วิสาขบูชา คืนที่เกิด ตรัสรู้ และดับ อยู่ในวันเดียว
เราจำภาพนั้นได้แม่นยำ
เราอายุประมาณเจ็ดขวบ มือข้างหนึ่งถือเทียนที่แม่จุดให้ อีกข้างกันลมที่พัดมาเป็นระยะ เดินตามแม่วนรอบโบสถ์ ท่ามกลางแสงเทียนของคนทั้งวัดเป็นร้อยเล่มในความมืดสลัว
"วันนี้สำคัญที่สุดเลยนะลูก" แม่พูดเบา ๆ ระหว่างเดิน
เราหันไปถามทันที "สำคัญกว่าวันเกิดหนูอีกเหรอ"
แม่หัวเราะเบา ๆ ไม่ตอบตรง ๆ บอกแค่ว่า "เดี๋ยวโตขึ้นค่อยเข้าใจ"
คืนนั้นเราเดินเวียนเทียนต่อไปโดยไม่เข้าใจอะไรมากไปกว่าเดิม รู้แค่ว่าผู้ใหญ่ทุกคนพูดกันด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าคืนธรรมดา
อีกยี่สิบกว่าปีต่อมา เรากลับไปวัดเดียวกันอีกครั้ง คราวนี้เราถือเทียนเดินข้างแม่ที่ผมขาวไปมากแล้ว
เราถามคำถามเดิมอีกครั้ง เพราะยังจำได้ว่าตอนเด็กแม่ไม่เคยตอบตรง ๆ "แม่ วันนี้สำคัญยังไงกันแน่"
แม่เดินเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "วันเดียวกันนี้ พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ แล้วก็ปรินิพพาน คนละปีกันนะ แต่ตรงกับวันเดียวกันในปฏิทินจันทรคติทุกที"
เราถามต่อ "แล้วมันบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอแม่"
แม่ยิ้ม "แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แม่แค่รู้สึกว่า วันที่คนคนหนึ่งเกิด วันที่เขาเข้าใจอะไรบางอย่างจนหมดสงสัย แล้ววันที่เขาจากไป ถ้ามันอยู่ในวันเดียวกันได้ เรื่องราวของคนคนนั้นก็เหมือนเป็นวงกลมที่จบพอดี ไม่มีอะไรค้าง"
เราไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่เดินเวียนเทียนรอบที่สามไปเงียบ ๆ ข้างแม่
วันเดียวที่ไม่ได้นับแค่วันเกิด
ถ้าใครถามเราว่าวันไหนสำคัญที่สุดในชีวิต หลายคนคงตอบวันเกิดตัวเอง หรือวันที่ได้งานแรก วันแต่งงาน วันที่ลูกเกิด
แต่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงวันที่เรื่องราวของตัวเองจะจบ
เราวางแผนวันเกิด เราฉลองวันครบรอบ แต่วันสุดท้ายของชีวิตเราไม่เคยรู้ล่วงหน้า และก็ไม่อยากคิดถึงมันด้วยซ้ำ มันเหมือนอยู่คนละฟากกับความสุขที่เรากำลังตามหา
วิสาขบูชาแปลกกว่านั้น เพราะเป็นวันที่เอาสามเรื่องมาอยู่ด้วยกัน จุดเริ่ม จุดที่เข้าใจ และจุดจบ ราวกับจะบอกเราเงียบ ๆ ว่าสามอย่างนี้ไม่ได้แยกจากกันเลย มันเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่แรก
คนที่กำลังนับวันอยู่ในโรงพยาบาลเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใคร คนที่เพิ่งไปงานศพญาติสนิทเมื่อเดือนก่อนก็เข้าใจ ความตายไม่ได้อยู่ปลายทางไกล ๆ อย่างที่เราชอบคิด มันเดินอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่วันที่เราเกิด
สิ่งที่ทำให้วิสาขบูชาไม่กลายเป็นเรื่องน่ากลัวไปเลย คือส่วนตรงกลางของวงกลมนั้น วันที่พระองค์ตรัสรู้
เหมือนจะบอกว่า ระหว่างเกิดกับตาย มีช่องว่างให้เข้าใจอะไรบางอย่างได้ ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ชีวิตไหลผ่านไปเฉย ๆ
หลายคนที่มานั่งอ่านเรื่องนี้อยู่ตอนนี้ อาจกำลังอยู่ในช่วงกลางของวงกลมตัวเอง ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะถึงจุดจบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองเข้าใจอะไรไปแล้วบ้าง เรื่องของพระพุทธเจ้าไม่ได้มาบอกคำตอบให้ แต่มาเป็นเพื่อนอยู่ข้าง ๆ ในความไม่รู้แบบนั้น
เมื่อพระพุทธเจ้าเกิด ตรัสรู้ และจากไปในคืนเดียวกัน
เรื่องที่พุทธศาสนิกชนเล่าสืบกันมาคือ เจ้าชายสิทธัตถะประสูติที่สวนลุมพินีวัน ในคืนวันเพ็ญเดือนหก
สามสิบห้าปีต่อมา ในคืนเพ็ญเดือนหกเช่นกัน ท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใต้ต้นโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
แล้วอีกสี่สิบห้าปีถัดจากนั้น ท่านก็ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ในคืนเพ็ญเดือนหกอีกครั้งหนึ่ง
สามเหตุการณ์ สามช่วงชีวิต ห่างกันหลายสิบปี แต่ตรงกับวันเดียวกันของปฏิทินจันทรคติทุกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ชาวพุทธถือว่าวันนี้เป็นวันที่รวมทุกอย่างของพระพุทธศาสนาไว้ในวันเดียว
ก่อนจะปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสคำสอนครั้งสุดท้ายไว้สั้น ๆ
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
ท่านไม่ได้ทิ้งคำสั่งให้สร้างอะไรใหญ่โต ไม่ได้สั่งให้ท่องจำพิธีกรรมไหน สิ่งสุดท้ายที่ท่านฝากไว้คือคำเตือนธรรมดา ๆ ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลง และขอให้อย่าใช้ชีวิตแบบเผลอ ๆ
ส่วนคืนที่ท่านตรัสรู้ ตามที่เล่ากันมา ท่านเปล่งอุทานออกมาเป็นบทแรก ก่อนจะเริ่มออกไปสอนใคร
เราแสวงหาช่างผู้สร้างเรือนนี้มานาน เมื่อไม่พบ จึงต้องท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏนับภพนับชาติไม่ถ้วน ความเกิดร่ำไปเป็นทุกข์ร่ำไป บัดนี้เราเห็นท่านแล้ว ท่านจะสร้างเรือนให้เราไม่ได้อีก
คำว่า "เรือน" ในที่นี้ไม่ใช่บ้านจริง ๆ แต่หมายถึงภพชาติที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านใช้คำนี้เพราะเข้าใจง่ายสำหรับคนทั่วไป ทุกคนรู้จักความเหนื่อยของการต้องสร้างบ้านใหม่ทุกครั้งที่บ้านเก่าพัง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทั้งคำสอนแรกและคำสอนสุดท้ายพูดเรื่องเดียวกัน เรื่องความไม่เที่ยง เรื่องการไม่หลงอยู่กับสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ตลอดสี่สิบห้าปีที่ท่านสอน ใจความสำคัญไม่เคยขยับไปไหนเลย
อาจมีคนสงสัยว่า เรื่องของพระพุทธเจ้าเมื่อสองพันกว่าปีก่อน เกี่ยวอะไรกับคนธรรมดาที่ไม่ได้คิดจะบวช ไม่ได้อยากตรัสรู้อะไร แค่อยากนอนหลับสนิทสักคืน
คำตอบอยู่ที่จุดกึ่งกลางของสามเหตุการณ์นั้นเอง ท่านไม่ได้ตรัสรู้ตอนอยู่ในวังที่สุขสบาย และไม่ได้ตรัสรู้ตอนทรมานร่างกายจนเกือบตาย ท่านพบทางตรงกลางระหว่างสองด้านนั้น ชีวิตของคนธรรมดาก็เดินอยู่ระหว่างสองด้านแบบนี้ตลอดเวลาเหมือนกัน ระหว่างอยากได้กับอยากหนี ระหว่างยึดไว้กับปล่อยทิ้ง
เทียนเล่มเดิมที่จุดไฟให้เล่มใหม่
คืนวิสาขบูชาที่วัด จะมีภาพหนึ่งซ้ำทุกปี คนที่เทียนดับกลางทาง เอนตัวไปขอไฟจากเทียนของคนข้าง ๆ
เปลวไฟที่ส่งต่อกันไปแบบนั้น ไม่มีใครถามว่าไฟดวงนี้มาจากเล่มไหนเป็นเล่มแรก มันแค่ลุกโชนอยู่ตลอดคืน ต่อกันไปเรื่อย ๆ จนครบรอบโบสถ์
เทียนแต่ละเล่มมีวันที่ถูกจุด และมีวันที่มันจะดับ เล่มไหนจุดก่อนก็ดับก่อน เล่มไหนจุดทีหลังก็อยู่ได้นานกว่าหน่อย แต่ไฟที่ส่งต่อกันไม่เคยหายไปไหน
ชีวิตของคนคนหนึ่งก็อาจจะเป็นแบบนั้น มีวันเกิด มีวันตาย เหมือนเทียนที่มีจุดเริ่มกับจุดจบของตัวเอง แต่สิ่งที่ทำระหว่างทาง ความเข้าใจที่ได้ ความดีที่ทำ คำพูดที่ทิ้งไว้ให้คนอื่นฟัง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ดับไปพร้อมกับเทียนเล่มนั้น
พระพุทธเจ้าจากไปกว่าสองพันหกร้อยปีแล้ว แต่คำสอนของท่านยังลุกอยู่ในใจคนที่นั่งเวียนเทียนอยู่ตอนนี้ เหมือนเปลวไฟจากเล่มแรกที่ยังส่งต่อมาจนถึงเล่มในมือเรา
สิ่งที่พอทำได้ ไม่ต้องรอถึงวันพระใหญ่
คืนที่เดินเวียนเทียนกับแม่ตอนโต เรากลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยสังเกตตอนเด็ก คือมือที่กันลมให้เทียนไม่ให้ดับ เราเดินระวังทุกก้าว เอนตัวหลบลมที่พัดมาแรง มือข้างที่ถือเทียนแทบไม่ขยับเลยตลอดสามรอบ
ความตั้งใจแบบนั้นแหละที่พอเอากลับมาใช้ในวันธรรมดาได้ ไม่ต้องรอวันพระใหญ่ ครั้งต่อไปที่เดินอยู่บนถนน หรือเดินขึ้นบันไดที่บ้าน ลองสังเกตดูว่าเราเดินเร็วแค่ไหน ใจลอยไปคิดเรื่องอื่นตั้งแต่ก้าวที่สองหรือเปล่า ถ้าลองพาใจกลับมาอยู่กับฝ่าเท้าที่แตะพื้นสักสิบก้าว จะรู้สึกได้ว่าใจที่วิ่งไปข้างหน้าตลอดเวลาสงบลงนิดหนึ่ง
อีกอย่างที่ทำได้คือช่วงก่อนนอน แทนที่จะไล่คิดเรื่องพรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้างเหมือนทุกคืน ลองใช้เวลาสักสองสามนาทีนึกทบทวนว่าวันนี้มีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเมื่อวานบ้าง คนที่เราเจอ ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา แม้แต่ลมหายใจที่พัดผ่านจมูกไปแล้วก็ไม่กลับมาซ้ำ การนึกแบบนี้ไม่ได้ทำให้ใจหดหู่ กลับทำให้เห็นว่าแต่ละวันมีค่าขึ้นมาจริง ๆ เพราะมันผ่านไปแล้วก็ผ่านเลย
และเช้าวันไหนก็ได้ ไม่ต้องรอวันสำคัญ ลองทำอะไรเล็ก ๆ ให้คนที่ไม่เคยขอบคุณเราสักครั้ง คนขับรถที่หน้าตาเหนื่อยล้า คนแก่ที่เดินข้ามถนนช้า ๆ หรือแม้แต่คนในบ้านที่เราคุ้นชินจนลืมยิ้มให้ ไฟที่ส่งต่อกันในคืนเวียนเทียนไม่ต่างจากเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ต่างกันแค่ว่าคืนวิสาขบูชามีปีละคืนเดียว แต่วันธรรมดามีให้ลองใหม่ทุกวัน
แม่เคยบอกว่าที่แม่เดินเวียนเทียนทุกปีไม่ใช่เพราะกลัวว่าไม่ทำแล้วจะบาป แต่เพราะมันเป็นช่วงเวลาเดียวในรอบปีที่แม่ยอมเดินช้าลงจริง ๆ ไม่รีบไปไหน ไม่คิดเรื่องงาน ไม่คิดเรื่องบ้าน มีแค่เทียนในมือกับก้าวเท้าตรงหน้า
คืนนี้เทียนของเราก็ยังติดอยู่
แม่ไม่เคยถามเราอีกเลยว่าเข้าใจหรือยัง หลังจากคืนนั้น
เราก็ไม่ได้บอกแม่ว่าเข้าใจแค่ไหน เพราะบางเรื่องพูดออกมาแล้วมันเบาลงไปเองโดยไม่ต้องอธิบาย
เทียนในมือเราคืนนั้นคงดับไปนานแล้ว แต่เปลวไฟที่แม่ส่งต่อให้ตอนเรายังเด็ก ยังลุกอยู่ในใจจนถึงตอนนี้ ทุกครั้งที่มีใครมาขอไฟจากเรา เราก็คงส่งต่อไปแบบเดียวกัน โดยไม่ต้องรอให้เขาเข้าใจทั้งหมดก่อน
