ตื่นตีสี่มาปฏิบัติ แต่ร่างกายอ่อนล้าจนนั่งไม่ไหว
นาฬิกาปลุกดังตอนตีสี่ตรงตามที่ตั้งไว้เมื่อคืน
ตอนตั้งเวลา เรารู้สึกมั่นใจมาก คืนนี้จะได้นั่งสมาธิก่อนออกไปทำงานแน่นอน
เราตั้งใจไว้แบบนี้มาสักพักแล้ว ตั้งแต่ได้ยินคนอื่นเล่าว่านั่งตอนเช้ามืดจิตจะสงบกว่าตอนไหน ๆ
แต่พอเสียงนั้นดังขึ้นจริง ร่างกายกลับไม่ขยับตามใจที่ตั้งไว้เลย
ตาสองข้างหนักเหมือนมีอะไรถ่วงอยู่ ต้นคอเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานทั้งวันเมื่อวาน หลังยังปวดร้าวจากการยกของช่วยแม่ที่ป่วยเมื่อบ่ายสอง
เรานั่งลงตรงเบาะที่เตรียมไว้ ตั้งใจจะหลับตา แต่ตัวกลับโย้ไปข้างหนึ่งเหมือนต้นไม้ที่รากไม่มั่น
นั่งได้ไม่ถึงสามนาที ก็ต้องยอมล้มตัวลงนอนต่อ
นี่เป็นครั้งที่สามของสัปดาห์นี้แล้วที่จบลงแบบเดียวกัน
ความรู้สึกที่ตามมาไม่ใช่ความง่วง แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองแพ้ตั้งแต่เช้า
เสียงในหัวที่มาเร็วกว่าลมหายใจ
สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนั้นไม่ใช่คำถามว่า "จะนั่งยังไงต่อดี"
แต่เป็นประโยคที่คุ้นเคย เราขี้เกียจ เราไม่มีวินัย เราสัญญากับตัวเองไว้แล้วยังทำไม่ได้
ประโยคพวกนี้มาเร็วมาก เร็วกว่าที่เราจะทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามันเริ่มมาจากไหน
ทั้งที่ความจริงคืนที่ผ่านมาเรานอนไม่ถึงห้าชั่วโมง งานที่ทำค้างอยู่ก็ยังไม่เสร็จ แม่ที่ดูแลอยู่ก็ยังต้องคอยพลิกตัวให้ตอนตีสอง
ร่างกายทำงานหนักมาทั้งวันทั้งคืน แล้วเราก็ยังคาดหวังให้มันตื่นมานั่งนิ่งได้เหมือนวันที่นอนเต็มอิ่ม
พอทำไม่ได้ เราไม่ได้โกรธร่างกาย เรากลับโกรธตัวเองในฐานะคนที่ "ควรจะทำได้"
บางทีก็นึกถึงคนอื่นที่เล่าว่าเขานั่งตีสี่ได้ทุกวันโดยไม่พลาด แล้วยิ่งรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า
ทั้งที่เราไม่รู้เลยว่าคืนก่อนหน้านั้นเขานอนกี่ชั่วโมง หรือเขาต้องแบกภาระอะไรบ้าง
ตรงนี้แหละที่น่าสังเกต ความทุกข์ตอนตีสี่ไม่ได้มาจากการที่นั่งไม่ได้
แต่มาจากความคิดที่บอกว่า การนั่งไม่ได้ครั้งนี้ แปลว่าเราล้มเหลว
เหมือนมีคนสองคนอยู่ในตัวเรา คนหนึ่งคือร่างกายที่กำลังขอพัก อีกคนคือใจที่ตั้งกฎไว้แล้วไม่ยอมให้พักเลย
คนที่ตั้งกฎนั้นมักจำวันที่ทำได้ดีที่สุดไว้เป็นมาตรฐาน แล้วเอามาวัดกับทุกคืน โดยลืมไปว่าคืนนั้นเรานอนเต็มอิ่มมาก่อน
เรื่องของพระโสณะกับสายพิณ
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎก เล่าถึงพระโสณะ ภิกษุที่ก่อนบวชเป็นคนเล่นพิณเก่งมาก
ท่านตั้งใจปฏิบัติหนักมาก เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก นั่งสมาธิจนแทบไม่ได้พัก แต่จิตก็ยังไม่สงบสักที
ท่านเริ่มคิดว่า ในบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้าที่ปรารภความเพียร ตัวท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ทำไมจิตยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสสักที
บางคืนท่านถึงกับคิดว่า สู้กลับไปใช้ชีวิตแบบคฤหัสถ์ ทำบุญให้ทานไปตามกำลัง อาจจะง่ายกว่านี้
พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดนั้น จึงเสด็จมาหาท่านแล้วถามคำถามหนึ่ง ท่านถามว่า ตอนที่โสณะยังเป็นคฤหัสถ์ เคยดีดพิณเป็นไหม
พระโสณะตอบว่าเคย
พระพุทธเจ้าถามต่อว่า ถ้าสายพิณตึงเกินไป เสียงจะไพเราะไหม
พระโสณะตอบว่าไม่ไพเราะ ใช้การไม่ได้
ท่านถามอีกว่า ถ้าสายพิณหย่อนเกินไปเล่า เสียงจะไพเราะไหม
พระโสณะตอบว่าก็ไม่ไพเราะเช่นกัน ใช้การไม่ได้
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
สายพิณที่ตึงเกินไปก็ดี หย่อนเกินไปก็ดี ย่อมไม่ไพเราะและใช้การไม่ได้ ต่อเมื่อขึงพอดี ไม่ตึงนักไม่หย่อนนัก จึงจะไพเราะและใช้การได้ ฉันใด ความเพียรที่จัดจ้านเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ฉันนั้นเหมือนกัน
หลังจากคืนนั้น พระโสณะปรับความเพียรให้พอดีกับตัวเอง ไม่นานท่านก็บรรลุธรรม
เรื่องนี้เล่ากันมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ฟังตอนตีสี่ของคืนที่ร่างกายไม่ไหว มันยังพอดีอยู่
เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนพระโสณะ ไม่ใช่ให้เพิ่มความเพียร และไม่ใช่ให้เลิกความเพียร
ท่านสอนให้ฟังเสียงพิณของตัวเองก่อน แล้วค่อยปรับสาย
ร่างกายที่อ่อนล้าจนนั่งไม่ไหวตอนตีสี่ ก็เป็นเสียงพิณเสียงหนึ่ง เป็นเสียงที่บอกว่าสายตึงเกินไปแล้วสำหรับคืนนี้
ตะเกียงกับน้ำมันที่เหลืออยู่
ลองนึกถึงตะเกียงน้ำมันที่จุดอยู่ในวัดตอนกลางคืน
ถ้าเราไขไส้ตะเกียงขึ้นสูงสุด โดยที่น้ำมันในกระเปาะเหลืออยู่นิดเดียว เปลวไฟจะพุ่งสว่างจ้าอยู่พักหนึ่ง แล้วก็วูบดับ เหลือแต่ควันดำกับกลิ่นไหม้
ส่วนถ้าเราไม่จุดไส้เลย ตะเกียงก็มืดสนิท ไม่มีแสงให้ใครเห็นทางเลย
สิ่งที่พระที่ดูแลตะเกียงมานานทำ ไม่ใช่การไขไส้สูงสุดทุกคืน
ท่านจะดูก่อนว่าคืนนี้น้ำมันเหลือเท่าไหร่ แล้วปรับไส้ให้พอดีกับน้ำมันที่มี
คืนที่น้ำมันเหลือน้อย ไฟอาจจะริบหรี่กว่าปกติ แต่มันก็ยังเป็นไฟที่ลุกอยู่ ไม่ใช่ไฟที่ดับ
ตะเกียงดวงเดียวกัน คืนนี้อาจให้แสงน้อยกว่าเมื่อวาน แต่ไม่ได้แปลว่าตะเกียงดวงนั้นเสีย
พอเช้ามาเติมน้ำมันใหม่ ไฟก็กลับมาสว่างได้เหมือนเดิม ไม่มีใครไปตำหนิตะเกียงว่าเมื่อคืนมันริบหรี่
การนั่งสมาธิก็เหมือนกัน คืนที่ร่างกายเหมือนน้ำมันใกล้หมด การไขไส้เต็มที่เหมือนวันที่พักผ่อนเต็มอิ่ม ไม่ได้ทำให้ไฟสว่างขึ้น มีแต่จะทำให้ไฟดับเร็วกว่าเดิม
แล้วคืนที่ร่างกายไม่ไหว ควรทำยังไง
คืนก่อนนอน ลองเช็คน้ำมันของตัวเองสักนิด
ถามตัวเองตรง ๆ ว่าคืนนี้นอนกี่ชั่วโมงมาแล้ว
ร่างกายแบกอะไรมาทั้งวันบ้าง
ถ้าคำตอบคือนอนน้อยกว่าห้าชั่วโมง หรือแบกภาระหนักทั้งวันจนหลังปวด ให้ตั้งเป้าของคืนนั้นใหม่ตั้งแต่ก่อนนอน
ไม่ใช่เป้าว่า "ต้องนั่งครึ่งชั่วโมง"
แต่เป็นเป้าว่า "ตื่นมาแล้วจะฟังร่างกายก่อน"
พอตื่นตีสี่มาจริง ๆ แล้วรู้สึกอ่อนล้าจนนั่งไม่ไหว ให้ลองนั่งพิงหมอนแทนนั่งตัวตรง
ใช้เวลาแค่ห้านาที ไม่ต้องถึงครึ่งชั่วโมงเหมือนที่ตั้งใจไว้
หายใจเข้าออกช้า ๆ สักสิบครั้ง
รู้แค่ว่าลมเข้า รู้แค่ว่าลมออก
ถ้ายังไหวก็นั่งต่อ ถ้าไม่ไหวก็ลุกไปนอนต่อได้เลย ห้านาทีนั้นไม่ได้สูญเปล่า
ระหว่างที่นอนต่อ ลองรู้ตัวว่ากำลังนอน รู้ตัวว่าร่างกายกำลังพัก
นี่ก็เป็นการฝึกสติแบบหนึ่งเหมือนกัน
ไม่ต้องรอให้ถึงท่านั่งขัดสมาธิเท่านั้นถึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติ
ก่อนจะปิดนาฬิกาปลุกแล้วผล็อยหลับต่อไปเฉย ๆ ให้ลองล้างหน้าด้วยน้ำเย็นสักครั้งก่อน
บางทีร่างกายไม่ได้ต้องการนอนต่อจริง ๆ แค่ต้องการเวลาสักสองสามนาทีให้ตื่นเต็มที่ก่อน
ถ้าล้างหน้าแล้วยังรู้สึกหนักอึ้งอยู่ ก็ค่อยตัดสินใจกลับไปนอนต่อได้เต็มที่ ไม่ต้องฝืน
ถ้าคืนไหนพลาดจริง ๆ นั่งไม่ได้เลยสักนาที ลองหาเวลาสั้น ๆ ตอนกลางวันแทน
อาจจะเป็นตอนรอน้ำเดือด ตอนนั่งรถเมล์ หรือตอนพักเที่ยงก่อนกินข้าวห้านาที
ช่วงเวลาแบบนั้นไม่ต้องยาว แค่หลับตาแล้วรู้ลมหายใจสักสามสิบวินาทีก็นับ
สิ่งที่ควรเปลี่ยนจริง ๆ ไม่ใช่ความตั้งใจตอนตีสี่ แต่เป็นเวลานอนตอนกลางคืน
ถ้ารู้ตัวว่าคืนนี้จะนอนดึกเพราะงานหรือเพราะต้องดูแลคนป่วย ให้ปรับเวลาตื่นให้สมเหตุสมผลกับเวลานอนจริง
ตื่นตีห้าแล้วนั่งได้เต็มที่ ดีกว่าตื่นตีสี่แล้วนั่งไม่ไหวจนต้องฝืน
การนับความสม่ำเสมอ อย่านับที่ความยาวของการนั่งแต่ละครั้ง
ให้นับที่ว่าวันนี้เรากลับมารู้ลมหายใจสักกี่ครั้ง ไม่ว่าครั้งละสั้นหรือยาว
และถ้าคืนไหนที่ร่างกายเหนื่อยสะสมมาหลายวันติดกัน การยอมนอนต่อทั้งคืนโดยไม่ฝืนเลย ก็เป็นการตัดสินใจที่ใช้ความกล้าไม่น้อยไปกว่าการฝืนตื่น
เพราะมันต้องกล้าเชื่อว่าตัวเองไม่ได้แพ้
แค่กำลังปรับสายพิณให้พอดีกับคืนนี้เท่านั้น
พรุ่งนี้ตีสี่ นาฬิกาจะดังอีกครั้ง
เราอาจจะยังไม่รู้ล่วงหน้าว่าร่างกายคืนนั้นจะเหลือน้ำมันมากแค่ไหน
แต่อย่างน้อยตอนนี้เรารู้แล้วว่า การนั่งไม่ไหวสักคืน ไม่ได้แปลว่าสายพิณของเราขาด
มันแค่บอกว่าคืนนี้ต้องขึงให้หย่อนลงอีกนิด
พรุ่งนี้อาจจะยังเหนื่อยอยู่ หรืออาจจะเริ่มเบาลงบ้างแล้วก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ตะเกียงดวงนี้ก็ยังจุดต่อได้อยู่เสมอ
แค่นั้นก็พอสำหรับคืนนี้แล้ว
