ธรรมะเดลิเวอรี่ ของท่าน ว.วชิรเมธี ในคืนที่ใจไม่สงบ
สามทุ่มกว่า บ้านเงียบแล้ว ลูกเข้านอนไปตั้งแต่สองทุ่มครึ่ง สามีนอนกรนอยู่ในห้อง มีแค่แสงจากหน้าจอมือถือที่ยังสว่างอยู่ในมือเรา
วันนี้ทะเลาะกับแม่ผัวเรื่องเล็ก ๆ แค่เรื่องจัดตู้ครัว แต่คำพูดที่ตามมามันไม่เล็กเลย เราเก็บอาการไว้ทั้งวัน ยิ้มให้ทุกคนที่บ้านได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอถึงตอนนี้ที่ทุกคนหลับ ความอึดอัดที่กดไว้ทั้งวันมันค่อย ๆ ลอยขึ้นมา
มือเราเย็นเพราะแอร์ ใจเรายังร้อนเพราะเรื่องเมื่อบ่าย เราเลื่อนนิ้วผ่านฟีดไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ตั้งใจหาอะไรเป็นพิเศษ แค่อยากให้หัวหยุดคิดเรื่องเดิมสักครู่
จนไปสะดุดคลิปสั้น ๆ ที่มีพระรูปหนึ่งพูดถึงเรื่องคนสองคนที่ทะเลาะกันแล้วต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูก เสียงท่านนุ่ม พูดช้า ไม่รีบเทศน์ ไม่รีบตัดสินว่าใครผิดใครถูก
เราไม่เคยไปวัดฟังธรรมมาหลายปีแล้ว งานก็เยอะ ลูกก็เล็ก วันหยุดมีไม่กี่วันก็อยากพักผ่อนเสียมากกว่า บางทีก็แอบรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ว่าตัวเองห่างวัดไปไกลเกินไปหรือเปล่า
แต่ตอนตีหนึ่งของคืนที่ใจไม่สงบแบบนี้ ธรรมะกลับมาเจอเราเองที่หน้าจอมือถือ ไม่ใช่เราไปหามัน
ไม่ได้ไปวัดมานาน ไม่ได้แปลว่าลืมธรรมะไปแล้ว
หลายคนรู้สึกผิดเงียบ ๆ ว่าตัวเองห่างวัดไปนาน ห่างจนบางทีจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเข้าโบสถ์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
ความรู้สึกนั้นมักมาพร้อมกับความคิดว่า คนที่ดีต้องขยันเข้าวัด คนที่เคร่งต้องนั่งสมาธิเป็นชั่วโมง ถ้าทำไม่ได้แบบนั้นก็คงไม่ใช่คนมีธรรมะ
แต่ลองสังเกตดูตัวเองคืนนี้ เราไม่ได้ไปหาธรรมะ ธรรมะต่างหากที่มาเจอเรา ผ่านคลิปสั้น ๆ ที่มีคนตัดมาแบ่งปันต่อกันในโลกออนไลน์ ผ่านประโยคหนึ่งที่มีคนแคปมาโพสต์ไว้ ผ่านละครที่แม่เปิดดูตอนเย็นแล้วเราเดินผ่านไปได้ยินสักประโยค
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทั้งหมด มันเป็นผลจากการที่มีพระบางรูปตั้งใจเอาธรรมะออกมาไว้ในที่ที่คนธรรมดาอย่างเราใช้ชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่รอให้เราเดินเข้าไปหาในที่ที่มีแต่คนตั้งใจไปเท่านั้นถึงจะเจอ
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม ท่าน ว.วชิรเมธี เป็นหนึ่งในพระที่ทำแบบนี้มานานหลายสิบปี ท่านเขียนหนังสือธรรมะชุด "ธรรมะติดปีก" ที่ได้รับความนิยมมากจนถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ออกอากาศทางช่อง 3 ตามมาด้วยเล่มอื่น ๆ ในชุดเดียวกันอย่าง "ธรรมะบันดาล" "ธรรมะดับร้อน" และ "ธรรมะหลับสบาย"
ท่านไม่ได้รอให้คนเดินเข้าวัดแล้วค่อยสอน แต่เอาธรรมะแทรกเข้าไปในละคร ในหนังสือที่วางขายทั่วไป ในคลิปสั้น ๆ ที่คนแชร์กันเป็นแสน คนจำนวนมากถึงเรียกวิธีทำงานแบบนี้ว่า "ธรรมะเดลิเวอรี่" เพราะมันคือธรรมะที่มาส่งถึงมือคนอ่าน ไม่ใช่ธรรมะที่ตั้งรออยู่บนหิ้งให้คนไปกราบไหว้เฉย ๆ
พระที่เดินธรรมะออกไปหาคน แทนที่จะรอให้คนเดินเข้ามาหา
ลองนึกภาพเมื่อหลายสิบปีก่อน คนที่อยากฟังธรรมต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย เดินทางไปวัด นั่งฟังพระเทศน์ในเวลาที่วัดกำหนดไว้ ใครไม่ว่างตอนนั้นก็พลาดไปเลย
ท่าน ว.วชิรเมธี มองเห็นว่าคนสมัยนี้ไม่ได้ขาดความสนใจในธรรมะ แต่ขาดเวลาและขาดช่องทางที่เข้าถึงง่าย คนทำงานกะดึก แม่บ้านที่ดูแลลูกทั้งวัน คนขับรถส่งของที่มีเวลาว่างแค่ตอนรอสัญญาณไฟแดง ทุกคนล้วนมีคำถามในใจเหมือนกัน แต่ไม่มีเวลาเดินไปหาคำตอบที่วัด
ท่านจึงเลือกเอาธรรมะไปหาคนแทน ผ่านหนังสือที่เขียนด้วยภาษาที่คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่ต้องรู้ศัพท์บาลี ผ่านสื่อโทรทัศน์ที่เข้าถึงคนได้ทีละหลักล้าน และต่อมาก็ผ่านสื่อออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่ใช้กันทุกวัน
ท่านเคยกล่าวไว้ประโยคหนึ่งที่คนจำกันได้มาก และยังใช้เตือนใจตัวเองอยู่บ่อย ๆ ในคืนแบบคืนนี้
อย่าทำร้ายปัจจุบันด้วยคมมีดแห่งอดีต
ฟังดูเรียบง่าย แต่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตอนนี้พอดี เราทะเลาะกับแม่ผัวไปแล้วตั้งแต่ตอนบ่าย เรื่องนั้นจบไปแล้วในความเป็นจริง แต่เรายังเอามันมาคิดซ้ำอยู่ตอนตีหนึ่ง คมมีดของอดีตยังคงกรีดปัจจุบันของเราอยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่คนพูดเรื่องนั้นก็คงหลับไปนานแล้ว
ท่านยังเคยพูดถึงเรื่องการวางตัวกับคนรอบข้างไว้อีกประโยคหนึ่งว่า
นั่งอยู่ในใจคน สำคัญกว่านั่งอยู่เหนือหัวคน
ประโยคนี้พูดถึงเรื่องอำนาจกับความรัก คนที่พยายามเอาชนะคนอื่นด้วยการพิสูจน์ว่าตัวเองถูก มักได้แค่ความยอมแพ้ชั่วคราวจากอีกฝ่าย ไม่ได้ใจเขาจริง ๆ กลับกัน คนที่เลือกเข้าใจก่อนเถียง มักได้ที่ทางในใจคนที่ยั่งยืนกว่า
เหมือนมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารที่มาเคาะประตูตอนดึก
ลองนึกถึงคืนที่เราหิวมากแต่ไม่มีแรงจะลุกไปทำอะไรกิน
สมัยก่อนถ้าอยากกินอะไรสักอย่างตอนดึก เราต้องลุกขึ้นมาแต่งตัว ขับรถออกไปหาร้านที่ยังเปิดอยู่ กว่าจะได้กินก็เหนื่อยจนหมดความอยากไปแล้วครึ่งหนึ่ง
แต่ทุกวันนี้เราแค่หยิบมือถือขึ้นมา กดสั่งของที่อยากกิน แล้วนอนรอ อีกไม่นานก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้าน มีคนเคาะประตูเบา ๆ ยื่นถุงอาหารมาให้ถึงมือ เราไม่ต้องเดินไปหาอะไรเลย มันเดินทางมาหาเราเอง
ธรรมะที่ท่าน ว.วชิรเมธี ทำมาตลอดหลายสิบปีก็เดินเรื่องคล้ายกันแบบนี้ สมัยก่อนธรรมะเหมือนร้านอาหารที่ต้องเดินทางไปถึงจะได้กิน ต้องไปวัด ต้องนั่งฟังตามเวลาที่กำหนด ใครไม่ว่างก็อด
ท่านเปลี่ยนวิธีส่งธรรมะใหม่ ให้มันมาหาคนอ่านถึงหน้าจอ ถึงหนังสือที่วางอยู่บนแคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อ ถึงละครที่เปิดอยู่ในบ้านตอนหกโมงเย็น เราไม่ต้องเดินทางไปไหน แค่เปิดใจรับตอนที่มันมาถึง
แต่มีจุดหนึ่งที่อาหารกับธรรมะต่างกันอยู่ อาหารพอกินอิ่มแล้วก็จบ แต่ธรรมะที่ส่งมาถึงมือเรา ต้องมีเราเป็นคนแกะห่อ อ่านมันจริง ๆ แล้วลองเอาไปใช้ ไม่งั้นมันก็แค่นอนอยู่ในถุงเหมือนเดิม
เอาคำสอนแบบนี้กลับไปใช้ตอนที่ใจยังไม่สงบ
สิ่งที่ทำให้คำสอนของท่าน ว.วชิรเมธี ใช้ได้จริงกับคนทั่วไป ไม่ใช่เพราะมันลึกซึ้งเป็นพิเศษ แต่เพราะท่านเลือกพูดเรื่องที่คนธรรมดาเจอในชีวิตประจำวันจริง ๆ อย่างเรื่องคำพูดที่ทำร้ายกัน เรื่องการให้อภัย เรื่องการอยู่กับปัจจุบัน
คืนนี้ถ้าเรื่องที่ทะเลาะกับแม่ผัวยังวนอยู่ในหัว ลองเอาประโยค "อย่าทำร้ายปัจจุบันด้วยคมมีดแห่งอดีต" มาถามตัวเองตรง ๆ ว่า เรื่องที่กำลังคิดอยู่นี้ เกิดขึ้นตอนนี้จริง ๆ หรือเป็นแค่ภาพเมื่อบ่ายที่เรายังหยิบมาเล่นซ้ำ ถ้าเป็นอย่างหลัง ให้ลองรู้ตัวเฉย ๆ ก่อน ไม่ต้องรีบบังคับให้หยุดคิด แค่รู้ว่านี่คือมีดจากอดีตที่เรากำลังถืออยู่ในมือ
ตอนเช้าก่อนไปเจอคนในบ้านอีกครั้ง ลองใช้เวลาสักห้านาทีก่อนลุกจากที่นอน นึกถึงประโยค "นั่งอยู่ในใจคน สำคัญกว่านั่งอยู่เหนือหัวคน" แล้วถามตัวเองว่า วันนี้เราอยากเป็นฝ่ายที่พูดให้อีกฝ่ายจนมุม หรืออยากเป็นฝ่ายที่ทำให้บ้านนี้อยู่กันสบายใจขึ้น สองอย่างนี้มักไปด้วยกันไม่ได้ในตอนที่เรากำลังโมโหอยู่ เลือกล่วงหน้าไว้ก่อนจะช่วยได้มากกว่าตัดสินใจตอนที่อารมณ์ขึ้นแล้ว
ถ้าวันไหนไม่มีเวลาเข้าวัด ลองหาเวลาสัก 10 นาทีในแต่ละวันเปิดคลิปสั้น ๆ หรืออ่านบทความธรรมะสักตอนหนึ่ง ตอนที่รอรถ ตอนที่นั่งพักกินข้าวคนเดียว หรือตอนก่อนนอนแบบคืนนี้ ไม่ต้องเลือกเรื่องยาก แค่เลือกเรื่องที่ตรงกับสิ่งที่ใจกำลังเจออยู่จริง ๆ เพราะธรรมะแบบที่ท่าน ว.วชิรเมธี ตั้งใจส่งออกมา ถูกออกแบบมาให้หยิบใช้ได้ทันทีอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอความพร้อมแบบพิเศษ
อีกอย่างที่ลองทำได้คือ เก็บประโยคที่โดนใจไว้ในที่ที่เราจะเห็นมันซ้ำ ๆ อาจเป็นโน้ตในมือถือ อาจเป็นกระดาษแปะไว้ข้างกระจกห้องน้ำ ไม่ต้องเยอะ แค่ประโยคเดียวที่ตรงกับเรื่องที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ก็พอ เพราะธรรมะที่อ่านผ่านตาไปครั้งเดียวแล้วลืม กับธรรมะที่เราเห็นซ้ำทุกเช้า ทำงานกับใจเราไม่เหมือนกันเลย
และถ้าอ่านหรือฟังอะไรมาแล้วรู้สึกว่าโดนใจจริง ๆ ลองส่งต่อให้อีกคนหนึ่งที่กำลังเจอเรื่องคล้ายกัน อาจเป็นเพื่อนที่เพิ่งทะเลาะกับสามี อาจเป็นน้องที่กำลังเครียดเรื่องงาน การส่งต่อแบบนี้เองที่ทำให้ธรรมะเดินทางไปได้ไกลกว่าที่วัดแห่งเดียวจะทำได้
สิ่งที่ควรจำไว้มีอยู่ไม่กี่อย่าง
- ธรรมะไม่ได้อยู่แค่ในวัด มันมาเจอเราได้ทุกที่ที่เราเปิดใจรับ
- ปัญหาที่เกิดในอดีตควรถูกปล่อยไว้ในอดีต อย่าเอามีดเก่ามากรีดใจตอนนี้ซ้ำอีก
- การเข้าใจคนอื่นได้ มักพาใจเราให้อยู่ในที่ทางที่มั่นคงกว่าการเอาชนะเขา
คืนนี้ถ้ายังไม่หายอึดอัด ก็ยังไม่เป็นไร
ปิดมือถือแล้วอาจจะยังคิดถึงเรื่องเมื่อบ่ายอยู่บ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติของคนที่มีหัวใจ ไม่ใช่ความล้มเหลวอะไร
พรุ่งนี้เช้าเราจะยังต้องเจอแม่ผัวอยู่ดี อาจจะเจอกันในครัวเหมือนเดิม อาจจะยังอึดอัดอยู่นิดหน่อย
แต่อย่างน้อยคืนนี้มีประโยคหนึ่งแวะมาเยี่ยมเราถึงบนเตียง ผ่านพระที่ไม่เคยรู้จักหน้าเราเป็นการส่วนตัว แต่ตั้งใจส่งคำสอนออกมาให้ไปถึงคนที่กำลังนอนไม่หลับแบบเรา
พรุ่งนี้ถ้ามีจังหวะ ลองส่งคลิปนั้นให้ใครอีกสักคนที่อาจกำลังนอนตาค้างเหมือนกันดูก็ได้
