น้ำตาไหลไม่รู้ตัวตอนนั่งสมาธิ เกิดอะไรขึ้นในใจ
เย็นวันอาทิตย์ ในห้องพระเล็ก ๆ ที่บ้าน
ธูปจุดแล้ว เทียนจุดแล้ว เรานั่งขัดสมาธิตามที่เคยนั่งทุกวัน
ไม่มีอะไรพิเศษ วันนี้ไม่ได้ทะเลาะกับใคร ไม่ได้เสียใจเรื่องอะไร งานก็ราบรื่นดี
แต่พอหลับตาไปได้สักสิบนาที น้ำตาก็ไหลลงมาเอง
ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีอาการเจ็บปวดตรงไหน แค่มีน้ำอุ่น ๆ ไหลจากหางตาลงมาที่แก้ม แล้วก็หยดลงบนตัก
เราตกใจ ลืมตาขึ้นมาเช็ดน้ำตา แล้วถามตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้น
ทำไมถึงร้องไห้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเรื่องอะไรให้ร้องไห้เลยสักนิด
เรานั่งอยู่ตรงนั้นสักพัก ปล่อยให้น้ำตาไหลไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้จะจัดการกับมันยังไง จะลุกไปล้างหน้าก็รู้สึกเหมือนหนีจากอะไรบางอย่าง จะนั่งต่อก็ไม่แน่ใจว่าควรทำแบบนั้นไหม
น้ำตาที่ไม่มีเรื่องราว
ถ้าเป็นน้ำตาตอนดูหนังเศร้า หรือน้ำตาตอนทะเลาะกับใครสักคน เรารู้เหตุผลของมันชัดเจน
แต่น้ำตาแบบนี้ไม่มีชื่อเรื่อง ไม่มีตัวละคร ไม่มีบทสนทนาที่ทำให้เจ็บ
มันเหมือนน้ำที่ซึมออกมาจากที่ไหนสักแห่งในตัวเรา ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่
หลายคนพอเจอแบบนี้ครั้งแรกจะกลัว บางคนคิดว่าตัวเองนั่งสมาธิผิดวิธี บางคนคิดว่ามีอะไรบางอย่างแปลกปนเข้ามาในใจ บางคนถึงกับเลิกนั่งไปพักใหญ่เพราะกลัวจะเจออีก
ความจริงแล้วเรื่องนี้ธรรมดากว่าที่คิดมาก คนที่นั่งสมาธิมานานหลายคนก็เคยผ่านคืนแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณว่าใจเรากำลังเงียบพอที่จะได้ยินอะไรบางอย่างที่มันเก็บไว้นานแล้ว
ทุกวันที่ผ่านมา ใจเราไม่เคยเงียบขนาดนี้ ตื่นมาก็รีบ ทำงานก็เร่ง กลับบ้านก็เหนื่อย หัวถึงหมอนก็หลับ ไม่มีช่วงไหนเลยที่ใจได้หยุดนิ่งพอจะรู้สึกอะไรที่ลึกกว่าผิวหน้า
ความรู้สึกที่ค้างอยู่จึงไม่มีโอกาสได้ปรากฏตัว จนกระทั่งคืนนี้ ที่เรานั่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลยสักสิบนาที
น้ำตาที่สะสมมานานกว่าที่คิด
ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งชื่อ อัสสุสูตร อยู่ในหมวดอนมตัคคสังยุต พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายถึงเรื่องน้ำตา
ท่านถามว่า ระหว่างน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ กับน้ำตาที่พวกเราแต่ละคนเคยหลั่งมาตลอดการเวียนว่ายตายเกิดอันยาวไกล นับตั้งแต่วันที่จำจุดเริ่มต้นไม่ได้จนถึงวันนี้ อย่างไหนจะมากกว่ากัน
แล้วท่านก็ตอบเองว่า น้ำตาที่เราหลั่งเพราะความเศร้าโศก ความพลัดพราก ความผิดหวังตลอดเส้นทางอันยาวนานนั้น มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่เสียอีก
น้ำตาที่หลั่งไหลของเธอทั้งหลาย ผู้ท่องเที่ยวไปมาตลอดกาลอันยาวนานนี้ เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจ นั่นแหละมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่
ฟังดูอาจจะรู้สึกหนักไปสักหน่อยตอนแรก แต่ถ้าใจเย็น ๆ ลองคิดตาม จะเห็นว่าท่านไม่ได้พูดเพื่อให้เราเศร้ากว่าเดิม
ท่านพูดเพื่อให้เราเข้าใจว่า ความรู้สึกที่พาน้ำตาออกมาตอนนั่งสมาธิ ไม่จำเป็นต้องมีสาเหตุจากเรื่องวันนี้เสมอไป
บางทีมันอาจเป็นน้ำที่สะสมมาจากหลายเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตเรา เรื่องที่เราไม่เคยมีเวลานั่งอยู่กับมันจริง ๆ สักครั้ง
พ่อที่จากไปโดยที่เรายังไม่ได้บอกลาให้ดี ความสัมพันธ์ที่จบลงแบบค้างคา ความเหนื่อยที่สะสมมาเป็นปี ความรู้สึกผิดที่ไม่เคยพูดกับใคร
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน มันแค่รอวันที่ใจเราเงียบพอจะรับฟังมันเท่านั้นเอง
โอ่งน้ำที่ไม่มีใครกวน
ลองนึกถึงโอ่งน้ำที่ตั้งอยู่ข้างบ้าน ใบที่ใส่น้ำฝนไว้ใช้
ถ้าเราตักน้ำจากโอ่งนั้นทุกวัน กวนไปกวนมา น้ำจะดูขุ่นอยู่ตลอดเวลา เพราะตะกอนที่นอนอยู่ก้นโอ่งถูกกวนขึ้นมาปนอยู่กับน้ำ จนเรามองไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามีตะกอนอยู่
แต่ถ้าวันไหนเราไม่ไปแตะโอ่งนั้นเลย ปล่อยให้น้ำนิ่งอยู่นาน ๆ ตะกอนจะค่อย ๆ ตกลงไปกองที่ก้นโอ่ง
น่าแปลกที่ช่วงที่น้ำกำลังจะใสที่สุด กลับเป็นช่วงที่เรามองเห็นตะกอนชัดที่สุดด้วย เพราะมันลอยผ่านกลางโอ่งตอนกำลังจม ก่อนจะไปนอนสงบอยู่ข้างล่าง
ใจของเราก็คล้ายกันมาก วันธรรมดาที่เราวุ่นอยู่กับงาน กับคนรอบตัว กับหน้าจอมือถือ เหมือนโอ่งที่ถูกกวนอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกต่าง ๆ ปนเปกันจนแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นอันไหน
พอเรานั่งสมาธิ นั่งนิ่ง ๆ ไม่ไปกวนอะไรเพิ่ม ใจก็เริ่มนิ่งลงเหมือนน้ำในโอ่ง
และตะกอนเก่า ๆ ที่นอนก้นใจมานาน ก็เริ่มลอยผ่านให้เราเห็น ก่อนจะตกตะกอนจริง ๆ
ถ้าเราตกใจ รีบกวนน้ำนั้นซ้ำอีกเพราะกลัวตะกอน น้ำก็จะขุ่นขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม ตะกอนก็ไม่มีวันได้ตกลงไปสงบนิ่งสักที เราจึงต้องปล่อยให้มันลอยผ่านไปอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องรีบเอามือไปกวนซ้ำ
น้ำตาที่ไหลตอนนั่งสมาธิ บางทีก็คือภาพของตะกอนตอนที่มันกำลังลอยผ่านตรงนั้นเอง ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งของน้ำที่กำลังจะใสขึ้น
หลายครูบาอาจารย์สายปฏิบัติเคยพูดถึงเรื่องทำนองนี้ไว้คล้ายกัน ว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การไปสร้างความสงบขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการเห็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในใจตามความเป็นจริง เห็นแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันเป็น ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง ไม่ต้องรีบเปลี่ยนมัน
น้ำตาก็เป็นสิ่งที่ "กำลังปรากฏ" อยู่กับใจตรงนั้นเอง ไม่ต้องรีบผลักมันออกไป และไม่ต้องรีบเดินตามมันเข้าไปในเรื่องราวเก่า ๆ
ถ้าน้ำตาไหลขึ้นมาระหว่างนั่ง จะทำยังไงต่อ
สิ่งแรกที่ทำได้เลยคือไม่ต้องรีบเช็ดน้ำตาหรือรีบหยุดมัน ปล่อยให้มันไหลไปตามที่มันจะไหล เหมือนฝนที่ตกอยู่แล้วเราไม่ต้องวิ่งไปปิดฟ้า แค่รู้ว่าตอนนี้มีน้ำตาไหลอยู่ก็พอ ยังคงนั่งท่าเดิม ยังคงรู้ลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนท่า ไม่ต้องพยายามทำหน้านิ่งให้ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จุดที่ต้องระวังคือ อย่าไปตามน้ำตาเข้าไปในเรื่องราว พอรู้สึกน้ำตาไหล ใจมักจะรีบไปควานหาว่าเรื่องอะไรทำให้ร้องไห้ แล้วก็เริ่มปั้นเรื่องขึ้นมาเอง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วอาจไม่มีเรื่องอะไรชัดเจนเลยก็ได้ ลองสังเกตแค่ความรู้สึกที่มือ ที่หน้าอก ที่ลำคอ แทนที่จะสังเกตที่เนื้อเรื่อง ความรู้สึกล้วน ๆ แบบนี้จะค่อย ๆ คลี่คลายไปเองถ้าเราไม่ไปเติมเรื่องราวให้มันหนักขึ้น
ถ้าน้ำตาไหลจนรู้สึกท่วมท้นเกินรับไหว อึดอัดหายใจไม่ทัน ให้ลืมตาขึ้นได้เลย ไม่ผิดกติกาอะไร มองไปที่ของสักชิ้นในห้อง จับที่พื้นที่นั่งอยู่ให้รู้สึกถึงน้ำหนักตัว ดื่มน้ำสักอึกหนึ่ง แล้วค่อยกลับมานั่งใหม่เมื่อพร้อม การหยุดพักไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หลังจากนั่งเสร็จ ถ้ามีเรื่องไหนที่ผุดขึ้นมาชัดเจนระหว่างนั่ง อาจจะลองหาเวลาสักสิบนาทีในวันนั้น เขียนมันลงกระดาษแบบไม่ต้องเรียบเรียงสวยงาม ไม่ต้องให้ใครอ่าน แค่เขียนให้มันได้ออกมาจากหัว บางเรื่องที่ค้างในใจมานานหลายปี พอได้เขียนออกมาครั้งแรกก็เบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ
และถ้าเรื่องที่ผุดขึ้นมาหนักมาก เกี่ยวกับการสูญเสียใหญ่ หรือความทรงจำที่ทำร้ายใจซ้ำ ๆ การคุยกับคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจก็เป็นทางที่ควรทำควบคู่ไปด้วย สมาธิช่วยให้เราเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ แต่แผลบางแผลอาจต้องมีคนช่วยประคองมากกว่าการนั่งอยู่คนเดียวเงียบ ๆ
ไม่ต้องกังวลด้วยว่าครั้งต่อไปจะต้องร้องไห้อีกไหม บางคืนน้ำตาไหล บางคืนก็ไม่มีอะไรเลย ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องไหลทุกครั้งถึงจะเรียกว่าปฏิบัติถูกทาง และไม่มีอะไรผิดถ้าไม่ไหลเลยสักครั้ง
ถ้าจะจำอะไรกลับไปสักอย่างจากคืนแบบนี้ ลองจำสามอย่างนี้พอ
- ปล่อยให้น้ำตาไหลได้ ไม่ต้องรีบเช็ดหรือรีบหยุด
- สังเกตความรู้สึกที่ร่างกาย ไม่ต้องตามไปหาเรื่องราวว่าทำไมถึงร้องไห้
- ถ้าท่วมท้นเกินไป ลืมตาได้เสมอ การหยุดพักไม่ใช่ความล้มเหลว
คืนนี้ถ้าน้ำตาไหลอีก ก็ปล่อยให้มันไหลไป
ไม่ต้องรีบหาคำตอบว่ามันมาจากไหน ไม่ต้องรีบตัดสินว่าตัวเองอ่อนแอหรือเข้มแข็ง
บางทีมันก็แค่โอ่งน้ำที่นิ่งพอ จนตะกอนเก่า ๆ ได้มีโอกาสลอยผ่านสักครั้งในรอบหลายปี
พรุ่งนี้ตื่นมา หน้าตาก็คงเหมือนเดิม แต่ข้างในอาจจะเบาลงนิดหนึ่ง แค่นั้นก็มากพอสำหรับคืนหนึ่งแล้ว
