หน้าแรก/บทความ/พุทธประวัติ
เช้าวันที่พระหกสิบรูปแยกทางกันคนละทิศ
พุทธประวัติ

เช้าวันที่พระหกสิบรูปแยกทางกันคนละทิศ

1 ก.ย. 2569·อ่าน 6 นาที

เช้าตรู่ที่ป่าอิสิปตนะ ใกล้เมืองพาราณสี

หมอกยังไม่จางดี

หกสิบคนยืนกระจายกันอยู่ใต้ร่มไม้ บางคนถือบาตรแนบอก บางคนมองพื้นเฉย ๆ ไม่มีใครพูดอะไรมาก

สามเดือนก่อนหน้านี้ คนเหล่านี้ยังเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน

บางคนเคยเป็นนักบวชที่ท้อแท้ในลัทธิเดิม หาทางพ้นทุกข์มาหลายปีแล้วไม่เจอ บางคนเคยเป็นลูกเศรษฐีที่หนีออกจากบ้านกลางดึก เพราะทนความว่างเปล่าในใจไม่ไหว ทั้งที่มีทุกอย่างพร้อม บางคนเคยเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมาไกลถึงขนาดนี้

สามเดือนที่ผ่านมา พวกเขาอยู่ด้วยกัน ฟังธรรมด้วยกัน นั่งสมาธิใต้ต้นไม้ต้นเดียวกัน

เช้านี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ทุกคนกำลังจะเดินจากกัน คนละทิศ

ไม่มีใครไปทางเดียวกันแม้แต่คู่เดียว

ในจำนวนหกสิบคนนี้ ห้าคนแรกคือคนที่เคยอยู่กับพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ ส่วนที่เหลือมาจากชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อยสะ ที่เดินหนีออกจากบ้านกลางดึกเพราะทนความหรูหราว่างเปล่าในใจไม่ไหว พอมาเจอพระพุทธเจ้าและใจสงบลงได้ เพื่อนของยสะอีกห้าสิบสี่คนก็ตามมาบวชด้วยทีละคนสองคน จนครบหกสิบพอดี

พระพุทธเจ้ายืนอยู่ตรงกลาง มองพวกเขาทีละคน

ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องไกลตัวอย่างพรหมโลกหรือภพภูมิ ท่านพูดถึงเรื่องที่อยู่ตรงหน้าที่สุด เช้านี้แต่ละคนต้องเดินคนเดียว ไปในที่ที่ไม่เคยไป หาคนที่ไม่เคยเจอ

สิ่งที่อยู่ในใจคนหกสิบคนตอนนั้น

ลองนึกภาพดูว่าถ้าเป็นเรา

เพิ่งเรียนรู้อะไรบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง ๆ มาได้แค่ไม่กี่เดือน ยังจำความรู้สึกตอนที่ตัวเองสับสนได้ดี จำได้แม้กระทั่งคืนที่นอนไม่หลับเพราะหาทางออกไม่เจอ

แล้วจู่ ๆ มีคนบอกให้เราเดินคนเดียว เข้าไปในหมู่บ้านที่ไม่เคยไป พูดกับคนที่ไม่เคยรู้จักสักคน ไม่มีเพื่อนร่วมทาง ไม่มีใครคอยเตือนถ้าพูดผิด

หลายคนในหกสิบคนนั้นน่าจะคิดคล้ายกันว่า ตัวเองพร้อมแล้วจริงหรือ

ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อในสิ่งที่เรียนรู้มา แต่ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ดีพอไหม กลัวว่าถ้าคนฟังถามลึกกว่านี้แล้วตอบไม่ได้จะทำอย่างไร

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ไกลจากเราเลย

คนที่เพิ่งผ่านเรื่องหนักในชีวิตมาได้ มักเจอสถานการณ์คล้ายกัน มีเพื่อนกำลังเจอเรื่องเดียวกับที่เราเพิ่งผ่านมา แล้วเราลังเลว่าจะเอ่ยปากดีไหม

กลัวพูดแล้วไม่ช่วยอะไร กลัวพูดแล้วเขาคิดว่าเรากำลังสอนเขา

บางทีเราก็เลือกจะเงียบไว้ก่อน รอให้ตัวเอง "พร้อมกว่านี้" แล้วค่อยพูด

แต่วันที่พร้อมกว่านี้มักไม่มาถึงสักที

คำที่พระพุทธเจ้าพูดเช้าวันนั้น

พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้พวกเขารอจนกว่าจะพร้อมสมบูรณ์

ท่านพูดสั้น ๆ ประโยคหนึ่ง ที่ต่อมาถูกจดจำมาสองพันกว่าปี บันทึกไว้ในพระวินัยปิฎก ตอนที่เล่าเรื่องช่วงต้นของการประกาศธรรม

เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของคนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อย่าไปทางเดียวกันสองรูป

ท่านเรียกการออกเดินทางนี้ว่า "จรถ ภิกฺขเว จาริกํ" แปลตรง ๆ ว่า เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป

คำว่า "จาริก" ไม่ได้แปลว่าไปสอนแบบมีเวทีมีคนฟังเยอะ ๆ แปลใกล้เคียงกับคำว่าเดินไปเรื่อย ๆ มากกว่า

ไม่ใช่ภารกิจยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนโลกในคราวเดียว แค่เดินไป แล้วเจอใครก็คุยกับคนนั้น

ส่วนประโยคที่ว่าอย่าไปทางเดียวกันสองรูป มีเหตุผลง่าย ๆ ซ่อนอยู่ข้างใน

ถ้าไปด้วยกันสองคน จะไปถึงได้แค่ที่เดียว มีคนคอยพยุงกัน มีคนคอยเตือนกัน สบายใจกว่า

ถ้าแยกกันไปคนละทิศ จะไปถึงได้หกสิบที่ในเวลาเดียวกัน แม้แต่ละคนจะต้องเผชิญความไม่แน่ใจอยู่คนเดียว

ท่านไม่ได้ขอให้ใครเก่งขึ้นก่อนไป ไม่ได้ขอให้ท่องจำคำสอนให้ครบทุกข้อก่อนออกเดินทาง

ท่านแค่ขอให้แต่ละคนไปคนละทาง เอาสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ไปให้คนที่รอไม่ได้

ส่วนพระพุทธเจ้าเอง หลังจากส่งพวกเขาไปแล้ว ท่านก็เดินไปอีกทางหนึ่งตามลำพังเช่นกัน มุ่งหน้าไปทางตำบลอุรุเวลา

ท่านไม่ได้ให้ใครไปเป็นเพื่อน ไม่ได้ขอให้ใครทำสิ่งที่ตัวท่านเองไม่ทำ

ไฟกองเดียว จุดเทียนได้เป็นร้อยเล่ม

ลองนึกถึงคืนเวียนเทียนที่วัดดู

มีเทียนอยู่เล่มเดียวที่จุดจากตะเกียงหน้าพระประธาน

คนแรกเอาเทียนตัวเองไปแตะกับเทียนเล่มนั้น ไฟก็ติด

คนที่สองเอาเทียนไปแตะกับเทียนของคนแรก ไฟก็ติดอีก

ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายทั้งลานวัดสว่างไปด้วยแสงเทียนเป็นร้อยเป็นพันเล่ม

สิ่งที่น่าแปลกคือ เทียนเล่มแรกที่จุดให้คนอื่นไม่ได้มีไฟน้อยลงเลยสักนิด

ไฟไม่ได้ถูกแบ่ง ไฟถูกส่งต่อ

คนที่จุดต่อก็ไม่ได้ต้องรอให้ไฟของตัวเองนิ่งสนิทก่อน บางเล่มโดนลมพัดจนโย้ไปมา แต่ก็ยังจุดให้เล่มถัดไปได้อยู่ดี

หกสิบคนที่เดินออกจากป่าเช้านั้นก็เหมือนเทียนที่เพิ่งถูกจุด บางเล่มอาจสั่นไหวเพราะลมแรงไปหน่อย

แต่ไฟที่มีอยู่ก็เป็นไฟจริง พอส่งต่อได้จริง

ไม่ต้องรอให้ไฟนิ่งสนิทก่อนถึงจะเอาไปจุดให้เล่มอื่น

เอาไปใช้ยังไงในชีวิตเรา

เรื่องของหกสิบคนนี้ไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตประจำวันเราขนาดนั้น

ลองเริ่มจากคืนนี้ ตอนกินข้าวเย็นกับคนในบ้าน เลือกคนหนึ่งคน แล้วเล่าเรื่องหนึ่งเรื่องที่ช่วยให้ใจเราสงบขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ต้องยาว สองสามนาทีก็พอ ไม่ต้องพูดให้เป็นคำสอน แค่เล่าเป็นเรื่องของตัวเอง

ถ้าสัปดาห์นี้มีเพื่อนหรือคนรู้จักกำลังเจอเรื่องที่เราเคยผ่านมาก่อน ลองทักไปสักข้อความสั้น ๆ ก่อนที่จะคิดมากว่าเราพร้อมพูดหรือยัง ข้อความสิบบรรทัดก็พอ ไม่ต้องรอวันที่รู้สึกว่าตัวเองเก่งพอ

ทุกเย็นก่อนนอน ลองจุดเทียนเล่มเล็ก ๆ หรือแค่ปิดไฟแล้วนั่งเงียบสักห้านาที นึกถึงคนหนึ่งคนที่เราอยากให้เขาสบายใจขึ้น ไม่ต้องทำอะไรกับความคิดนั้น แค่ถือมันไว้เฉย ๆ ในใจสักครู่ แล้วค่อยนอน

ลองสังเกตด้วยว่าช่วงนี้เรามักอยู่แต่ในกลุ่มคนหน้าเดิม ๆ หรือเปล่า ถ้าใช่ สัปดาห์นี้ลองแวะคุยกับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงเดิมสักคนหนึ่ง อาจเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่เคยทักหรือญาติที่ห่างกันไปนาน ใช้เวลาแค่ทักทายธรรมดาก็พอ ไม่ต้องเริ่มด้วยเรื่องใหญ่

และถ้าวันไหนรู้สึกว่าตัวเองยังไม่มีอะไรดีพอจะให้ใคร ลองกลับไปนึกถึงเช้าวันนั้นที่ป่าอิสิปตนะ คนหกสิบคนก็ไม่ได้รอจนกว่าจะรู้ครบทุกอย่างเหมือนกัน สิ่งที่เขามีตอนนั้นแค่พอสำหรับคนตรงหน้าคนเดียวก็ยังนับ

เดือนละครั้ง ลองเลือกวันพระสักวัน แล้วถามตัวเองเบา ๆ ว่าเดือนที่ผ่านมา มีใครสักคนที่เราอาจช่วยให้เขาสบายใจขึ้นได้บ้างไหม ไม่ต้องหาคำตอบที่สวยงาม แค่ถามไว้เฉย ๆ ก็พอ

ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่าง ลองจำสามอย่างนี้พอ

  • ไม่ต้องรอให้พร้อมสมบูรณ์ก่อนถึงจะแบ่งปันสิ่งที่ช่วยเราได้
  • เล่าเรื่องของตัวเองสั้น ๆ ให้คนใกล้ตัวฟังในเย็นนี้ ดีกว่ารอวันที่คิดว่าพูดได้เก่งกว่านี้
  • ไฟที่ส่งต่อให้คนอื่น ไม่ได้ทำให้ไฟของเราน้อยลง

เช้าวันนั้นที่ป่ายังอยู่ในตัวเรา

เช้าวันนั้น หกสิบคนค่อย ๆ เดินแยกออกจากกัน ทีละคน ทีละคน จนหมอกกลืนร่างพวกเขาไปทั้งหมด

ไม่มีใครรู้ว่าจะเจอใครบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะพูดเก่งพอไหม ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าจะมีใครฟังบ้างหรือเปล่า

แต่ไฟที่แต่ละคนถืออยู่ก็เดินทางออกไปจริง ๆ

เรื่องนี้ผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว สิ่งที่เรากำลังอ่านอยู่ตอนนี้ก็สืบมาจากเช้าวันนั้น ที่มีคนกล้าเดินออกไปทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อม

ไม่มีใครในหกสิบคนนั้นรู้หรอกว่า สิ่งที่ตัวเองพูดกับคนแปลกหน้าสักคนในหมู่บ้านเล็ก ๆ จะเดินทางไกลมาถึงคนอ่านคนหนึ่งในคืนธรรมดา ๆ คืนหนึ่ง อีกสองพันกว่าปีข้างหน้า

เราไม่จำเป็นต้องเดินให้ไกลเท่าหกสิบคนนั้น

แค่คืนนี้ พูดกับคนตรงหน้าสักหนึ่งคนก็พอ