เราเห็นในฟีดคือด้านที่คนอื่นเลือกจะโชว์ คือช่วงที่เขาได้ลาภ ได้ยศ ได้คำชม

ไม่มีใครโพสต์ตอนที่เข็มนาฬิกาเรือนนั้นหมุนกลับ

ความอยากให้ชีวิตตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องผิด เป็นความอยากธรรมดาที่มีอยู่ในใจคนแทบทุกคน

แต่ความอยากนั้นเองที่ทำให้เราวิ่งตามภาพของคนอื่นไม่มีวันหยุด เพราะจะมีภาพใหม่ให้วิ่งตามอยู่เสมอ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมบทถึงเรื่องการเอาชนะ ท่านเปรียบไว้ว่า

ผู้ใดชนะข้าศึกได้นับพันนับหมื่นในสงคราม ก็ยังไม่ประเสริฐเท่าผู้ชนะตนเองได้เพียงคนเดียว

ฟีดที่เราเห็นทุกวันเหมือนสนามที่ชวนให้แข่งกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ใครได้มากกว่า ใครไปถึงก่อน ใครดูดีกว่า

แต่สนามที่พระองค์พูดถึงไม่ใช่สนามนั้น

สนามที่ท่านชี้ให้ดู คือสนามข้างในตัวเราเอง ที่ที่เรากำลังแข่งกับใจตัวเองอยู่ทุกครั้งที่มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์

ชนะตรงนั้นได้ครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะชนะได้ตลอดไป พรุ่งนี้ก็อาจจะแพ้อีก แล้วก็ลองใหม่อีกครั้ง

ไม่มีใครชนะสนามนี้ได้ตลอดกาล แม้แต่คนที่เราคิดว่าเขามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุดในฟีด ก็มีคืนที่เขานอนไม่หลับด้วยเรื่องของเขาเองเหมือนกัน

ตลาดที่ไม่เคยปิดไฟ

ลองนึกถึงตลาดนัดที่เราคุ้นเคย

ตกเย็นพ่อค้าแม่ค้าเริ่มเก็บของ ไฟหรี่ลง คนเดินตลาดบางตาลง

พอถึงสามทุ่ม ไฟก็ดับหมด ตลาดปิด ทุกคนกลับบ้านไปพักผ่อน

พรุ่งนี้ค่อยเปิดใหม่

แต่ฟีดในมือถือไม่เคยเป็นแบบนั้น ไฟในตลาดนี้ไม่เคยดับ

เที่ยงคืนก็ยังมีคนเดินเข้ามาวางของโชว์ ตีสองก็ยังมีคนใหม่เดินเข้ามาเทียบราคากันอยู่

เราเดินเข้าไปในตลาดที่ไม่เคยปิดไฟนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ แค่กดปุ่มเดียว

ที่แปลกกว่านั้นคือ ตลาดนี้ไม่ได้บังคับให้เราเข้า มันแค่เปิดไฟล่อไว้เฉยๆ ส่วนเราเป็นคนเดินเข้าไปเอง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาดเปิดตลอดเวลา ตลาดจะเปิดกี่โมงก็เป็นเรื่องของตลาด

ปัญหาอยู่ที่เราลืมไปว่า เรามีกุญแจล็อกประตูบ้านตัวเองอยู่ในมือ เราไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปในตลาดทุกครั้งที่มันเปิดไฟ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า

ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบใจ

ความสงบใจตรงนี้ไม่ได้แปลว่าต้องปิดมือถือทิ้งแล้วไม่คุยกับใครอีกเลย

มันหมายถึงใจที่ไม่ต้องวิ่งเข้าไปเทียบราคาตัวเองกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

จะอยู่กับตลาดที่ไม่เคยปิดไฟนี้ยังไง

เรื่องแรกที่พอทำได้จริง คือตั้งเวลาปิดไฟตลาดของตัวเอง

ไม่ต้องเป็นเวลาที่เข้มงวดมาก แค่เลือกสักเวลาหนึ่ง เช่นสามทุ่มครึ่ง

แล้วเก็บโทรศัพท์ไว้นอกห้องนอน หรือวางไว้ในลิ้นชักที่ต้องลุกไปหยิบ ไม่ใช่วางไว้ที่หัวเตียงเอื้อมมือถึง

ช่วงแรกอาจจะอยากลุกไปหยิบอยู่ดี นั่นเป็นเรื่องปกติ ร่างกายเคยชินกับแสงจากหน้าจอมานาน

แต่ทุกคืนที่เราปิดไฟตลาดได้เร็วขึ้นสักนิด ใจก็จะค่อยๆ เรียนรู้ว่าตลาดปิดได้จริง

ลองทำติดต่อกันสักหนึ่งสัปดาห์ แล้วสังเกตดูว่าคืนไหนหลับง่ายกว่ากัน

เรื่องที่สอง คือสังเกตจังหวะก่อนที่นิ้วจะกดเปิดแอป

จะมีเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนเราเปิดฟีดทุกครั้ง เป็นความรู้สึกคล้ายมืออยากหยิบของกิน ทั้งที่ไม่ได้หิว

ลองหยุดตรงเสี้ยวนั้นสักสามลมหายใจ ถามตัวเองเบาๆ ว่า ตอนนี้เรากำลังหาอะไรอยู่

บางทีคำตอบคือเบื่อ บางทีคำตอบคือเหงา บางทีไม่มีคำตอบเลย แค่มือมันเคยชินกับการทำแบบนี้

รู้แค่นั้นก็พอ ไม่ต้องบังคับตัวเองว่าห้ามเปิด แค่รู้ตัวก่อนเปิดก็พอแล้ว

บางครั้งพอรู้ตัวแล้ว มือจะวางโทรศัพท์ลงเองโดยไม่ต้องฝืน

เรื่องที่สาม ใช้ตอนที่เจอภาพที่ทำให้ใจแน่นขึ้น อย่างภาพบ้านใหม่หรือตำแหน่งใหม่ของใครสักคน

แทนที่จะเลื่อนผ่านไปเร็วๆ พร้อมความอึดอัดที่ไม่ได้บอกใคร ลองรู้เบาๆ ในใจว่า นี่คือใจที่กำลังเทียบอยู่

แค่เรียกชื่อมันถูก ความรู้สึกนั้นจะเบาลงเองนิดหนึ่ง

เหมือนเปิดไฟในห้องมืด เราเห็นว่ามันคืออะไร ไม่ใช่เงาที่น่ากลัวอย่างที่คิดไว้

ทำแบบนี้บ่อยๆ เข้า จะเริ่มรู้ทันตัวเองเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยรู้ตัวหลังผ่านไปสิบนาที จะเหลือแค่สามสิบวินาที

เรื่องสุดท้าย ลองเอาเวลาที่เคยเลื่อนฟีดตอนก่อนนอน ไปทำอะไรสักอย่างที่มีคนจริงอยู่ตรงหน้าเราแทน

จะเป็นโทรหาเพื่อนคนหนึ่งสักสิบนาที หรือแค่นั่งฟังเสียงลูกหายใจอยู่ข้างๆ ก็ได้

ไม่ต้องทำทุกคืน สัปดาห์ละสองสามครั้งก็เห็นความต่าง

เพราะความสัมพันธ์จริงเติมใจได้ในแบบที่ภาพในฟีดไม่เคยเติมได้เลย

ทั้งสี่เรื่องนี้ไม่ต้องทำให้ครบทุกข้อในคืนเดียว เลือกทำข้อเดียวก่อนก็ได้ แล้วค่อยเพิ่มทีหลังเมื่อทำข้อแรกจนคุ้นมือแล้ว

คืนนี้ฟีดก็ยังจะเปิดไฟอยู่

ถ้าคืนนี้เรายังอดไม่ได้ที่จะเลื่อนฟีดอีกรอบ ก็ไม่ต้องโทษตัวเองแรงเกินไป

ตลาดที่ไม่เคยปิดไฟถูกออกแบบมาให้เราเดินเข้าไปง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว

พรุ่งนี้กลางวันเพื่อนคนนั้นก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม บ้านหลังใหม่ของอีกคนก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม ไม่มีอะไรหายไปไหน

ส่วนเราจะเดินเข้าตลาดนั้นกี่ครั้ง หรือจะปิดไฟห้องนอนแล้วนอนก่อน ก็ยังเลือกได้อยู่ทุกคืน