หน้าแรก/บทความ/หลักธรรม
แรงฮึดที่หายไปกลางทาง ทุกครั้งที่เริ่มสิ่งใหม่
หลักธรรม

แรงฮึดที่หายไปกลางทาง ทุกครั้งที่เริ่มสิ่งใหม่

23 ส.ค. 2569·อ่าน 7 นาที

ห้าโมงครึ่งเช้าวันจันทร์ นาฬิกาปลุกดังขึ้น

เขาลุกทันที ไม่ต้องกดเลื่อนซ้ำอย่างที่เคย

เมื่อวานหมอเพิ่งบอกว่าความดันสูงเกินเกณฑ์ ต้องออกกำลังกาย ต้องเดินให้ได้ทุกวัน เขาฟังแล้วกลัวมากพอที่จะซื้อรองเท้าคู่ใหม่ตั้งแต่เย็นนั้น

เช้าวันแรกเขาเดินไปไกลจนหลงทางกลับบ้านตัวเอง วันที่สองเดินอีก วันที่สามก็ยังไป กลับมาถึงบ้านทุกครั้งรู้สึกภูมิใจในตัวเองแบบที่ไม่เคยรู้สึกมานาน

พอถึงวันที่หก ฝนตก เขาบอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ค่อยไปสองรอบแทน

พรุ่งนี้มาถึง เขาตื่นสาย งานเข้าเยอะ เหนื่อยเกินจะออกไปเดิน คิดในใจว่าพักแค่วันเดียวไม่เป็นไร

แล้ววันเดียวนั้นก็กลายเป็นสัปดาห์ รองเท้าคู่ใหม่ถูกเก็บไว้ข้างประตู ยังไม่ทันสึกเลยด้วยซ้ำ

ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่มันคืออะไรกันแน่

หลายคนพอเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง จะรีบตัดสินตัวเองว่าขี้เกียจ ไม่มีวินัย ไม่เอาไหน

แต่ลองนึกดูดี ๆ วันแรกที่เดิน ไม่มีใครบังคับเขาเลย เขาอยากไปเอง ตื่นเองด้วยซ้ำ พลังตอนนั้นมันมาจากไหนสักที่ในตัวเขา และพลังนั้นก็หายไปได้เองเหมือนกัน โดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเป็นพิเศษ

เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับการออกกำลังกาย

คนที่เริ่มเลิกเหล้าได้เด็ดขาดในเดือนแรก แล้วเผลอกลับไปดื่มในงานเลี้ยงเดือนที่สาม คนที่เปิดร้านขายของออนไลน์ด้วยไฟแรงจัด โพสต์ทุกวันในสัปดาห์แรก แล้วเงียบหายไปในเดือนที่สอง คนที่ตั้งใจจะนั่งสมาธิทุกเช้า ทำได้จริงสิบวัน แล้วก็ค่อย ๆ เลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนลืมไปเลยว่าเคยตั้งใจอะไรไว้

ทั้งหมดนี้มีจังหวะเดียวกัน พุ่งขึ้นเร็ว แล้วก็ตกลงเร็วพอกัน

ที่น่าแปลกคือ ยิ่งวันแรกไฟแรงมากเท่าไหร่ วันที่ไฟดับกลับยิ่งรู้สึกแย่มากเท่านั้น เพราะเราเอาตัวเองของวันแรกไปเทียบกับตัวเองของวันที่สิบ แล้วรู้สึกว่าตัวเองแย่ลง ทั้งที่จริง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของแรงทุกชนิด ไม่มีแรงไหนพุ่งขึ้นสูงแล้วอยู่นิ่งตรงนั้นได้ตลอด

สิ่งที่หายไปไม่ใช่ความตั้งใจ เพราะถ้าถามเขาตอนนี้ เขาก็ยังอยากมีสุขภาพดีอยู่ ยังอยากให้ร้านขายดีอยู่ ยังอยากใจสงบอยู่เหมือนเดิม

สิ่งที่หายไปคือแรงที่จะลุกขึ้นทำมันซ้ำ ในวันที่ไม่มีอะไรมาช่วยดันหลัง

วันแรกมีหมอคอยเตือน มีความกลัวคอยผลัก มีรองเท้าใหม่คอยล่อใจให้อยากลองใส่ วันที่หกไม่มีอะไรพวกนั้นเหลืออยู่แล้ว มีแค่ฝนที่ตก ความเหนื่อยจากงาน และผ้าห่มที่อุ่นกว่าถนนข้างนอกมาก

พอไม่มีอะไรมาดันหลัง คำถามที่ผุดขึ้นมาเองในใจคือ แล้วอะไรจะพาเราลุกในวันแบบนี้

คำถามนี้แหละที่หลักธรรมข้อหนึ่งพอจะตอบได้ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นวิธีมองที่ต่างไปจากที่เราเคยมอง

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ฮึด แต่สอนให้เดินได้นาน

ในหลักธรรมมีคำหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ตรง ๆ คือ วิริยะ

หลายคนเข้าใจว่าวิริยะแปลว่าความขยัน หรือความฮึกเหิม แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น วิริยะหมายถึงแรงที่พยุงใจให้ลุกขึ้นทำต่อไปได้เรื่อย ๆ ไม่ใช่แรงระเบิดที่มาแรงแล้วก็หมดไป

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านของชายที่เดินตอนเช้ามาก มีพระรูปหนึ่งชื่อโสณะ ท่านบวชมาจากตระกูลที่มั่งคั่ง ท่านตั้งใจปฏิบัติหนักมาก เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกเป็นแผล นั่งสมาธิจนแทบไม่ได้พัก คิดในใจว่าถ้าทำเต็มที่ขนาดนี้แล้วยังไม่บรรลุอะไร ก็สู้สึกออกไปใช้ชีวิตแบบเดิมดีกว่า

พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนี้ จึงเสด็จไปหาท่านโสณะ แล้วถามว่าเมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส ท่านเล่นพิณเก่งใช่ไหม

ท่านโสณะตอบว่าใช่

พระองค์ถามต่อว่า ถ้าสายพิณตึงเกินไป เสียงจะเป็นอย่างไร

ท่านโสณะตอบว่า เสียงจะขาดห้วน ฟังไม่ไพเราะ

พระองค์ถามอีกว่า แล้วถ้าสายพิณหย่อนเกินไปล่ะ

ท่านโสณะตอบว่า เสียงก็จะไม่ดัง ไม่มีน้ำหนักเหมือนกัน

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การปฏิบัติก็เช่นเดียวกับสายพิณนั้น เพียรจัดเกินไปก็นำไปสู่ความฟุ้งซ่านและอ่อนล้า หย่อนเกินไปก็นำไปสู่ความเกียจคร้าน ต้องปรับให้พอดี เสียงจึงจะไพเราะ

เรื่องนี้อยู่ในพระไตรปิฎก เรียกกันว่าเรื่องของพระโสณโกฬิวิสะ และในธรรมบทก็มีข้อความที่พูดถึงคนมีความเพียรแบบนี้ไว้ว่า

ยศย่อมเจริญแก่ผู้ปรารภความเพียร มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม และไม่ประมาท

สังเกตดูคำในนั้น ไม่มีคำว่าฮึกเหิม ไม่มีคำว่าเร่งรีบ มีแต่คำว่ามีสติ ใคร่ครวญ สำรวม และไม่ประมาท

นั่นคือความเพียรแบบที่พาเดินได้ไกล ไม่ใช่แบบที่วิ่งเร็วแล้วล้มกลางทาง

วิริยะไม่ได้ถูกจัดไว้ให้อยู่โดด ๆ ในหลักธรรมด้วย ท่านจัดให้อยู่คู่กับสติ อยู่คู่กับความใคร่ครวญเสมอ เหมือนที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกโสณะให้เพียรน้อยลงเฉย ๆ แต่ให้เพียรอย่างมีสติกำกับ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตึง เมื่อไหร่ควรผ่อน

คนที่เดินตอนตีห้าครึ่งทุกวันโดยไม่เคยหยุดฟังร่างกายตัวเองเลย สักวันก็จะล้มเหมือนสายพิณที่ตึงเกินไป ส่วนคนที่ปล่อยตัวเองสบายจนไม่เคยฝืนอะไรเลย ก็จะไม่ไปถึงไหนเหมือนสายพิณที่หย่อนเกินไปเช่นกัน

เตาถ่านที่ต้องค่อย ๆ ติด ไม่ใช่เป่าทีเดียวจนลุก

ลองนึกภาพคนก่อไฟเตาถ่านตอนเช้ามืด

ถ้าเอาพัดไปโบกแรง ๆ ตั้งแต่แรก ลมแรงเกินไปจะพัดเถ้าฟุ้ง ไฟที่เพิ่งติดอาจดับไปเลยก็ได้ และคนโบกก็จะเหนื่อยจนแขนล้าตั้งแต่ยังไม่ทันได้ต้มน้ำสักหม้อ

แต่ถ้าไม่โบกเลย ปล่อยให้ถ่านนอนนิ่ง ไฟก็จะค่อย ๆ มอดจนดับไปเหมือนกัน

คนที่ก่อไฟเป็นจะรู้จังหวะของมันเอง โบกสักพัก หยุดพัก ดูให้ถ่านแดงขึ้นทีละก้อน แล้วค่อยโบกอีกที ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ จนถ่านติดทั่วกันเอง ไม่ต้องพึ่งพัดอีกต่อไป

แรงฮึดในวันแรกที่ตื่นมาเดินตอนตีห้าครึ่ง ก็เหมือนการโบกพัดครั้งแรกที่แรงที่สุด มันช่วยให้ไฟติดได้จริง แต่ถ้าคาดหวังให้ตัวเองโบกแรงขนาดนั้นทุกเช้าไปตลอด แขนจะล้าก่อนที่ถ่านจะติดทั่วเสียอีก

สิ่งที่ต้องมีต่อจากนั้นไม่ใช่แรงโบกที่แรงขึ้น แต่เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอพอจะประคองไฟไว้ได้ ในวันที่ไม่มีแรงจะโบกแรง ๆ อีกแล้ว

กลับมาเดินอีกครั้ง แต่เดินให้ต่างจากเดิม

พอรองเท้าคู่นั้นถูกวางทิ้งไว้ข้างประตูได้สักพัก ชายคนเดิมก็ลองหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง

รอบนี้เขาไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องเดินไกลเหมือนวันแรก เขาแค่บอกตัวเองว่าจะเดินแค่รอบหมู่บ้านสั้น ๆ สิบนาที ให้พอเหงื่อซึมก็พอ

สิบนาทีฟังดูน้อยจนแทบไม่น่าเรียกว่าออกกำลังกาย แต่สิบนาทีคือระยะที่เขาทำได้จริงแม้ในเช้าที่ไม่อยากลุกจากที่นอนเลย และนั่นสำคัญกว่าระยะทางที่ทำได้แค่ในวันที่ไฟแรง

เขาผูกมันไว้กับสิ่งที่ทำอยู่แล้วทุกวันด้วย คือหลังตื่นนอนแล้วเปิดม่านห้อง ให้เดินออกจากบ้านทันทีก่อนจะได้นั่งเช็คมือถือ เพราะถ้าเผลอหยิบมือถือขึ้นมาก่อน สิบนาทีที่ว่าจะหายไปในฟีดข่าวแทน

มีเช้าหนึ่งฝนตกอีก เขาไม่ได้เดินออกไปข้างนอก แต่ลองเดินขึ้นลงบันไดในบ้านแทนห้ารอบ ไม่ได้เหมือนเดิมเป๊ะ แต่ก็ยังนับว่าได้ทำอะไรบางอย่าง

ภรรยาเขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่เหมือนกัน วันหนึ่งเธอถามว่าทำไมรอบนี้ถึงไปได้นานกว่ารอบแรกที่ซื้อรองเท้าใหม่มาทั้งคู่ เขาตอบไปแบบไม่ได้คิดมาก่อนว่า รอบแรกเขาพยายามเป็นคนใหม่ทั้งคน รอบนี้เขาแค่ขอเวลาสิบนาทีจากคนเดิมที่ยังขี้เกียจอยู่เหมือนเดิม

ตรงนี้เองที่ต่างจากรอบแรก รอบแรกพอพลาดไปวันหนึ่งเขารู้สึกว่าล้มเหลวไปแล้วทั้งแผน เลยเลิกไปเลย

รอบนี้พอพลาดหรือทำได้ไม่เต็มที่ เขาแค่กลับมาทำต่อในวันถัดไป โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในหัว

ในวันที่ไม่มีแรงจะลุกจริง ๆ เขาจะนึกถึงสีหน้าหมอตอนบอกผลความดัน ไม่ใช่เพื่อขู่ตัวเอง แต่เพื่อทวนดูว่าทำไมถึงเริ่มเรื่องนี้ตั้งแต่แรก

บางเช้าแค่นึกถึงเหตุผลตรงนั้นก็พอจะลุกขึ้นได้ ทั้งที่เมื่อสิบนาทีก่อนยังนอนแหงนมองเพดานอยู่เลย

เดือนที่สามผ่านไป เขาไม่ได้เดินไกลเท่าวันแรกที่หลงทางกลับบ้านตัวเองอีกแล้ว แต่เขาเดินเกือบทุกวัน แม้แต่ในเช้าที่ลุกจากที่นอนได้ยากที่สุด

คืนนี้ไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดก็ได้

ถ้าตอนนี้มีอะไรสักอย่างที่เคยเริ่มไว้ด้วยไฟแรง แล้วดับไปกลางทางเหมือนกัน ก็ไม่ต้องรีบไปหาไฟกองใหม่มาโหมให้ลุกเท่าวันแรก

บางทีสิ่งที่ขาดไปไม่ใช่แรงฮึด แต่เป็นจังหวะเล็ก ๆ ที่พอจะทำซ้ำได้ในวันธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอะไรพิเศษเลย

รองเท้าคู่นั้นยังอยู่ข้างประตูเสมอ รอวันที่จะหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวันไหนก็ตาม

ไม่ต้องเป็นเช้าตีห้าครึ่งด้วยซ้ำ แค่เป็นวันที่พอจะโบกพัดสักครั้งเบา ๆ ก็พอแล้วสำหรับวันนี้